Third Time Lucky ของ "เซร์คิโอ กานาเลส" : ความล้มเหลว 3 ครั้งที่มีไว้คัด "คนจริง"

Third Time Lucky ของ "เซร์คิโอ กานาเลส" : ความล้มเหลว 3 ครั้งที่มีไว้คัด "คนจริง"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

สำนวนของฝรั่งมีคำว่า "Third Time Lucky" ที่ใช้อธิบายถึงการผิดหวัง, ผิดพลาด และล้มเหลว กับเรื่องเดิมซ้ำๆ หากแต่มีการเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 จากเรื่องร้ายจะกลายเป็นดี...แล้วคุณล่ะ? เชื่อกับคำๆนี้หรือเปล่า

เซร์คิโอ กานาเลส นักเตะที่เคยถูกยกย่องว่าจะก้าวขึ้นมาติดทีมชาติสเปนชุดใหญ่ และเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตาที่สุดในประเทศ สู่นักเตะจอมเจ็บที่ต้องผ่าตัดเข่าถึง 3 ครั้ง พักจากฟุตบอลเกือบ 3 ปี และนี่คือเรื่องราว "Third Time Lucky" ของเขา

 

The New La Liga Experience ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง beIN กับ La Liga พา Main Stand มาพูดคุยสัมผัสกับเซร์คิโอ กานาเลส จอมทัพเบอร์ 10 ของเรอัล เบติส ในบ่ายวันธรรมดาหลังการฝึกซ้อมที่ซิวดาด เดปอร์ติบา หลุยส์ เดล โซล ซึ่งเขาได้เล่าให้ฟังถึงชีวิตที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน.. อะไรทำให้เขาเป็นนักเตะที่ดีขึ้น หลังผ่านอุปสรรคในชีวิตมามากมาย และอยู่ในจุดพีกของอาชีพค้าแข้งได้.. ติดตามได้ที่นี่

เด็กเทพที่แสนธรรมดา 

ในปี 2008-09 สโมสรเล็กๆในประเทศสเปนอย่าง ราซิ่ง ซานตานเเดร์ กำลังมีเรื่องใหญ่ที่ทำให้พวกเขาตื่นเต้น เพชรเม็ดงามในทีมเยาวชนที่ชื่อว่า เซร์คิโอ กานาเลส กลายเป็นที่พูดถึงกันในหมู่นักเตะรุ่นใหญ่ในทีม ว่ากันว่าเด็กน้อยคนนี้มีความสามารถที่ล้นเหลือ และเหนือสิ่งอื่นใดคือเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในการเล่นของตัวเองสูงมาก ไม่เคยได้รู้สึกกลัวและกดดันกับสถานการณ์ที่คับขันเลย

 1

เรื่องราวมันเริ่มบอกกันปากต่อปากจากโค้ชเยาวชน จนถึงมาถึงโค้ชของทีมชุดใหญ่ที่ชื่อว่า ฆวน คาร์ลอส มานเดีย ต้องเรียกให้กานาเลสขึ้นมาซ้อมร่วมกับทีมชุดใหญ่เพื่อวัดระดับกับเด็กเทพคนนี้ดูสักครั้งว่าเมื่อขยับมาเล่นกับรุ่นพี่ที่ไม่มีหมูให้เคี้ยวเเล้วเจ้าหนูคนนี้จะเป็นของจริง หรือว่าจะทองลอกกันแน่?

และมานเดียคิดไม่ผิดที่ทำแบบนั้น นักเตะรุ่นพี่ในทีมทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "มหัศจรรย์" เมื่อได้ดวลกับเด็กน้อยวัย 18 ปีคนนี้ 

เปโดร ปินิญอส บอกว่ากานาเลสคือสัตว์ประหลาด ส่วน ซิสโก ฆิเมเนซ กองหน้าที่ยืมมาจากนิวคาสเซิลของทีมก็พูดในทิศทางที่คล้ายๆกันนั่นคือ "น่าเหลือเชื่อ มีไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะได้เห็นนักเตะดาวรุ่งที่เป็นของจริงแบบนี้"   

