ดีอันเดร ฮ็อปกิ้นส์ : ยอดผู้เล่น NFL กับแม่ที่มองไม่เห็นแต่ตามไปเชียร์ทุกเกม

ดีอันเดร ฮ็อปกิ้นส์ : ยอดผู้เล่น NFL กับแม่ที่มองไม่เห็นแต่ตามไปเชียร์ทุกเกม
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ทุกๆ นัดที่ทีม ฮิวส์ตัน เท็กแซนส์ ลงแข่งขันในศึกอเมริกันฟุตบอล NFL สิ่งที่แฟนๆ ทุกคนสังเกตคือ จะมีผู้หญิงที่ตาบอดและมีแผลไหม้บนใบหน้าขึ้นมาเชียร์เกมบนอัฒจันทร์เสมอ ...

เธอมองไม่เห็น ตาบอดสนิท และไม่มีทางรู้ได้ด้วยตัวเองเลยว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างในสนาม แต่เธอรู้แน่ว่าเมื่อเสียงของปืนยิงพลุและควันดังขึ้น นั่นหมายความว่าผู้เล่นของ เท็กแซนส์ กำลังจะเดินลงสู่สนาม เธอจะนับเลขไว้ในใจโดยกะเวลาโดยประมาณเพื่อรอผู้เล่นคนสุดท้ายเดินลงมา และผู้เล่นที่จองโควต้าเดินลงสนามคนสุดท้ายคือ ดีอันเดร ฮ็อปกิ้นส์ ลูกชายของเธอเอง

นี่คือเรื่องราวของพลังที่ไม่มีวันหมดแม้ว่าจะไม่สามารถมองเห็นความสำเร็จด้วยตาของเธอคนนี้ ซาบรีน่า คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องเลี้ยงลูกทั้ง 4 คนด้วยสภาวะพิการ ติดตามเรื่องราวจากวันที่ลำบากที่สุดถึงวันที่ประสบความสำเร็จจนน้ำตาไหลที่รับรู้ด้วยความรู้สึกของเธอได้ที่นี่

ลูกแม่ไม่แพ้แน่ 

"นุก" คือฉายาของ ดีอันเดร เด็กชายวัย 5 ขวบ เหตุผลของฉายานี้มาจากนิสัยที่ติดจุกนมยี่ห้อ Nuke ตั้งแต่สมัยยังเป็นทารก ตัวของเขานั้นเป็นลูกที่เกิดจากพ่อ-แม่ ซึ่งยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว สตีฟ พ่อของเขาไม่ได้มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง เช่นเดียวกับ ซาบรีน่า ผู้เป็นแม่ที่เป็นอดีตเชียร์ลีดเดอร์ของโรงเรียน ทว่าเมื่อมีลูกจึงออกมาทำงานเลี้ยงชีพกันไป


Photo : www.yahoo.com

ตัวของ ดีอันเดร โตขึ้นมาแบบที่ไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว นั่นเพราะว่าตอนที่เขายังเป็นทารก สตีฟ พ่อของเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และ ณ เวลานั้น สตีฟ เป็นหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของแก๊งยาเสพติดท้องถิ่นด้วย 

ดังนั้นเมื่อมันคือความจริงที่โหดร้ายแถมยังไม่สวยงาม ทั้งแม่และยายที่เลี้ยงเขามาจึงไม่ได้บอกความจริงหรืออธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตเลย ...

