เหตุตะลุมบอนครั้งใหญ่ที่สุดใน NBA ที่มีจุดเริ่มต้นจาก "แก้วน้ำใบเดียว"

เหตุตะลุมบอนครั้งใหญ่ที่สุดใน NBA ที่มีจุดเริ่มต้นจาก "แก้วน้ำใบเดียว"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

เมื่อพูดถึง บาสเกตบอล ปฏิเสธไม่ได้ว่า การปะทะกัน คือหนึ่งในธรรมชาติของกีฬานี้ อาจจะไม่โจ่งแจ้งแบบ อเมริกันฟุตบอล NFL รวมถึง ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน หรือ MMA และอาจมีหนักบ้างเบาบ้างตามสถานการณ์ในแต่ละเกม แต่การปะทะระหว่างผู้เล่นนั้น มีอยู่จริงอย่างแน่นอน

และเมื่อมีการปะทะกัน อารมณ์ที่เดือดขึ้นได้นั้นก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งแน่นอนว่า ต้องได้รับบทลงโทษกันไปตามระเบียบ ซึ่งใน NBA การปรับผู้เล่นที่อารมณ์ร้อนจากการปะทะจนออกหมัด ออกอาวุธกันนั้นค่อนข้างโหด ไล่เรียงกันไปตั้งแต่ 5,000 ไปจนถึงมากกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อตีเป็นเงินไทยก็ไม่มากไม่น้อย สามารถซื้อรถยนต์อีโคคาร์ป้ายแดงได้คันนึงเลยทีเดียว

ดังนั้น ผู้เล่นใน NBA จึงไม่นิยมการปะทะกันจนต้องออกอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นต่อย เตะ หรือแม้กระทั่งเอาหัวโขกสักเท่าไหร่ เพราะนอกจากค่าปรับจะโหดแล้ว ยังอาจถูกแบนไม่ให้แข่งตามความรุนแรงของการกระทำอีกด้วย ถึงขนาด "Bad Boy" รุ่นเก๋าๆ ที่เคยคว้าแชมป์ NBA กับ ดีทรอยต์ พิสตันส์ และ ชิคาโก บูลส์ อย่าง เดนนิส ร็อดแมน ยังไม่กล้าที่จะออกอาวุธแถมสักเท่าไหร่ โดยเคยให้เหตุผลว่า "ผมจะไปต่อยเขาก่อนทำไม มันเสียเปรียบ พวกคุณก็รู้ ลีกเรามีกฎเรื่องนี้อยู่แล้ว" 

แม้ว่าจะไม่ค่อยเป็นฝ่ายใส่ก่อนก็ตาม เพราะคนที่ออกอาวุธมักจะเสียเปรียบตามกฎหมายในต่างประเทศ แต่ร็อดแมนก็ถือเป็นผู้ยั่วยุให้คนมาต่อยเขามากที่สุดอยู่ดี ซึ่งสอดคล้องกับที่ เควิน การ์เน็ตต์ ฟอร์เวิร์ดระดับตำนานจาก มินเนโซตา ทิมเบอร์วูล์ฟส์ และ บอสตัน เซลติกส์ เคยเอ่ยปากว่า "มันเป็นการเสียเปรียบถ้าคุณจะไปต่อยเขาก่อน คุณแค่ยั่วยุเขาไปเรื่อยๆ และทำให้เขาออกจากสนามก็เท่านั้น" เพราะเคจีนั้นก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เชี่ยวชาญในวิชา "Trash Talk" ยั่วยุโดยคำพูด ทำให้คู่แข่งประสาทเสีย จนเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ต้องระบายโดยการใช้กำลัง และแน่นอน นั่นอาจทำให้โดนไล่ออกโดยปริยาย

วันอัปยศ

แม้การกระทบกระทั่งจะเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเกมใน NBA อยู่แล้ว แต่ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2004 กลับถือเป็นวันที่ NBA และทั่วโลกต้องจดจำในประวัติศาสตร์ ในการแข่งขันที่ ดีทรอยต์ พิสตันส์ เปิดบ้านพบ อินเดียนา เพเซอร์ส เพราะมันเป็นการตะลุมบอน การตีกันที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ NBA เคยมีมา จนแม้แต่ เดวิด สเติร์น คอมมิชชันเนอร์ของลีกในช่วงเวลาดังกล่าวต้องพูดว่า "มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่ผมเคยเห็นมา และทำให้ลีกของเราดูแย่มาก"