ขณะที่ ดาวิด กิสเตา นักข่าวจากสำนักข่าวดังของสเปนอย่าง "เอล มุนโด" บอกว่า ถ้าวันไหนเด็กคนนี้ลงสนามให้มาร์กเวลาเอาไว้ได้เลย เพราะความบันเทิงจะเกิดขึ้นแน่ พร้อมทั้งให้คำจำกัดความว่า กานาเลสมีสไตล์การเล่นเหมือนกับ "กูตี" ตำนานมิดฟิลด์อัจฉริยะของ เรอัล มาดริด เลยทีเดียว 

กานาเลสเริ่มถูกส่งลงสนามสัมผัสเกมในช่วงท้ายฤดูกาล 2007-08 ปลายๆ โดยที่ได้เล่นเพียงไม่กี่นาที จนกระทั่งเมื่อได้เวลาอันเหมาะสม กุนซือมานเดียเตรียมผลักดันเขาขึ้นมาเป็นนักเตะตัวหลักของทีม และจะให้กานาเลสที่เวลานั้นอายุย่าง 19 ปี ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญสำหรับเกมรุกของราซิ่ง ซานตานเเดร์ ทันที 

ทุกอย่างเป็นไปตามเส้นทางของสตาร์ กานาเลสไม่มีปัญหาเลยในการขึ้นมาเป็นนักเตะตัวหลักเต็มตัว แถมยังเด่นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เขาลงเล่นไป 31 นัดตลอดทั้งฤดูกาล และยิงไปอีก 7 ประตู โดยแต่ละลูกยิงของเขาเป็นการแสดงให้เห็นถึงคลาสอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการหลุดเดี่ยวแล้วกระดกบอลข้ามผู้รักษาประตูไปแบบนิ่มๆ, ยิงไกลระยะ 30 หลา, การเล่นแบบโซโล่เพลย์เข้าไปปิดสกอร์แบบง่าย รวมไปถึงฟรีคิกก็ด้วย.. นี่คือส่วนหนึ่งสำหรับรายละเอียดประตูของกานาเลสในซีซั่น 2009/10 

ณ เวลานั้น ไม่มีใครไม่รู้จักเขาอีกเเล้ว กานาเลสกลายเป็นคนดังประจำเมือง และนั่นเป็นการเปิดให้เห็นอีกมุมหนึ่งของเขานั่นคือเรื่องราวนอกสนาม เพราะในวันที่มีชื่อเสียง กานาเลสยังคงเป็นเด็กวัยรุ่นที่ไม่หลงใหลกับคำชม หนำซ้ำยังเขินๆที่มีคนรู้จักเขามากมายขนาดนี้ 

"ผมสีบลอนด์ของ เซร์คิโอ การ์นาเลส ยุ่งๆชี้ไปชี้มาแบบไม่ได้จัดทรงจนดูเหมือน ลุค สกายวอล์คเกอร์ (ตัวละครเอกในเรื่อง Star Wars) แต่ทุกๆวันจะมีเด็กผู้หญิงหลายคนมายืนรอเขาที่ลานจอดรถ และเขาก็จะเดินผ่านไป เพราะต้องไปหาแฟนสาวของเขาที่เตรียมตัวไปเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ กานาเลสไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ร่างกายไม่มีรอยสัก ไม่มีการเจาะ ไม่มีการเซ็ตผม เด็กหนุ่มอย่างกานาเลส คือลูกเขยที่แม่ยายทุกคนต้องการ" Sid Lowe ผู้เขียนเรื่องฟุตบอลสเปนในสื่อ เดอะ การ์เดี้ยน ว่าถึงกานาเลสในเวลานั้น  

อย่างไรก็ตาม หากคิดจะเป็นคนดังระดับโลก การใช้ชีวิตแบบคนธรรมดานั้นมันยากที่จะเป็นไปได้ แต่ถึงจะอย่างนั้น เซร์คิโอ กานาเลส ก็จำเป็นต้องเลือกอะไรสักอย่างในวันที่มีข้อเสนอจากสโมสรใหญ่ขึ้นมา 