กระทั่งในมื้อเย็นวันหนึ่ง ดีอันเดร เดินเข้ามาจากห้องนั่งเล่นและมองไปที่โต๊ะอาหาร เขาเห็นว่าวันนี้มีไก่ทอดเป็นมื้อค่ำ เขาจึงรีบจัดแจงตัวเองลงที่นั่ง จากนั้นจึงเริ่มใช้วิธีกินประหลาดๆ ด้วยการตักเยลลี่ที่เป็นของหวานวางบนไก่ทอดและกินพร้อมกันในคราวเดียว

แค่เขาทำอย่างนั้น ซาบรีน่า ก็น้ำตาไหลโดยไม่มีคำอธิบาย ดีอันเดร เกิดงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ ณ เวลานั้น ตอนที่เขาโตขึ้นและเริ่มมีความคิดความอ่าน เขาก็เริ่มรู้ว่าตัวเองมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนเพื่อนๆ คือ เขาไม่มีข้อมูลของพ่อตัวเองเลย ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าพ่อคือใคร จนยายของเขาต้องเฉลยความจริงตอนอายุ 6 ขวบว่า พ่อของเขาเสียไปแล้ว และสิ่งที่หลงเหลือไว้มีเพียงแต่ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า จงเลือกทางเดินของชีวิตให้ถูกต้อง แตกต่างจากที่พ่อของเขาเคยเลือกไว้ในอดีต


Photo : www.houstonchronicle.com

"ผมยังจำได้ดี ตอนนั้นผม 6 ขวบแต่ก็ร้องไห้ฟูมฟายเมื่อยายบอกว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะผมก็เพิ่งรู้วันนั้นแหละว่าคนอย่างผมก็มีพ่อกับเขาเหมือนกัน" 

สิ่งหนึ่งที่ยากจะหาคำอธิบายคือ ดีอันเดร ได้รับการบอกเล่าว่าเขามีนิสัยที่คล้ายกับ สตีฟ อย่างเหลือเชื่อทั้งๆ ที่ไม่มีการบอกการสอนกัน นิสัยที่ชอบตื่นกลางดึก และรสนิยมแปลกๆ อย่างการกินเยลลี่พร้อมกับไก่ทอด … ต้นเหตุที่ทำให้เขารู้ความจริง

ดีอันเดร เป็นหนึ่งในพี่น้อง 4 คน ที่ ซาบรีน่า ต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาด ดังนั้นเธอจึงอยากให้ลูกชายหากิจกรรมดีๆ ที่ส่งเสริมพัฒนาการ และสามารถสร้างรายได้ในอนาคต นั่นคือการเล่นกีฬาโดยเฉพาะอเมริกันฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่ ดีอันเดร ชื่นชอบอยู่แล้วตั้งแต่ 6 ขวบ และ ซาบรีน่า ก็ให้การสนับสนุนอย่างดี 

หลายครั้งที่ ดีอันเดร ลงเล่นในลีกระดับเด็กเล็ก (Pee Wee League) ซาบรีน่า ไม่เคยพลาดเกมการแข่งขันเลยสักครั้ง เธอจะคอยนั่งอยู่ข้างสนามและตะโกนเชียร์ดังสนั่นจนพ่อแม่คนอื่นๆ ไม่มีทางสู้ได้ 

"แม่ไม่เคยพลาดเลย แม่ตามมาเชียร์ผมทุกเกมที่ลงสนาม" ตัวของ ดีอันเดร เล่าถึงอดีต ก่อนจะบอกว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่แม่ส่งเสียงกรี๊ดหนักมาก เพราะว่าเขาเปลี่ยนมาเล่นตำแหน่งปีกนอก (Wide Receiver) และเป็นเด็กที่มีความสามารถในการรับลูกเกินอายุ เขามักจะรับลูกที่ขว้างจากระยะไกลได้และทำทัชดาวน์ได้ประจำ ... นี่คือพรสวรรค์ที่รอการต่อยอดสู่อนาคตอันยิ่งใหญ่ และมันคือเหตุผลว่าทำไม ซาบรีน่า จึงต้องสนับสนุน ดีอันเดร มากมาย

10 ขวบ

ครอบครัวของ ดีอันเดร เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เคช่า พี่สาวของเขาวัย 14 ปี เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่และดูแลน้องๆ ได้ ส่วน ซาบรีน่า ก็ทำงานหาเงินมาให้ลูกได้มากขึ้น 


