"ชีวาส กัวดาลาฮารา" : สโมสรชาตินิยมกับนโยบาย "ประเทศเม็กซิโกต้องชนะ"

"ชีวาส กัวดาลาฮารา" : สโมสรชาตินิยมกับนโยบาย "ประเทศเม็กซิโกต้องชนะ"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ถ้าพูดถึงเรื่องความรักชาติและภูมิใจในถิ่นเกิดขึ้นมาแล้วล่ะก็ 1 ในประเทศที่เป็นแบบอย่างได้ชัดเจนที่สุดคือ "เม็กซิโก" ซึ่งแสดงตัวอย่างให้โลกได้เห็นมากมาย

ในวงการมวย พวกเขาสร้างนักชกดีกรีแชมป์โลกมาแล้วมากกว่า 250 คน และแต่ละคนก็เป็นมวยสไตล์เดินหน้าฆ่าให้ตายทั้งนั้น จนนักชกเม็กซิกันได้รับการขนานนามในสไตล์ที่แปลกและแตกต่างจากชาติอื่นนั่นคือ "กูสู้แบบเม็กซิกัน"

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่หมัดมวยเท่านั้น แม้แต่ในกีฬาฟุตบอล กีฬาที่ต้องใช้ผู้เล่นทั้งทีมมากกว่า 20 คน ก็มี 1 สโมสรที่นโยบายชัดเจนว่า พวกเขาจะไม่ใช่นักเตะสัญชาติอื่นเลยนอกจากชาว เม็กซิกัน เท่านั้น

 

Main Stand ขอนำเสนอเรื่องราวของสโมสร ชีวาส กัวดาลาฮารา ทีมที่ขอสู้ด้วยนักเตะเลือดเม็กซิกันเต็ม 100% โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นทีมที่ดีที่สุดในประเทศ และได้รับความนิยมจากชาวเม็กซิโกมากที่สุดนั่นเอง

กัวดาลาฮารา vs เม็กซิโก ซิตี้

กัวดาลาฮารา คือเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจาก เม็กซิโก ซิตี้ ซึ่งเมืองที่อยู่ทางตะวันตกของเมืองหลวงประเทศเม็กซิโกราว 550 กิโลเมตรแห่งนี้ มีอัตลักษณ์ประจำตัวที่แตกต่างกับ เม็กซิโก ซิตี้ อย่างชัดเจน เพราะที่ เม็กซิโก ซิตี้ นั้นเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและมีประวัติศาสตร์ของชนชาติเม็กซิกันเกิดขึ้นมากมายที่นี่ ไม่เพียงแค่นั้น ในเมืองที่มีประชากรเยอะที่สุดแห่งนี้ ยังมีการผสมผสานกันด้วยทุกชนชั้น ทั้งกลุ่มขุนนางเก่าที่อาศัยกันในเขตเมืองเก่าย่านใจกลางเมือง, กลุ่มคนรวยที่อยู่กันในอาคารสูงทันสมัย ที่จะอยู่ล้อมรอบเมืองเก่าอีกที ขณะที่กลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มคนยากจนที่อยู่ตามชุมชนแออัดตามเนินเขา ซึ่งบางพื้นที่ถูกตีความเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมหรือสลัมอีกด้วย

ขณะที่ กัวดาลาฮารา นั้น คือเมืองที่ถูกเรียกว่า "รุ่งอรุณแห่งเม็กซิโก" เพราะมีประชากรวัยรุ่นหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่เติบโตจากธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนมากมาย และกลายเป็นเมืองที่มีอัตราการว่างงานน้อยที่สุดในประเทศอีกด้วย

 1

ทั้งหมดที่กล่าวไปทำให้เห็นภาพเมืองนี้กว้างๆ คือ ประชาชนที่นี่ส่วนใหญ่มีเงินในกระเป๋า และนั่นหมายความว่าพวกเขาสามารถจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนอะไรก็ตามที่พวกเขามีความหลงใหลและชื่นชอบ ซึ่ง 1 ในสิ่งที่ผู้คนเมืองนี้เทใจให้มากที่สุด คือสโมสร ชีวาส กัวดาลาฮารา ทีมที่ดีที่สุดและมีความเป็นเม็กซิกันมากที่สุดในประเทศนี้ 