 1

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงท้ายเกมในควอเตอร์ที่ 4 ขณะนั้นเพเซอร์สนำพิสตันส์อยู่ 97-82 กับเวลาที่เหลือเพียง 45.9 วินาที ซึ่งถือว่าเป็นสกอร์ที่ค่อนข้างห่างมากๆ จนพิสตันส์ยากที่จะกลับมาได้แล้วในตอนนั้น 

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ เบน วอลเลซ เซ็นเตอร์ของพิสตันส์พยายามเข้าไปเลย์อัพ แต่ถูก รอน อาร์เทสต์ (เมตตา เวิลด์พีซ ในปัจจุบัน) ฟอร์เวิร์ดของเพเซอร์ส ทำฟาล์วจากด้านหลังอย่างแรง นั่นทำให้ เบน วอลเลซ ซึ่งปกติเป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงอาการใดๆ เดินเข้าไปผลักอาร์เทสต์อย่างแรง จนผู้เล่นทั้งสองฝ่ายต่างกรูเข้าหากัน โดยที่ ราชีด วอลเลซ เพื่อนร่วมทีมพิสตันส์ของ เบน วอลเลซ รับหน้าเสื่อเป็นตัวห้ามปราม 

"เขาทำฟาล์วเบนอย่างรุนแรง เป็นใครก็คงระงับอารมณ์ไม่ได้" ราชีด ซึ่งถูกยกให้เป็นผู้เล่นสายบู๊เผยในภายหลัง ซึ่งทาง สตีเฟน แจ็คสัน ของเพเซอร์ส ก็เข้ามาพูดจาเสียดสีใส่ผู้เล่นของพิสตันส์ในตอนนั้นด้วย

การตะลุมบอนของผู้เล่นทั้งสองฝ่ายในตอนแรก ยังไม่มีการออกหมัด ออกอาวุธใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งอาร์เทสต์นั้นก็นั่งอยู่บนโต๊ะกรรมการอย่างใจเย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขานั่งสวมหูฟังบนโต๊ะกรรมการแบบผ่อนคลายชิลๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ขณะนั้น ปล่อยให้เพื่อนๆ ทั้งสองทีมนั้นพูดจาเสียดสีกันไปมา ซึ่งเรื่องควรจะจบลงแค่นั้น หากไม่มีแฟนตัวดีของพิสตันส์นามว่า จอห์น กรีน เข้ามาผสมโรง โดยกรีนได้ขว้างแก้วลงมาในบริเวณโต๊ะกรรมการที่ รอน อาร์เทสต์ นั่งอยู่ และนั่นเป็นการจุดชนวนทำให้เกิดหนึ่งในเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ NBA

ตะลุมบอน

เมื่อมีคนปาแก้วใส่ เป็นใครก็คงไม่ชอบใจและต้องตอบโต้ ซึ่ง รอน อาร์เทสต์ ก็เช่นกัน เขารีบปรี่ขึ้นไปบนอัฒจันทร์ผู้ชมทันทีเพื่อสั่งสอนว่า "เอ็งปาแก้วใส่ผิดคนแล้ว".. แต่ปรากฎว่า เจ้าตัวสาวหมัดใส่ผิดคน โดยเป็น ไมเคิล ไรอัน ผู้ชมซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ที่ต้องรับเคราะห์แทน จอห์น กรีน ต้นเหตุตัวจริง

 3

"ใช่ ผมต่อยผิดคน" อาร์เทสต์ยอมรับภายหลังแบบซื่อๆ แต่นั่นไม่ทันการณ์เสียแล้ว เพราะจังหวะนั้นเพื่อนรักของเขา สตีเฟน แจ็คสัน ก็รีบวิ่งตามอาร์เทสต์ไปสาวหมัดใส่บุคคลที่อยู่รอบตัวของ ไมเคิล ไรอัน ด้วย เท่านั้นไม่พอ แฟนๆบางคนก็มีการโยนเครื่องดื่มและอาหารลงมาในสนาม ไม่ว่าจะเป็นแฮมเบอร์เกอร์, ป๊อปคอร์น, น้ำอัดลม และเครื่องดื่มอื่นๆ รวมถึงมีแฟนๆอีกหลายคนที่วิ่งลงมาในคอร์ตบาสด้วย

