[OPINION] 4 เหตุผลที่ ลิเวอร์พูล ต้องเป็นแชมป์สโมสรโลก

[OPINION] 4 เหตุผลที่ ลิเวอร์พูล ต้องเป็นแชมป์สโมสรโลก
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

ลิเวอร์พูล พกเอาตำแหน่งจ่าฝูงในศึกพรีเมียร์ลีก เดินทางไปถึงกรุงโดฮา ประเทศกาต้าร์เป็นที่เรียบร้อยพร้อมด้วย 20 ขุนพลที่เมื่อมองดูรายชื่อแล้ว เยอร์เก้น คล็อปป์ นั้น 'เอาจริง' กับถ้วย ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ ใบนี้อย่างแน่นอน

คู่แข่งของพวกเขาในรอบเซมิไฟนอลนั้นเป็นแชมป์จากโซนอเมริกาเหนือหรือคอนคาเคฟ นั่นก็คือ มอนเตอร์เรย์ จาก เม็กซิโก ซึ่งทีมนี้ทำผลงานดีที่สุดในรายการนี้โดยการคว้าอันดับ 3 มาครองในปี 2012 ซึ่งฟังดูชื่อชั้นแล้วอาจไม่เหลือบ่ากว่าแรงของบรรดาแข้ง หงส์แดง ซักเท่าไหร่ ถ้าไม่ติดประมาทพวกเขาก็น่าจะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศที่คาดว่าจะต้องไปเจอกับ ฟลาเมงโก้ ทีมดังจากดินแดนแซมบ้า

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการมาเล่นในถ้วยใบนี้อาจจะต้องเดินทางไกล และต้องเจอกับโปรแกรมที่ดูวุ่นวาย แต่ก็คิดว่า เดอะเร้ดส์ คงไม่มีทางปล่อยให้แชมป์รายการนี้หลุดมืออย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะทำให้พวกเขาได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสโมสรที่ดีที่สุดในโลกแล้ว ยังมีอีกหลายอย่างที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ต้องกำชับลูกทีมว่า 'แชมป์นี้ห้ามพลาด'

มาดูกันว่าเพราะเหตุใด ลิเวอร์พูล จึงจำเป็นต้องเป็นแชมป์รายการ ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก

1. ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรSteven GerrardShaun Botterill/GettyImages
ไม่น่าเชื่อว่าแชมป์ยุโรป 6 สมัยจะไม่เคยคว้าแชมป์รายการนี้เลยไม่ว่าจะอยู่ในชื่อของ ฟุตบอลอินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ หรือฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ หรือที่เคยเรียกกันสั้น ๆ ว่า โตโยต้าคัพ  รวมทั้งเมื่อเปลี่ยนมาเป็นฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกแบบเต็มรูปแบบหรือในชื่อ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ ในปัจจุบัน

โดยครั้งล่าสุดในปี 2005 พวกเขาก็ดันไปพ่ายให้กับ เซา เปาโล 1-0 ที่กรุงโตเกียว ส่วนในรายการ โตโยต้าคัพ นั้น หงส์แดง ก็ไม่คยทำสำเร็จโดยแพ้ให้กับ ฟลาเมงโก้ เมื่อปี 1981 และ อินดิเพนเดนเต้ ทีมดังของ อาร์เจนตินา ในปี 1984

ดังนั้นหากพวกเขาสามารถไปประกาศศักดาที่กรุงโดฮาได้ ก็เท่ากับว่าในตู้โชว์ที่สโมสรจะมีถ้วยสโมสรโลกเพิ่มขึ้น พร้อมด้วยเงินรางวัลอีก 5 ล้านดอลลาร์เข้าประเป๋าแบบเต็ม ๆ รวมทั้งยังเป็นทีมที่ 2 ของอังกฤษที่เป็นแชมป์รายการนี้ต่อจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  ที่เคยเป็นแชมป์มาแล้วเมื่อปี 2008


2. อย่างน้อยก็มีแชมป์ติดไม้ติดมือMohamed SalahChris Brunskill/Fantasista/GettyImages

ซีซันนี้เป็นซีซันที่ ลิเวอร์พูล มีลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัวหลายรายการ แม้กระทั่งใน คาราบาวคัพ พวกเขาก็ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ทั้ง ๆ ที่ตั้งแต่ที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ มาคุมทีม หงส์แดง ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับถ้วยใบนี้ซักเท่าไหร่นัก