ชีวาส กัวดาลาฮารา สโมสรแห่งนี้เป็นสโมสรที่เปิดหน้าแลกกับนายทุนต่างชาติในโลกฟุตบอลอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการกำเนิดของสโมสรที่ชื่อว่า คลับ อเมริกา จากกรุงเม็กซิโก ซิตี้ ที่ปกครองโดยพวกเศรษฐี และมีนโยบายที่ต่างกับ ชีวาส กัวดาลาฮารา ตรงมีความเป็นทุนนิยม มีเงินถุงเงินถัง เป็นทีมที่รวยที่สุดในลีกและสามารถซื้อนักเตะราคาแพงๆมาร่วมทีมได้ 

นอกจากนี้ นโยบายของชีวาส ยังถือว่าเป็นเส้นขนานกับ เมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์ ลีกสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา อย่างชัดเจน เพราะที่อเมริกา มีกฎที่เรียกว่า ดีซิกเนเต็ด เพลเยอร์ (Designated Player Rule) หรือ กฎเบ็คแฮม ที่มีโควต้าพิเศษสำหรับนักเตะ 3 คนต่อทีม ซึ่งจะไม่ถูกนับรวมค่าเหนื่อยในเพดานค่าเหนื่อย หรือ ซาลารี่ แค็ป (Salary Cap) เนื่องจากพวกเขาต้องการให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นจากการมีนักเตะเก่งๆอยู่ในทีม ทว่ายอดทีมจากกัวดาลาฮาราไม่คิดแบบนั้น พวกเขาไม่อยากเป็นทีมที่สร้างโดยทุนนิยม แต่ต้องการเป็นท้องถิ่นนิยมมากกว่า และพร้อมที่จะพิสูจน์มันให้โลกเห็น 

 2

แม้ สหรัฐอเมริกา กับ เม็กซิโก จะเป็น 2 ประเทศที่มีพรมแดนติดกัน แต่ก็มีความเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด เรียกง่ายๆ ว่า "ระแวงกันอยู่ลึกๆ" ฝั่งอเมริกาก็มองว่า ชาวเม็กซิกัน ชอบเข้ามาสร้างปัญหาในประเทศของพวกเขา ทั้งเรื่องของ ยาเสพติด, การหลบหนีเข้าเมืองแย่งงานคนอเมริกันท้องถิ่น และการเข้ามารับเงินช่วยเหลือของรัฐบาลอเมริกา ทั้งๆที่ชาวอเมริกันมองว่ากลุ่มเม็กซิกันอพยพไม่เคยทำงานเพื่อเสียภาษีเลย

ขณะที่ชาวเม็กซิกัน ก็จะมองคนอเมริกันเป็นพวกขี้โกง กดขี่และเหยียดชาวเม็กซิกันเสมอมา ยกตัวอย่างเช่นคำว่า "เม็กซิกัน จ็อบ" ที่คนอเมริกันหมายถึงงานสกปรก เช่น ล้างห้องน้ำ, ล้างจาน, แม่บ้าน และ คนจัดสวน ซึ่งเป็นงานที่ชาวเม็กซิกันในอเมริกาส่วนใหญ่ทำ.. เรียกได้ว่าต่างฝ่ายต่างก็มีมุมมองของตัวเอง และยืนหยัดในแนวทางอย่างชัดเจน 

ดังนั้น เมื่อเกิดคู่แข่งที่ต่างอุดมการณ์โดยตรง ชีวาส กัวดาลาฮารา จึงกลายเป็นตัวแทนของฝั่งท้องถิ่นไปโดยปริยาย ขณะที่ฝั่ง คลับ อเมริกา เป็นตัวแทนของทีมฝั่งนายทุน และด้วยความรักชาติยิ่งชีพของชาวเม็กซิโก จึงทำให้ชีวาสพยายามอย่างหนักที่จะเอาชนะนายทุนให้ได้ด้วยนโยบายที่ตรงกันข้าม นั่นคือการใช้นักเตะที่มีสายเลือดเม็กซิกันเท่านั้น.. 