แม้ว่ากรีนจะเป็นต้นเหตุในการปาแก้วน้ำใส่อาร์เทสต์ แต่ขณะนั้นเจ้าตัวเลือดขึ้นหน้า ไม่สามารถระงับอารมณ์ได้แล้ว จนไปต่อยหน้าแฟนๆ อีก 2 คนนาม อัลวิน แชคเคิลฟอร์ด และ ชาร์ลี แฮทแดท ซึ่งแฮทแดทนั้นซวยซ้ำสอง เพราะถูก แอนโทนี จอห์นสัน ของเพเซอร์สเข้ามาซ้ำอีกครั้ง และถูก เจอร์เมน โอนีล อีกหนึ่งผู้เล่นเพเซอร์สเข้ามาต่อยอีกหมัด ซึ่งแฮทแดทเล่าถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นว่า "ผมต้องวิ่งก่อนสิ วิ่งแบบไม่คิดชีวิต เพราะเหมือนเขาจะเข้ามาฆ่าผมเลย" 

การชุลมุนยกใหญ่เกิดขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จน ริค คาร์ไลส์ โค้ชของเพเซอร์สในขณะนั้นกล่าวถึงความน่ากลัวว่า "ในตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนว่าผมต้องเอาชีวิตให้รอดให้ได้ มันน่ากลัวจริงๆ นะ มันเหมือนเราต้องรีบหนีออกจากกรงสิงโตให้ได้ ผมเห็นรอบๆ แฟนๆเด็กๆที่เข้ามาชม และแฟนๆสุภาพสตรีต่างร้องไห้ออกมา พวกเขากลัวมากๆ และตกใจมากเช่นกัน ผู้เล่นบางคนของผมต้องเข้าไปอยู่ใกล้แฟนๆเพื่อปกป้องพวกเขา มันน่ากลัวจริงๆ" 

เหตุการณ์เริ่มคลี่คลายลง เมื่อฝ่ายรักษาความปลอดภัยได้เข้ามาห้ามทัพ รวมถึง แลร์รี บราวน์ โค้ชของพิสตันส์ในขณะนั้น ที่ต้องเอาไมโครโฟนมาประกาศให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ก่อนที่ตำรวจจะเข้ามายุติการตะลุมบอนครั้งประวัติศาสตร์นี้ 

เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้ชมได้รับบาดเจ็บ 9 คน โดย 2 คนต้องถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ส่วนการแข่งขันนั้น กรรมการสั่งยุติทันที โดยไม่มีแข่งต่อในช่วงเวลาที่เหลือ ซึ่งเป็นเพเซอร์สที่ชนะพิสตันส์ไป 97-82

แต่ถึงทั้งสองฝ่ายจะเข้าสู่ล็อคเกอร์รูมแล้วก็ยังไม่จบ เพราะคนของทีมเพเซอร์สยังคงมีปากเสียงกันเอง ระหว่างโค้ช ริค คาร์ไลส์ กับผู้เล่นอย่าง รอน อาร์เทสต์ และ เจอร์เมน โอนีล ซึ่งในช่วงเวลานั้นเอง ตำรวจได้เข้ามาเพื่อที่จะทำการจับกุม รอน อาร์เทสต์ ไปโรงพัก แต่ทีมได้รีบพาเขาวิ่งขึ้นรถบัสและปฏิเสธการจับกุม โดยอ้างว่าจะไปให้ปากคำในเวลาถัดไป จนต้องเรียกตำรวจอีกหลายสิบนายมาเสริม เพื่อล้อมรอบสนาม และคอยคุ้มกันแฟนๆอีกด้วย ก่อนสถานการณ์ทุกอย่างจะคลี่คลายลงในที่สุด