ว่ากันว่าถ้าลูกผู้ชายอย่างเราเมื่อมีโอกาสที่ดีเข้ามาในชีวิตแล้วไม่คว้าไว้ก็ถือว่าเกิดมาเเล้วเสียชาติเกิดเต็มที และสำหรับความฝันของเด็กหนุ่มชาวสเปนคงไม่มีอะไรจะเย้ายวนใจไปกว่าการได้เล่นให้กับสโมสรอันดับ 1 ของประเทศอย่าง เรอัล มาดริด อีกเเล้ว กานาเลสตกลงรับข้อเสนอนั้น เพื่อท้าทายตัวเองสำหรับก้าวครั้งใหญ่ของชีวิต

ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม 

"ผมเกือบจะช็อคตายตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปอยู่ในห้องแต่งตัวของเรอัล มาดริด ผมมึนไปหมด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องไปนั่งตรงไหนของห้อง เพราะว่าผมโดนล้อมด้วยนักเตะที่ผมชื่นชอบและติดตามมาทั้งนั้น และตอนนี้ผมกลายเป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมทีมของพวกเขาทั้งหมด" กานาเลสกล่าวถึงประสบการณ์ใหม่ในเมืองและทีมที่ใหญ่กว่าที่เขาเคยสัมผัส

 2

ที่มาดริด ไม่มีเวลาสำหรับการรอใคร ใครปรับตัวได้ก็ดีไป ใครทำไม่ได้ ก็ต้องรอโอกาส เพราะคนที่ทำได้นั้นรออยู่ เรียกได้ว่าการแข่งขันในทีมระดับโลกแบบนี้มีสูงมาก ทุกคนต่างก็พยายามที่จะเป็น 11 ตัวจริงให้ได้ ซึ่งกานาเลสเองก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าเขาจะเก่งกาจมาจากไหน แต่ที่นี่คือที่ๆเขาต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด 

และบางครั้ง ที่บางที่ ก็เหมาะสำหรับแค่คนบางคนเท่านั้น แม้จะเป็นประสบการณ์ที่ดี แต่การมาอยู่ท่ามกลางสตาร์ ตั้งแต่อายุ 19 ซึ่งเป็นวัยที่สมควรได้ลงเล่น มีโอกาสสัมผัสเกมอย่างต่อเนื่อง กลับทำให้กานาเลสนับวันยิ่งกลายเป็นตัวประกอบของเรอัล มาดริด เมื่อเวลาผ่านไป  

มาดริดเปลี่ยนกุนซือหลายต่อหลายคนในยุคนั้น แต่ก็ไม่มีใครเลือกใช้กานาเลสเลย 2 ปีเต็มๆที่เบอร์นาเบว เขาได้โอกาสลงสนามแค่ 10 เกม (518 นาที) เท่านั้น  

หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้น ทำให้เขาพอเข้าใจได้ว่าหากอยู่ต่อไปก็ยากที่จะมีโอกาสได้ลงสนาม ซึ่งมาดริดก็เห็นดีเห็นงามด้วยการปล่อยเขาไปเล่นกับทีมที่ขนาดเล็กกว่า และการแข่งขันในทีมต่ำลงมาอย่าง บาเลนเซีย ด้วยสัญญายืมตัว 2 ปี

ทว่ายังไม่ทันได้เริ่มต้นจริงๆจังๆ กานาเลสก็ประเดิมได้ไม่สวยหลังจากเริ่มฤดูกาลมาได้แค่ 2 เดือน เข่าของเขามีปัญหาอย่างรุนแรงจนต้องผ่าตัด และพักรักษาตัวอยู่ร่วม 5 เดือน พลาดเกมไปทั้งหมด 37 เกม ก่อนที่จะเรียกฟิตกลับมาได้ในช่วงเดือนมีนาคม หรือช่วงปลายๆฤดูกาล 2011/12 แล้วก็ยังโชคร้ายไม่หยุดหย่อน เพราะเข่าแผลเดิมกำเริบ กานาเลสต้องกลับไปผ่าเข่าอีกครั้ง และหนนี้ต้องพักยาวไปอีก 6 เดือน 