"ต่างจังหวัด ปะทะ เมืองหลวง ทีมที่เต็มไปด้วยสายเลือดเม็กซิกัน เจอกับทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะต่างชาติที่มีความสามารถ เกมระหว่าง ชีวาส กัวดาลาฮารา กับ คลับ อเมริกา ถือเป็นดาร์บี้แมตช์ ที่เกิดจากรากฐานทางสังคมที่ดุเดือดที่สุด" ทอม มาร์แชลล์ จาก ESPN ให้คำจำกัดความของทั้งสองทีม

ชีวาส กัวดาลาฮารา ขวัญใจแฟนท้องถิ่น 

เดิมทีนั้น ชีวาส กัวดาราลาฮา ไม่ได้เป็นของชาวเม็กซิกันโดยตรง แต่เป็นสโมสรซึ่งก่อตั้งโดยชาวเบลเยียมที่เข้ามาในประเทศในช่วงศตวรรษที่ 20 อย่าง Edgar Everaert แรกเริ่มเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับอุดมการณ์อะไรมากมายนัก เขาแค่คิดถึงเกมฟุตบอลที่ยุโรป จึงได้ตั้งทีมที่ชื่อว่า Club de Futbol Union ในปี 1906 และเลือกใช้สีเสื้อที่เป็นสี แดง-ขาว และน้ำเงิน ซึ่งมีที่มาจากสีทั้ง 3 ของธงประจำเมืองบรูกส์ บ้านเกิดของเขานั่นเอง

 3

จนกระทั่งเมื่อเวลาผ่านไปได้ 2 ปี ทีม Club de Futbol Union ที่ส่วนใหญ่ใช้ผู้เล่นเป็นชาวต่างชาติหรือชาวยุโรปพลัดถิ่นทั้ง อังกฤษ, สเปน และ ฝรั่งเศส กลับไม่ได้ความนิยมจากท้องถิ่นมากนัก กลุ่มผู้ก่อตั้งสโมสรจึงมาทบทวนกันดูว่าทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น จนกระทั่งพวกเขาได้คำตอบว่า "เพราะไม่มีนักเตะท้องถิ่น แล้วคนท้องถิ่นจะอินได้อย่างไร?"

ยิ่งในช่วงยุคดังกล่าว ชาวเม็กซิกันไม่ชอบหน้ากลุ่มคนผิวขาวมากนัก เพราะพวกนี้เข้ามาในรูปแบบของนายจ้าง และกดขี่ลูกจ้างที่เป็นชาวท้องถิ่นด้วย ดังนั้น Club de Futbol Union จึงกลายเป็นทีมที่เตะกันเองดูกันเองในหมู่คนพลัดถิ่น ไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนท้องถิ่นเลยแม้แต่น้อย 

จุดเปลี่ยนจึงเริ่มจากตรงนั้น และสโมสรแห่งนี้ก็เริ่มเปิดโอกาสให้คนเม็กซิกันท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมกับสโมสร ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปได้สวย พวกเขาให้โอกาสนักเตะเม็กซิกันมากขึ้นเรื่อยๆ และเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายกลุ่มผู้ก่อตั้งสโมสรพบว่า ควรทำทีมฟุตบอลเพื่อท้องถิ่นมากกว่าการสร้างชื่อเสียงส่วนตัว

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว พวกเขาตัดสินใจเปลี่ยนชื่อสโมสรให้มีความเป็นท้องถิ่นนิยมเพิ่มขึ้น โดยอิงตามสูตรของฟุตบอลยุโรป นั่นคือการใช้ชื่อเมืองเป็นชื่อสโมสร และมีชื่อใหม่ว่า ชีวาส กัวดาลาฮารา โดยคำว่า Chivas ที่อยู่หน้าชื่อเมืองนั้น ใช้แสดงถึงอัตลักษณ์ของชาวท้องถิ่นที่นี่ด้วย

 4

"Chivas" แปลเป็นไทยจะมีความหมายว่า "แพะ" และการเอาไปใช้เป็นชื่อของสโมสรชีวาส กัวดาลาฮารา นั้นไม่มีหลักฐานปรากฎไว้ชัดเจน อาจเป็นเพราะเนื่องจากในอดีตแพะเคยเป็นปศุสัตว์สำคัญของที่นี่ หรือไม่ก็เกี่ยวข้องกับการเคยเป็นแหล่งซ่องสุมของแก๊งค้ายาเสพติดมาก่อน ซึ่งคำว่า "Chivas" นั้นยังเป็นศัพท์แสลงของ "เฮโรอีน" อีกด้วย