แบนระนาว

เพียงแค่ที่บรรยายมาข้างต้น เชื่อว่าคุณๆก็คงเห็นแล้วว่า นี่คือเหตุการณ์ที่เลวร้ายมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ NBA จน เดวิด สเติร์น คอมมิชชันเนอร์ NBA ต้องรีบออกมาแถลงในวันรุ่งขึ้นว่า "สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเหตุการณ์ที่แย่ น่ารังเกียจมากที่สุด แม้ว่าเราจะไม่สามารถไล่พวกเขาออกจากลีกได้ แต่เราต้องมีการลงโทษเพื่อเป็นบทเรียนและไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก" พร้อมเผยบทลงโทษผู้เล่นที่มีส่วนกับมวยหมู่ในครั้งนั้น ซึ่งถือว่า "หนักที่สุดในประวัติศาสตร์ NBA" ดังนี้

 5

อินเดียน่า เพเซอร์ส
- รอน อาร์เทสต์ แบน 86 เกม (73 เกมในฤดูกาลปกติ และ 13 เกมในรอบเพลย์ออฟ ตลอดฤดูกาล 2004-05 ที่เหลืออยู่) 
- สตีเฟน แจ็คสัน แบน 30 เกม
- เจอร์เมน โอนีล แบน 15 เกม
- แอนโทนี จอห์นสัน แบน 5 เกม
- เรจจี้ มิลเลอร์ แบน 1 เกม

ดีทรอยท์ พิสตันส์
- เบน วอลเลซ แบน 6 เกม 
- ชอนซีย์ บิลลัพส์ แบน 1 เกม 
- เดอร์ริค โคลแมน แบน 1 เกม 
- เอลเดน แคมป์เบลล์ แบน 1 เกม

นอกจากนั้น รอน อาร์เทสต์, สตีเฟน แจ็คสัน, เจอร์เมน โอนีล, เดวิด แฮร์ริสัน และ แอนโทนี จอห์นสัน ต้องไปบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมอีกด้วย (4 คนแรกโดนคนละ 60 ชั่วโมง จอห์นสัน 100 ชั่วโมง) 

ไม่เพียงเท่านี้ NBA ยังได้มีการสั่งแบน จอห์น กรีน และ ชาร์ลี แฮทแดท 2 แฟนเดนตายที่เป็นหนึ่งในต้นเหตุตะลุมบอนประวัติศาสตร์ครั้งนี้ด้วย โดยไม่ให้เข้าชมเกมการแข่งใดๆ และกิจกรรมทุกอย่างของทีมพิสตันส์อีกต่อไป รวมถึงยกเลิกตั๋วปีที่ทั้งสองถือไว้ด้วย แถมเท่านั้นไม่พอ ตำรวจได้มีการสืบสาวราวเรื่องต่อ ก่อนพบว่า จอห์น กรีน คนที่ปาแก้วน้ำใส่ รอน อาร์เทสต์ มีประวัติในคดีปลอมแปลงเอกสาร, พกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ, ทำร้ายร่างกาย ตลอดจนเมาแล้วขับอีก 3 ครั้ง ทำให้กรีนต้องโทษจำคุก 30 วัน และคุมความประพฤติ 2 ปี

 6

การตะลุมบอน และลงโทษครั้งประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความปลอดภัยในการเข้าชมเกม NBA ทำให้ เดวิด สเติร์น คอมมิชชันเนอร์ในขณะนั้นต้องกู้ภาพลักษณ์ลีกอย่างหนักมาก โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย โดยเจ้าตัวได้กล่าวหลังเหตุการณ์ว่า "เราต้องมีการปรับบทลงโทษ และกฏระเบียบหลายอย่างเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่แฟนๆในการเข้ามาชม และที่สำคัญต้องทำให้แฟนๆกลับมารู้สึกว่าผู้เล่นก็ยังเป็นมิตรกับแฟนๆอยู่เช่นกัน" 

กฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงนั้นมีในหลายสิ่งหลายอย่าง ตั้งแต่ จำกัดขนาดเครื่องดื่มที่ขายในสนามไม่ให้เกิน 710 มิลลิลิตร หรือ 24 ออนซ์ สำหรับการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำกัดการซื้อไว้สูงสุด 2 แก้วต่อครั้งต่อคนเท่านั้น รวมถึงห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังจบควอเตอร์ที่ 3 และมีการเพิ่มทีมรักษาความปลอดภัย 3 คน ระหว่างผู้เล่นและแฟนๆ ซึ่งสเติร์นย้ำว่า "กฏระเบียบใหม่นี้ ใช้กับทุกทีมไม่มีข้อยกเว้น"