อีกทั้งผลพวงจากการเป็นแชมป์ยุโรปทำให้ได้เข้าไปชิงถ้วย ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ที่พวกเขาดวลจุดโทษเอาชนะ เชลซี  ของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ไปได้เรียบร้อย ไหนจะลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ลุ้นป้องกันแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และยังมี เอฟเอคัพ ที่จะไปเริ่มในช่วงปีใหม่กันอีกด้วย

แต่การลุ้นแชมป์เยอะแยะมากมายขนาดนี้ก็ไม่ได้การันตีว่าขุนพล ลิเวอร์เบิร์ด จะผ่านเข้าชิงได้ทุกรายการ ดังนั้นรายการสโมสรโลกที่ลงเล่นเพียง 2 นัดก็ได้แชมป์ จึงเป็นอะไรที่ควรค่าแก่การทุ่มเทเพื่อคว้าแชมป์มาให้ได้

อย่างน้อยถ้าวืดหมดทุกถ้วย จะได้มีแชมป์นี้ไปอวดเพื่อน ๆ ได้

3. ทำสถิติคว้าแชมป์มากที่สุดทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดFBL-EUR-C1-ENG-LIVERPOOL-TROPHY-PARADEOLI SCARFF/GettyImages

ข้อนี้ถือเป็นศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้แต่โคตรเท่และสามารถเอามาบลัฟกันไปมาได้ยันลูกบวช เพราะการคว้าแชมป์สโมสรโลกนี้จะทำให้ ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมที่ได้แชมป์ระดับเมเจอร์มากที่สุด (ไม่นับ คอมมูนิตี้ชิลด์) ถึง 47 รายการทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ตอนนี้ทำได้ 44 แชมป์ไปถึง 3 รายการ

โดยในตอนนี้ หงส์แดง เป็นแชมป์รายการะดับเมเจอร์แล้ว 46 รายการ ได้แก่ แชมป์ลีกสูงสุด 18 สมัย, ยูโรเปี้ยน คัพ/ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 6 สมัย, ยูฟ่าคัพ/ยูโรป้าลีก 3 สมัย, ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 4 สมัย, เอฟเอ คัพ 7 สมัย และ ลีก คัพ 8 สมัย

ในขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด คู่ปรับที่ได้แชมป์ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2017 ทำสถิติเป็นแชมป์ระดับเมเจอร์ในทุกรายการอยู่ที่ 44 รายการ ประกอบด้วย แชมป์ลีกสูงสุด 20 สมัย, ยูโรเปี้ยน คัพ/ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 3 สมัย, ยูฟ่าคัพ/ยูโรป้าลีก 1 สมัย, คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 สมัย, ยูฟา ซูเปอร์คัพ 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 12 สมัย และ ลีก คัพ 5 สมัย

นี่ยังไม่นับ พรีเมียร์ลีก สมัยแรกที่กูรูหลายคนฟันธงว่าอยู่ในมือมือข้างหนึ่งของ เยอร์เก้น คล็อปป์ เรียบร้อยแล้วด้วย

4. เป็นขวัญกำลังใจในการกลับมาลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีกMohamed SalahChris Brunskill/Fantasista/GettyImages

คล้าย ๆ กับตอนที่ไปเอาชนะการดวลจุดโทษ เชลซี คว้าแชมป์รายการ ซูเปอร์คัพ อย่างยิ่งใหญ่ เพราะหลังจากนั้นลูกทีมของกุนซือเฮฟวี่เมทัลก็ควบตะบึงไม่รอใคร คว้าชัย 16 จาก 17 เกมใน พรีเมียร์ลีก ชนิดที่ทิ้งทีมตามหลังแบบไม่เห็นฝุ่น

ยิ่งในช่วงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรกของพวกเขาในรอบ 30 ปี หากว่าไปคว้าเอา ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คั มาประดับตู้โชว์สโมสรได้ ก็นับว่าเป็นการเดินทางที่ไม่เสียเวลาเปล่า แถมยังได้ความมั่นใจและความฮึกหิมกลับมาเต็มกระเป๋า ทีนี้ล่ะก็อะไรก็คงหยุดไม่อยู่เหมือนกัน

แต่ถ้าเกิดฟ้าผ่าพลาดแชมป์ขึ้นมา ก็ต้องมาลุ้นกันต่อว่าในลีกจะเสียศูนย์กันหรือไม่