การเกิดของสโมสรแห่งนี้ บวกกับนโยบายและความรักชาติของชาวเม็กซิกันท้องถิ่น ทำให้ชีวาสกลายเป็นทีมที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูยิ่งกว่าใครในยุคแรกของการตั้งลีกเม็กซิกัน พวกเขาคว้าแชมป์ระดับสมัครเล่นมากถึง 13 สมัย โดยแชมป์สมัยแรกเกิดขึ้นในปี 1908 ปีเดียวกับที่มีการเปลี่ยนชื่อสโมสร จนกระทั่งการเกิดของสโมสรคลับ อเมริกา ในปี 1916 ที่ทำให้แชมป์มีความหมายมากกว่าแค่ถ้วยรางวัลสำหรับ ชีวาส กัวดาลาฮารา

ประเทศเม็กซิโก ต้องชนะ

ความนิยมแบบฝังรากในคนท้องถิ่นถูกส่งมายังรุ่นสู่รุ่น หนึ่งในตำนานนักเตะของชีวาส กัวดาลาฮารา อย่าง ฮาเวียร์ เอร์นันเดซ หรือ ชิชาริโต้ รวมถึง คาร์ลอส ซัลเซโด นักเตะทีมชาติเม็กซิโกนั้น ก็มีพ่อเป็นนักเตะในสโมสรแห่งนี้ และมีต้นตระกูลที่เป็นแฟนบอลของชีวาสด้วยเช่นกัน 

 5

"เลือดของผมเป็นสีแดงและขาวมาตั้งแต่รุ่นปู่ของผม" นี่คือสิ่งที่ซัลเซโดบอกถึงความจงรักภักดีต่อทีมของเขา

ดังนั้น ด้วยการที่นิยมใช้นักเตะจากระบบเยาวชนขึ้นมา ทำให้นักเตะในทีมมีแพสชั่นสูงมากที่จะแสดงออกถึงความแข็งแกร่งของชาวเม็กซิกัน พวกเขาจะเล่นกันลืมตาย โดยเฉพาะในเกมดาร์บี้กับ คลับ อเมริกา ที่เป็นเหมือนศักดิ์ศรีของแฟนๆ

หลังจากปี 1950 เป็นต้นมา การช่วงชิงความเป็น 1 ของประเทศเม็กซิโกเข้มข้นขึ้นมาก ทั้ง ชีวาส และ คลับ อเมริกา ผลัดกันขึ้นครองบัลลังก์เสมอ ตามประวัติแล้วหากทีมใดอ่อนแอ อีกทีมหนึ่งจะยิ่งเพิ่มเขี้ยวเล็บเพื่อฝังคู่แข่งลงแบบสนิทให้ได้ 

ปัจจุบันการเป็นคู่ปรับยังคงเดือดดาลไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะผ่านเวลามาอย่างยาวนาน นิตยสาร FourFourTwo จัดอันดับให้ ซูเปอร์ กลาซิโก หรือการเจอกันของทั้งสองทีมเป็นเกมดาร์บี้ที่ดุเดือดที่สุดติดท็อป 20 ของโลกเลยทีเดียว 

 6

"สำหรับผม เกมระหว่าง กัวดาลาฮารา กับ คลับ อเมริกา คือเกมที่ห้ามแพ้ ทุกครั้งที่ลงสนาม ผมคิดว่ามันคือเกมสุดท้ายในชีวิต ทุกสิ่งที่เกิดในก่อนหน้านี้จะถูกลืมไป และมันเป็นสงครามที่ไม่มีที่ว่างให้กับผู้แพ้เลย" ฮอร์เก เอ็นริเกซ อดีตกองกลางที่ลงเล่นให้ชีวาสกว่า 8 ปี (2009-2018) กล่าวถึงความหมายที่มีต่อการเป็นเบอร์ 1 ของประเทศให้ได้ 