ไถ่บาป

โดยภายหลังจากการแบน รอน อาร์เทสต์ ฟอร์เวิร์ดสายบู๊ได้ไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม รวมถึงออกอัลบั้มเพลงแร็ป แต่ก็ไม่ทำให้เขานั้นดูซอฟต์ลงในสายตาของเพื่อนๆและแฟนๆ เพราะแม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปนานแล้ว แฟนๆก็ยังคงขนานนามว่าเขาคือ "Bad Boy" แห่งวงการ นั่นทำให้อาร์เทสต์ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเป็น "เมตตา เวิลด์พีซ" ในปี 2011 พร้อมกับปฏิญาณตนว่าจะเป็นคนที่ดีขึ้น ซึ่งเจ้าตัวเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า "บางครั้งผมรู้สึกเหมือนผมเป็นคนขี้ขลาด หรือรู้สึกเหมือนกับเป็นคนที่อยากจะชนะทุกอย่าง การเปลี่ยนชื่อนั่นทำให้มุมมองของผมเปลี่ยนไปมากด้วย"

 7

ส่วนคู่กรณีอย่าง จอห์น กรีน ที่ปาแก้วน้ำใส่อาร์เทสต์ในเหตุการณ์นั้น เจ้าตัวก็ได้สำนึกและกลับตัวกลับใจ รวมถึงทำงานเพื่อสังคมในหลายโอกาส โดยในปี 2009 กรีนได้เผยว่า เขาตัดสินใจโทรไปหา รอน อาร์เทสต์ เพื่อที่จะพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาและขอโทษอาร์เทสต์ด้วย

"รอนเป็นคนดี ผมเคยคิดว่าตัวผมเองนั้นดี แต่จริงๆมันไม่ใช่ ผมเคยเป็นคนไม่ดี ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ควรทำตาม ผมกับรอนเรามีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน รอนรับโทรศัพท์ผม และผมเอ่ยคำว่าขอโทษที่ผมทำแบบนั้นใส่เขา มันเป็นความกล้าและผมรู้สึกดีที่ทำมันลงไป"

สิ่งที่หลายคนคิดไม่ถึงคือ การโทรศัพท์ไปคุยกันครั้งนั้น ได้ก่อเกิดเป็นมิตรภาพระหว่างคู่พิพาท และไม่ได้เป็นความสัมพันธ์แบบฉาบฉวยด้วย

"เขากลายเป็นเพื่อนรักกัน" สตีเฟน แจ็คสัน หนึ่งในเพื่อนซี้ของอาร์เทสต์ที่ร่วมศึกในวันนั้นเผย "พวกเขาติดต่อกันหลายครั้งแบบจริงจังเลยนะ พวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาก มันน่าทึ่งจริงๆ ผมยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผู้ชายแบบรอนจะสามารถทำสิ่งแบบนี้ได้" 

ขณะที่อาร์เทสต์ หรือเวิลด์พีซในตอนนี้ ก็ได้บอกถึงเรื่องราวดังกล่าวด้วยว่า "เขาโทรมาหาผม และบอกว่าเสียใจมากสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงรู้สึกอับอายกับตัวเองมาก เขาขอให้ผมให้อภัยเขา สำหรับผม มันเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว มันอาจจะเป็นการทะเลาะวิวาทก็จริง แต่บางทีปลายเรื่องมันอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ดีก็ได้"

 8

แน่นอนว่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น มันไม่ใช่แค่การทะเลาะกันของผู้เล่น แต่ได้ลามไปถึงคนดู ซึ่งใครจะไปคิดว่าแค่แก้วน้ำแก้วเดียว จะทำให้เกิดประวัติศาสตร์ที่ไม่อยากให้เกิด และเปลี่ยนกฏเกณฑ์ต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กฏการขายเครื่องดื่ม, กฏการเข้าชม, กฏการแต่งตัว รวมถึงกฏระหว่างนักกีฬาและแฟนๆ 

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งต่างๆเหล่านี้ถือว่าเป็นอุทาหรณ์ ไม่เฉพาะสำหรับนักบาสเกตบอลเท่านั้น แต่รวมถึงนักกีฬาทุกคนว่าการทำร้ายกันหรือการมีเรื่องในสนามนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ และไม่มีประโยชน์อันใดแน่นอน