Photo : www.usatoday.com

อย่างไรก็ตามในปี 2002 วันที่ ดีอันเดร อายุ 10 ขวบและดูโทรทัศน์อยู่ที่บ้านกับพี่น้องอีกสี่คน โทรศัพท์ที่บ้านก็ดังขึ้นจากนั้น เคช่า ก็ไปรับโทรศัพท์ ... ปลายสายบอกว่าแม่ของเขาโดนน้ำกรดสาดใส่หน้า และจะต้องเข้าห้องไอซียูเพื่อรักษาตัวโดยด่วน 

เด็กๆ ทั้ง 4 คน อกสั่นขวัญแขวนกับสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขากลัวที่จะเสียแม่ไป และจินตนาการไม่ออกว่าการไม่มีแม่เป็นหัวหน้าครอบครัวจะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปในทิศทางไหน 

ตัวของ ซาบรีน่า นั้นกว่าจะฟื้นและมีสติได้ก็ต้องกินเวลาไปหลายวัน ระหว่างนั้นก็มีการสืบสวนและพบว่าเธอถูกสาดด้วยน้ำกรดจากหญิงปริศนา โดยมีต้นเหตุจากเหตุการณ์รัก 3 เส้า เนื่องจากผู้ชายที่ ซาบรีน่า เพิ่งคบหาดูใจได้ 3-4 เดือนหลอกว่าเป็นคนโสดและไม่มีพันธะ

"ผู้หญิงคนนั้นออกมาจากอพาร์ทเมนต์ เธอเข้ามาประจันหน้ากับฉัน มือถือขวดใส่น้ำยาล้างท่อผสมกับน้ำยาฟอกขาว และสาดใส่หน้าจนตาของฉันเริ่มมืดลงทีละนิด ฉันรู้ว่าฉันต้องสู้เพื่อเอาตัวรอดและพยายามทำให้หายใจต่อไปให้ได้" ซาบรีน่า เล่าย้อนความไปถึงเหตุการณ์นั้น 


Photo : Creflo Dollar Ministries

สิ่งที่น่าสงสารคือเธอต้องใช้เวลาพักใหญ่เพื่อรอทีมช่วยเหลือเข้าถึงตัว เพราะแฟนหนุ่มของเธอที่เป็นต้นเหตุน้ำกรดสาดหน้า ก็ตัดสินใจทิ้งเธอไว้กับความตายและหนีไปกับผู้หญิงที่ก่อเหตุคนนั้น

3 สัปดาห์ในการรักษาตัว ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น และหมอเปิดโอกาสให้ครอบครัวมาเยี่ยมได้ ทว่าเมื่อลูกๆ ของเธอมาเจอหน้า กลับกลายเป็นว่าปฏิกิริยาของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะในรายของ ดีอันเดร วัย 10 ขวบที่ออกอาการช็อคและรับกับใบหน้าของแม่ตัวเองที่ตาปิดและตามใบหน้ามีรอยไหม้ปุปะเต็มไปหมดไม่ได้

"ผมกลัวและตะลึง ไม่คิดว่าจะมีมนุษย์คนไหนบนโลกมีหน้าตาแบบนั้น มันน่ากลัวจริงๆ ตอนนั้นผมแค่สิบขวบและคิดว่าแม่จะต้องหน้าตาแบบนี้ไปตลอดชีวิต ผมได้แต่ภาวนาให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน" ดีอันเดร กล่าว

เขายังเด็กและยากจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ นอกจากความกลัวในใบหน้าของแม่ตัวเองแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่เขากลัวคือหากแม่มองไม่เห็น แม่จะยังไปที่สนามและดูเขาเล่นฟุตบอลได้อีกหรือไม่?