เรียกได้ว่าในปีแรกกับบาเลนเซีย ไม่ได้มีความเป็นชิ้นเป็นอันเลยแม้แต่น้อย 1 ปีเต็มๆที่อยู่กับการพักรักษาตัว ทว่าด้วยเงื่อนไขที่บาเลนเซียตกลงกับมาดริด คือเมื่อยืมตัวครบ 2 ปี ทีมบาเลนเซียจำเป็นจะต้องซื้อขาดกานาเลสไปร่วมทีม ซึ่งตลอด 3 ปีกับบาเลนเซีย มีเพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้นที่กานาเลสได้ลงสนามเกิน 15 เกมจากทุกรายการที่ทีมลงเเข่งขัน.. 

 3

ตอนนั้นสำนักข่าวใหญ่อย่าง มาร์กา ยังเขียนถึงเขาว่า "wasted talent" หรือนักเตะที่มีพรสวรรค์แต่กลับใช้มันอย่างสูญเปล่า เรียกได้ว่าในวัย 23-24 ปี นักเตะคนอื่นๆในรุ่นเดียวกัน ได้ลงสนามกันไป 200-300 เกมเเล้ว แต่กานาเลสยังมีช่วงเวลาลงสนามไม่ถึง 100 เกมเลยด้วยซ้ำไป 

ช่วงชีวิตค้าแข้งของกานาเลสเปลี่ยนผันภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี จากเด็กเทพสู่แข้งที่ต้องพเนจรไปตามที่ต่างๆ บาเลนเซียเองไม่อยากจะเสี่ยงกับเขาอีกเเล้ว จึงขายต่อแบบขาดทุนให้กับเรอัล โซเซียดัด ทีมที่ระดับเล็กลงมาอีกขั้น... หนนี้เขาได้กลับมาเป็นนักเตะธรรมดาเต็มตัว เพราะในหน้าฟีดข่าว หรือแม้กระทั่งสื่อต่างๆ ไม่มีพื้นที่พาดหัวใหญ่ให้กับกานาเลสอีกแล้ว 

"Third Time Lucky" ที่ทำให้รู้จักตัวเอง

ในความธรรมดาครั้งนี้ซ่อนอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่พื้นที่สื่อไม่ได้มีไว้เพื่อเขา กานาเลสเองมีความรู้สึก 2 ความรู้สึกในเวลาเดียวกัน 

หนึ่ง คือเขาได้กลับมาเป็นคนธรรมดาที่สื่อไม่ต้องตามไล่ล้างไล่เช็ดทุกครั้งที่เขาฟอร์มไม่ดีและมักจะใช้ถ้อยคำในเชิงลบเช่น "สิ้นสภาพดาวรุ่ง" อีกต่อไป และสอง คือเขาเก็บความชอกช้ำเอาไว้พอสมควรจากความล้มเหลวที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องของอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าที่ต้องผ่าตัดถึง 2 รอบ จนมีหลายคนแนะนำให้เขาเลิกเล่น สละความฝัน และรักษาชีวิตน่าจะดีกว่า..

 4

"มีหลายช่วงเวลาเหลือเกินที่ผมคิดอยากจะเลิกเล่นฟุตบอล ครั้งหนึ่งหมอที่ดูอาการที่เข่าบอกผมว่าหมดสิทธิ์จะกลับมาเป็นนักฟุตบอลได้อีกครั้ง ผมเองก็หลงคิดว่าตัวเองอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้แล้วก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะเพราะว่าผมเหนื่อยกับมันเกินไปจนหมดความชื่นชอบที่มีต่อฟุตบอลไปแล้ว" กานาเลสกล่าวถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากที่ไม่ได้มีใครจดจำเหมือนตอนที่เขามีชื่อเสียง 

ชีวิตของคนเราก็แบบนี้ ในช่วงเวลาที่อ่อนแอ จิตใจมันสามารถเตลิดไปไกลได้ถึงไหนต่อไหน ทั้งที่บางครั้ง กานาเลสเองไม่ใช่คนที่อ่อนไหวกับอะไรง่ายๆ แต่ความผิดหวังซ้ำซ้อน ก็ทำให้เขาเป๋ไปหลายปี อย่างน้อยๆก็ 5 ปีเต็มที่เรอัล มาดริด และบาเลนเซียที่สภาพจิตใจของเขาเละไม่แพ้สภาพร่างกาย 