แม้จะมีช่วงเวลาที่ทีมใดทีมหนึ่งโดนข่มอย่างเห็นได้ชัด แต่ทีมที่ถูกกดก็มักจะมีนายทุนเข้ามาหนุนทีม เพื่อทวงความยิ่งใหญ่และเอาคืน โดยเฉพาะฝั่งชีวาส กัวดาลาฮารา ที่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง พวกเขามีประวัติความตกต่ำจนต้องเกือบตกชั้นอยู่ถึง 2 ยุค นั่นคือยุคปี 1980-1990 ที่ทีมขาดเงินหมุนเวียน จนได้ ซัลบาดอร์ มาร์ติเนซ เศรษฐีจากธุรกิจปิโตรเลียมที่เข้าซื้อทีม และสร้างทีมใหม่ด้วยการคว้าตัวนักเตะดีกรีทีมชาติ และลงทุนกับระบบเยาวชน จนได้นักเตะอย่าง มิซาเอล เอสปิโนซา, อัลแบร์โต การ์เซีย และ อัลแบร์โต ไคโยเต ที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทั้งสโมสรและทีมชาติในภายหลัง โดยทีมชีวาส กัวดาลาฮารา ยุคนั้นถูกเรียกว่า "Las Superchivas" หรือ ชีวาส ที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของทีมชุด Las Superchivas คือพวกเขาลงทุนกับนักเตะสูงราคาแพงจนทีมขาดทุน และทำให้ในอีก 10 ปีต่อมาต้องขายทีมทิ้ง หนนี้พวกเขาได้ ฮอร์เก เวร์เกรา นักธุรกิจระดับประเทศที่เป็นชาวเมืองกัวดาลาฮารา และเป็นแฟนคลับพันธุ์แท้เข้ามาซื้อทีม ซึ่งในยุคนี้ เวร์เกราสร้างทีมด้วยการตลาด และทีมก็มีเงินอีกครั้งจากการผลิตสินค้าของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น นิตยสาร, แปรงสีฟัน หรือแม้กระทั่งการสร้างแบรนด์เครื่องดื่มโคล่า เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการก่อตั้งทีม ชีวาส ยูเอสเอ ที่เป็นสาขาในสหรัฐอเมริกาด้วย (ทว่า ชีวาส ยูเอสเอ ได้ยุบสโมสรไปในปี 2014)

การพัฒนาทั้งหมด ทำให้ ชีวาส กัวดาลาฮารา กลับมาเป็นทีมที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้ง โดยเฉพาะหลังจากที่ อเมารี เวร์เกรา ขึ้นเป็นประธานแทนคุณพ่อ ฮอร์เก ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2014 ชีวาสก็กลับมาผงาดคว้าแชมป์อีก 6 รายการเมเจอร์ รวมถึงการเป็นแชมป์ทวีปคอนคาเคฟ แชมเปียนส์ ลีก ในปี 2018 อีกด้วย 

 7

จะเห็นว่าในทุกครั้งที่เกิดปัญหาและร่อแร่เจียนอยู่เจียนไป แต่ ชีวาส กัวดาลาฮารา ไม่เคยล่มสลายในเรื่องของอุดมการณ์ พวกเขามีเจ้าของเป็นชาวกัวดาลาฮารา มีนักเตะท้องถิ่นลงเล่นเต็มทีม ผลัดยุค ผลัดใบกันมาโดยตลอด 

สายเลือดและความเข้มข้นของการเป็นเม็กซิกัน คือไม่มีคำว่ายอมแพ้ ถึงแม้ว่าตอนนี้เรื่องเงินและงบประมาณ จะทำให้ คลับ อเมริกา มีความสำเร็จโดยรวมที่มากกว่า กับการคว้าแชมป์ลีก 13 สมัย กับ แชมป์ทวีป 7 สมัย

แต่ชีวาสไม่เคยปล่อยให้คู่ปรับหนีไปไกล โดยปัจจุบันพวกเขาคว้าแชมป์ลีก 12 สมัย แชมป์ทวีป 2 สมัย และตอนนี้ยังคงเดินหน้าทาบความสำเร็จในประเทศเพื่อหวังแซงหน้าให้ได้ เหลือการคว้าแชมป์ลีกอีกเพียงครั้งเดียว ความภูมิใจของชาวเม็กซิกัน สโมสรที่มีกองเชียร์มากที่สุดในประเทศก็จะพร้อมขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 แล้ว  

 8

ไม่ว่า คลับ อเมริกา จะหนีไปสักแค่ไหน แต่ ชีวาส กัวดาลาฮารา ไม่เคยยอมแพ้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะพวกเขาแบกศักดิ์ศรีของชาวเม็กซิกันอย่างเต็มเหนี่ยว.. หากชีวาสชนะ นั่นคือความสำเร็จของชาวเม็กซิกันอย่างแท้จริง