แม่ไม่เหมือนเดิม

ครอบครัวที่เคยกำลังทำท่าจะดีกลับกลายเป็นว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ ซาบรีน่า เสียศูนย์ เธอหนีสังคมและขังตัวเองในห้องนอน ไม่ยอมออกจากบ้าน ไม่พบแพทย์ เริ่มดื่มเหล้าและหดหู่ใจถึงขีดสุด

เธอไม่กลับไปทำงานที่โรงงานประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ และหาจ็อบเล็กๆ เลี้ยงชีพไปวันๆ เช่นการรับเลี้ยงเด็ก และบางครั้งก็ขายยาเสพติด ซึ่งเธอไม่สนผิดถูก เพียงแต่รู้ว่านั่นคือสิ่งที่เธอต้องทำ 


Photo : www.usatoday.com

"มองย้อนไปมันอาจจะเป็นสิ่งที่แย่ แต่คุณมีลูกและต้องปลุกพวกเขาไปโรงเรียนทุกเช้า ดังนั้นฉันแค่เห็นว่าการขายยาเป็นวิธีหาเงินทางหนึ่งเท่านั้นเอง"

ดีอันเดร เติบโตขึ้นกับการเห็นภาพเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้านบ่อยครั้ง ถึงแม้จะยังเด็กแต่เขาก็รู้ว่าเหตุการณ์ที่บ้านมันไม่ปกติ เขาจึงหลีกหนีจากชีวิตที่ไม่สงบสุขด้วยการฝังตัวอยู่ในสนามฟุตบอล ฝึกซ้อมอย่างหนักเพราะไม่อยากจะกลับบ้าน ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ซาบรีน่า ก็ไม่ได้ไปดูเขาลงแข่งเหมือนสมัยก่อนด้วย

ความอยากหลีกหนีกลายเป็นแรงผลักดันที่ดีเกินคาด ดีอันเดร กลายเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมในระดับมัธยมต้น และกลายเป็นดาวเด่นแถวหน้าในเมืองเล็กๆ ทุกครั้งที่ ดีอันเดร ลงแข่งทีมของเขามักจะชนะ และจากเหตุการณ์นี้เองเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากคนในชุมชนก็ดังไปถึงหูของ ซาบรีน่า

ความห่างไกลกันระหว่างสองแม่ลูกเกิดจากความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง ซาบรีน่า ยังมีภาพจำที่ ดีอันเดร กลัวเธอที่มีหน้าตาแปลกจากคนทั่วไป ซึ่งทำให้เธอคิดว่าลูกชายของเธอไม่ต้องการให้เธอไปยุ่มย่ามในเกมการแข่งขัน เพราะว่าอายที่มีแม่เป็นคนหน้าตาแปลกประหลาด 

หลายสิ่งเกิดขึ้นเกิดจากการไม่พูดและไม่เข้าใจกัน ตัวของ ซาบรีน่า เองรู้ว่าลูกอายที่มีแม่อย่างเธอ แต่เธอก็อดใจไปเชียร์ไม่ได้ บางครั้งเธอก็แอบเข้าเชียร์ในสนาม ด้วยการใส่ผ้าปิดหน้าและพรางตัวแบบที่ ดีอันเดร ไม่รู้ ... ซึ่งความจริงแล้วต่างคนต่างก็ต้องการกำลังใจซึ่งกันและกันอยู่ และรอให้ถึงวันที่ความจริงปรากฎเท่านั้น

ลูกฟุตบอลนำพา 

ดีอันเดร เติบโตขึ้นมากเมื่อเรียนอยู่ในระดับไฮสคูล และชื่อเสียงของเขาก็ดังระเบิดไปทั่วทุกสารทิศ ทุกครั้งที่เขาลงแข่งจะมีแมวมองจากมหาวิทยาลัยดังหลายที่มาดูฟอร์มเพื่อมอบทุนนักกีฬาให้ 


Photo : www.usatoday.com

"ไม่เคยมีใครที่ทักษะดีเท่า ดีอันเดร มาก่อน เขาได้รับความสนใจจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ไม่ต้องมีใครสอนให้ไอ้หนุ่มคนนี้จับลูกบอลเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะพรสวรรค์จากพระเจ้าที่มอบให้เขาต่างหาก" ดาโบ สวินนี่ย์ โค้ชของทีมมหาวิทยาลัย เคลมสัน พูดถึง ดีอันเดร ในช่วงไฮสคูล