แต่สุดท้าย ไม่ว่าใครจะดูถูกและไม่ได้ให้ค่าให้ราคากับตัวคุณ ทว่าหากคุณเห็นค่าในตัวเองเเล้ว ต่อให้โดนกดหัวจมดินแค่ไหน.. คุณจะกลับมาได้ และทำให้เสียงวิจารณ์เหล่านั้นหมดไปเอง ไม่ใช่การใช้ปากพูดเพื่อตอบโต้ แต่ใช้การกระทำที่เสียงดังยิ่งกว่ากันเยอะ 

 5

"พูดตรงๆ พอย้อนกลับไป ผมไม่รู้ว่าถ้าผมเลือกอยู่กับมาดริดต่อไปเป็น 4 หรือ 5 ปี มันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนั้นโอกาสของผมมันน้อยมากจริงๆ และมันจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง และหากให้ผมบอกเล่าถึงช่วงเวลานั้น ผมคิดว่าตัวผมเองไม่ควรจะเสียใจกับที่เกิดขึ้นไปแล้ว ผมได้ทำในสิ่งที่ผมคิดว่ามันดีกับตัวเองที่สุดในเวลานั้น.. แต่ก็นั่นแหละ ผมไม่เถียงหรอกว่ามันเป็นทางเลือกที่ผิด แต่ไม่มีอะไรที่เป็นแง่ร้ายไปทั้งหมด สิ่งที่ผมได้มันล้ำค่า สิ่งนั้นผมของเรียกมันว่า 'บทเรียนเพื่ออนาคต' ก็เเล้วกัน" กานาเลสในวัยที่เติบโตขึ้นมาอีกขั้นกล่าวกับ eldesmarque

เมื่อคิดได้ ชีวิตก็พร้อมจะไปข้างหน้า ที่โซเซียดัด ทุกคนได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น กานาเลสในวัยที่เติบโต ตัดผมสั้น ไว้หนวดเครา ดูสุขุมเยือกเย็นกว่าเดิม และมันไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์เท่านั้น เพราะในเรื่องการเตรียมพร้อมด้านจิตใจและสภาพร่างกายก็เปลี่ยนไป ช่วงเวลากับโซเซียดัดทั้งหมด 5 ปี กานาเลสได้ลงเล่นเต็มเม็ดเต็มหน่วยถึง 4 ฤดูกาล มีเพียงปีเดียวคือในฤดูกาล 2015/16 ที่มีการบาดเจ็บที่เข่ากำเริบขึ้นมาจนต้องผ่าตัดครั้งที่ 3 

อาการบาดเจ็บครั้งนั้น หากมองในแง่ลบ มันจะดูเหมือนว่ากานาเลสเป็นนักฟุตบอลที่แสนโชคร้าย บทกำลังจะดีๆ แต่สุดท้ายพระเจ้าก็ต้องกลั่นแกล้งให้เขาเจอกับเรื่องที่ยากลำบากตลอด..

อย่างไรก็ตาม มนุษย์เราเป็นสัตว์ที่เรียนรู้และปรับตัวได้ไว คุณคงเคยได้ยินคำว่า "Third Time Lucky" กันมาบ้าง ประโยคนี้ใช้อธิบายถึงการผิดหวัง, ผิดพลาด และ ล้มเหลว กับเรื่องเดิมซ้ำๆ หากแต่มีการเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 จากเรื่องร้ายจะกลายเป็นดี 

กานาเลสเองใช้ "Third Time Lucky" เปลี่ยนช่วงเวลาที่เลวร้ายครั้งที่ 3 ให้เป็นโอกาสครั้งสำคัญ เขารู้แล้วว่าร่างกายของตัวเองแตกต่างจากนักฟุตบอลคนอื่นๆ โดยเฉพาะที่เข่าของเขาที่เปราะมาก ดังนั้นมันจึงต้องได้รับการดูแลที่ดีกว่าปกติ เขาจึงจ้างเทรนเนอร์ในการออกกำลังกายส่วนตัวตั้งแต่นั้น และเริ่มปรับแต่งท่าวิ่ง และการลงน้ำหนักของเขาใหม่ เพื่อไม่ให้เขากลับไปเจ็บซ้ำที่เดิมอีก

 6

"ผมจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวมาได้สัก 3-4 ปีแล้วล่ะ ผมพยายามจะปฎิบัติตามในทุกๆสัปดาห์ โดยเน้นไปที่เรื่องของหัวเข่า ตอนผ่าเข่าครั้งที่ 3 มันเป็นอะไรที่ซับซ้อนมาก และการจ้างผู้เชี่ยวชาญทำให้ผมหลีกเลี่ยงจากอาการบาดเจ็บได้จริงๆ" 

"อาชีพนักฟุตบอลเป็นอะไรที่ต้องการคำว่าต่อเนื่อง ถ้าคุณเจ็บทุกอย่างก็จบ เหมือนที่ผมเคยเป็นมาก่อน ดังนั้น ผมต้องเอาจริงเอาจังในการหลีกเลี่ยงอะไรที่ไม่จำเป็นเสีย ผมไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างในสนามและมีคนบอกว่า 'โอ้! นายสุดยอดไปเลย' และหลังจากนั้นก็เจ็บไปอีกเกมสองเกม ดังนั้น ผมต้องเริ่มเปลี่ยนที่ตัวเอง และการมีระเบียบวินัยในชีวิต ช่วยผมได้มากจริงๆ" กานาเลสกล่าว 

ทุกครั้งที่จบเกม กานาเลสจะเข้าพบกับเทรนเนอร์ส่วนตัวของเขาเสมอ เพื่อทบทวนว่าเกมที่ผ่านมาเขาพลาดตรงไหน เกิดอะไรขึ้นบ้าง และจะปรับให้ดียิ่งกว่าเดิมได้อย่างไร นั่นคือจุดเปลี่ยนที่เกิดจากการยอมรับและเรียนรู้จากความผิดพลาดอย่างแท้จริง

กานาเลสไม่ใช่นักเตะที่เลี้ยงบอลและพร้อมรับการปะทะเหมือนตอนที่เขาเป็นวัยรุ่นอีกเเล้ว ตอนนี้บทบาทของเขาคือการถอยมายืนตรงกลางสนาม ใช้สมองเล่นมากกว่าจะใช้ร่างกาย.. เท่านี้เองเขาก็กลับมาเป็นนักเตะธรรมดาที่เรอัล โซเซียดัด ขาดไม่ได้ไปเรียบร้อยเเล้ว

พีกจริงๆเป็นอย่างไร? 

ตลอดช่วงระยะเวลาที่กานาเลสก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ สำหรับเขาไม่เคยรู้จักคำว่าพีกอีกเลยตั้งแต่อายุ 18 ปี.. จนกระทั่ง 10 ปีต่อมาเขาหมดสัญญากับโซเซียดัด และย้ายมาเล่นให้กับเรอัล เบติส เขาจึงได้รู้จักคำว่า "พีก" จริงๆนั้นเป็นอย่างไร

 7

"นักฟุตบอลแต่ละคนมีการเรียนรู้ที่จะเติบโตแตกต่างกันออกไป แต่สำหรับผม ผมเรียนรู้มันจากอาการบาดเจ็บ ผมเปลี่ยนตัวเองใหม่ ผมเปลี่ยนวิธีการเล่นของตัวเองไปเป็นอีกแบบ ของแบบนี้ผมไม่ต้องให้ใครบอกเลยด้วยซ้ำ ประสบการณ์มันจะบอกคุณเองว่าอะไรคือสิ่งที่คุณควรทำ" 