ยิ่งได้ยินเรื่องราวความเก่งกาจของลูกชาย ซาบรีน่า ก็ยิ่งอยากจะไปให้เห็นด้วยตาของตัวเอง แม้ตาซ้ายของเธอจะมองเห็นแค่ 60% ขณะที่ตาขวานั้นบอดสนิทก็ตาม และคนที่เป็นกาวใจทำให้ แม่-ลูก เข้าใจกันคือ เคช่า พี่สาวของ ดีอันเดร นั่นเอง

เคช่า พา ซาบรีน่า ไปดูเกมที่ ดีอันเดร ลงแข่งที่สนาม และในการแข่งขันครั้งนั้น ดีอันเดร ท็อปฟอร์มถึงขีดสุดจนแฟนๆ เริ่มตะโกนชื่อเขาลั่นสนาม ตัวของ ซาบรีน่า ขนลุกหลังจากไม่ได้สัมผัสบรรยากาศการเชียร์ลูกชายมานาน 

หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ได้พูดคุยกันอีกครั้ง ผู้เป็นแม่ก็รู้ว่าลูกชายอยากให้เธออยู่ตรงนั้นเพื่อเป็นกำลังใจ ส่วนลูกชายก็ได้รู้ว่าแม่ยังอยากมาดูเขาลงแข่งทุกเกมเหมือนกับที่ตอนที่ยังเป็นเด็ก และเมื่อการเปิดใจเกิดขึ้น ดีอันเดร ก็หมดห่วงและพร้อมที่จะเดินทางสายฟุตบอลอย่างเต็มที่ ซึ่งเหตุผลก็เพราะ "ครอบครัว"


Photo : www.thewrap.com

"ผมรู้ว่าครอบครัวของเราต้องการอาหารบนโต๊ะ ผมคิดในใจเสมอตั้งแต่ยังเด็กว่า วันหนึ่งผมจะต้องขึ้นมาเป็นเสาหลักของครอบครัวให้ได้" นี่คือความจริงในใจของ ดีอันเดร ฮ็อปกิ้นส์

ดีอันเดร ได้ทุนจากมหาวิทยาลัย เคลมสัน และเข้าสู่ทีม เคลมสัน ไทเกอร์ส ซึ่งเป็นทีมฟุตบอลของมหาวิทยาลัยและกลายเป็นตัวหลักของทีมทันที ซึ่งเหตุผลสำคัญที่เขาเลือกมหาวิทยาลัยนี้ก็เพราะว่านี่คือมหาวิทยาลัยที่ใกล้บ้าน และนั่นจะทำให้เขามีเวลาดูแลแม่มากกว่าเดิม

ในช่วงเวลาที่เรียนอยู่ เขาช่วยทีมคว้าแชมป์และได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยม จนกระทั่งในปี 2013 เขาก็ได้เข้าสู่ระบบดราฟต์ของ NFL ... ซึ่งในวันประกาศผลดราฟต์นั้นทุกคนในครอบครัวนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารรอรับโทรศัพท์ ตัวของ ซาบรีน่า นั่งติดชิดกับลูกชาย ขณะที่ ดีอันเดร ตื่นเต้นจนเกินกว่าจะกินอะไร

หากเขาได้สัญญาจากทีมใน NFL เขาจะได้รับเงินก้อนใหญ่ และมอบชีวิตที่ดีให้กับครอบครัวได้แบบที่ฝันมาตลอด ... และหลังจากรอไม่นาน ดีอันเดร ฮ็อปกิ้นส์ กลายเป็นผู้เล่นอันดับที่ 27 ในการดราฟต์ครั้งนั้นที่ได้เข้าสู่ทีม ฮิวส์ตัน เท็กแซนส์ ทุกคนกระโดดตัวลอยโดยเฉพาะ ซาบรีน่า ที่น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาที่ปิดสนิท ลูกชายของเธอทำได้! 