"ทุกรายละเอียดมันสำคัญกับผมทั้งหมด หากคุณเล่นเก่งมากๆ แต่ร่างกายไม่พร้อม มันก็ไม่มีประโยชน์ หากคุณมีทักษะที่ยอดเยี่ยม แต่ในเรื่องความเข้าใจแท็คติกคุณสอบตก คุณก็เหมือนนักเตะที่ลงไปเป็นไก่ให้โดนเชือดในสนามอยู่ดี คุณต้องสร้างสมดุลให้กับทุกสิ่ง"

"ผมเริ่มเข้าถึงจุดพีกของชีวิตการค้าแข้งได้ ก็เพราะผมเริ่มให้ความสำคัญกับความแข็งแรงของร่างกายมากขึ้น มันทำให้ผมเล่นได้ดีขึ้นง่ายขึ้น มั่นใจมากขึ้น" กานาเลสให้สัมภาษณ์โดยตรงกับ Main Stand ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก “The New La Liga Experience” ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง beIN กับ La Liga พาสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ 3 ชาติจากเอเชีย มาพูดคุยสัมผัสกับจอมทัพหมายเลข 10 ของเรอัล เบติส รายนี้ 

สิ่งที่ Main Stand ได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนไปของกานาเลสในวัย 28 ปี หลังจากที่เขาเสร็จภารกิจฝึกซ้อมกับเบติสคือเขาดูมีความสุขกับฟุตบอล และรู้สึกเอ็นจอยกับไลฟ์สไตล์ในเมืองนี้ รวมถึงเพื่อนร่วมทีมทุกๆคน มันเหมือนการเจอกับสถานที่ที่ถูกใจ เจอคนที่รู้ใจ ซึ่งทุกอย่างเป็นปฎิกิริยาที่ช่วยเร่งเร้าให้เขากลับมาเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมได้อีกครั้ง

 8

"ทีมอย่าง เบติส เป็นทีมที่มีแพสชั่นเรื่องฟุตบอลสูงมาก และสิ่งนี้เองจุดไฟในตัวผมได้เป็นอย่างดี ผมชอบที่นี่มาก รวมถึงคนอย่าง ฆัวกิน ซานเชซ (กัปตันทีม) ก็ช่วยให้ผมเป็นนักเตะที่ดีขึ้นกว่าเดิม เขาทำให้ผมได้เห็นมุมมองของฟุตบอลอีกด้านหนึ่งที่เราไม่เคยได้เห็นจากเขา และข้อนี้สำคัญมาก เพราะเขาเป็นคนที่โคตรตลกเลย" กานาเลสกล่าวกับ Main Stand ในการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว 

คำพูดเหล่านี้จะไม่มีความหมายอะไรเลยถ้าฟอร์มในสนามของเขาไม่ช่วยยืนยัน.. แต่มาถึงจุดนี้เเล้ว เราเข้าใจได้ว่ากานาเลสเปลี่ยนไปมากจริงๆ 

ฤดูกาลแรกกับเบติส เขาลงเล่นไปทั้งหมด 46 นัด ซึ่งถือว่าเป็นการลงสนามมากที่สุดในฤดูกาลเดียวตั้งแต่เขาเป็นนักเตะอาชีพ นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาพูดถูกจริงๆเกี่ยวกับร่างกายที่เเข็งแรงขึ้นของเขา ขณะที่ 9 ประตูกับอีก 3 แอสซิสต์ ก็ยังเป็นสถิติที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เขาเล่นฟุตบอลมา 10 ปี เช่นกัน..  

 9

ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี ความทรงจำเลวร้ายครั้งเก่าไม่ว่าจะที่มาดริด, บาเลนเซีย หรือแม้กระทั่งหัวเข่าของเขาเองถูกทิ้งไว้ในอดีตไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลือเพียง เซร์คิโอ กานาเลส คนใหม่ นักเตะตำแหน่งจอมทัพของเรอัล เบติส ที่ก้าวขึ้นไปติดทีมชาติสเปนชุดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยเเล้ว 

จังหวะชีวิตของคนเราก็แบบนี้.. บางคนมาเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน ขณะที่บางคนก็มาถึงช้าจนเกือบแทบถอดใจ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าคุณได้พยายามสุดชีวิตที่จะหาจังหวะชีวิตของตัวเองหรือยัง?