Photo : www.dailymail.co.uk

นับจากนั้นเป็นต้นมา ซาบรีน่า ไม่เคยพลาดเกมของ ฮิวส์ตัน เท็กแซนส์ แม้แต่เกมเดียว เคช่า จะเป็นคนที่พาเธอไปสนามและทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย ทั้งคู่จะใส่เสื้อแข่งของ เท็กแซนส์ ที่มีหมายเลข 10 ซึ่ง ดีอันเดร เป็นเจ้าของ 

ช่วงเวลาที่ ดีอันเดร ก้าวขึ้นมาสู่ช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ ดวงตาของ ซาบรีน่า ก็มาถึงจุดที่ทนต่อการผ่าตัดไม่ไหว จากที่เคยผ่าตัดมากว่า 20 ครั้ง เพื่อปลูกถ่ายกระจกตา แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จและทำให้เธอมองไม่เห็นเลยทั้งสองข้าง ทว่าถึงอย่างนั้นเธอจะไม่ยอมให้อุปสรรคนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของเธอกับลูกชายต้องห่างไกลกันเหมือนในอดีตอีกแล้ว

"ภาพมันย้อนกลับไปเหมือนตอนที่ดีอันเดรอยู่ระดับมัธยม แต่ครั้งนี้ฉันกล้าที่จะขึ้นไปเชียร์เขา ฉันจำได้ว่า 'ผมอยากให้แม่อยู่ตรงนั้น' ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะขึ้นไปเชียร์เขาในสนามและฉันไม่เคยสนใจว่าเขาจะมองเห็นฉันหรือไม่ก็ตาม"


Photo : people.com

ทุกเกมที่ เท็กแซนส์ เล่นในบ้าน ซาบรีน่า จะไปนั่งยังที่ประจำของเธอ เพื่อทำให้ ดีอันเดร เห็นเสมอว่า "แม่ของเขาเชียร์อยู่ตรงนั้น" 

"ผมจินตนาการภาพของแม่เสมอเมื่อใดก็ตามที่ผมกระโดดคว้าบอล ผมจะหันไปดูว่าแม่มีปฎิกิริยาอย่างไร  จากนั้นก็แบบว่า 'วู้! เป็นไงล่ะแม่'" ดีอันเดร กล่าว

ตอนนี้ ดีอันเดร ลงเล่นกับ เท็กแซนส์ มาตั้งแต่ปี 2013 ปัจจุบันเขาคือปีกนอกเบอร์ 1 ของทีม และประสบความสำเร็จมากมาย ทั้งการติดทีมโปรโบวล์ 4 สมัย, ติดทีมออลโปรอีก 2 สมัย และเป็นปีกนอกที่รับทัชดาวน์ได้สูงสุดของ NFL อีก 1 สมัย


Photo : www.theepochtimes.com

"ถึงแม่ไม่เห็นผม แต่ผมเห็นแม่นะ" นี่คือคำที่เขาบอกกับ ซาบรีน่า มาตลอด และถึงตอนนี้ ดีอันเดร ทำให้ครอบครัวของเขากลับมามีความสุขและกลายเป็นครอบครัวจริงๆ ได้แล้ว ... 

สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงกลายเป็นพลังที่ไม่อาจจะหยั่งถึง ไม่มีขีดจำกัดและไม่มีวันหยุดพัฒนา ... ต่อให้เกิดในสังคมที่เลวร้ายและครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ แต่สิ่งสุดท้ายที่ตัดสินว่าคนเราจะประสบความสำเร็จได้หรือไม่คือ เรื่องของความมุ่งมั่นอันเกิดจากแรงผลักดันของคนที่เรารัก และหากมันเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องตอนจบของมันก็จะต้องสวยงามแน่นอน