วาทกรรมตกยุค? : "คาเนโล่ อัลวาเรซ" นักชกหมื่นล้านผู้แหกกฎ "การสู้แบบเม็กซิกัน"

วาทกรรมตกยุค? : "คาเนโล่ อัลวาเรซ" นักชกหมื่นล้านผู้แหกกฎ "การสู้แบบเม็กซิกัน"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

มวยเม็กซิกัน คือราชาแห่งความเร็วและความดุดัน พวกเขามีชื่อเรียกว่านักชกสไตล์ "ค้นหาและทำลาย" (Seek and Destroy) นั่นคือสไตล์การชกซึ่งแตกต่างกับมวยอังกฤษหรือมวยอเมริกันที่เน้นเรื่องเทคนิค 

นักชกเม็กซิกันคือนักสู้ พวกเขารุกเข้าไปหาคู่ต่อสู้ และใจกล้าเด็ดเดี่ยวที่สุด พวกเขาพร้อมโดนชก เพื่อแลกกับการได้ชกกลับ นั่นคือลายเซ็นที่แฟนมวยทั่วโลกยอมรับหัวใจนักชกเม็กซิกันโดยแท้จริง

อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันมี 1 นักชกที่แหกขนบนั้น เขาคือ คาเนโล่ อัลวาเรซ นักชกที่มีสไตล์ที่แตกต่างจากมวยเม็กซิกันทั่วไป แม้ว่าจะดูไร้จุดขาย ทว่าสไตล์ที่แตกต่างก็ทำให้เขาเป็นนักมวยค่าตัวมากที่สุดในโลก และขึ้นชกเมื่อไหร่ยอดขาย เพย์-เพอร์-วิว ถล่มทลายเมื่อนั้น

 

เม็กซิกันผู้แตกต่าง

ซาอูล "คาเนโล่" อัลวาเรซ เกิดในเมืองกัวดาลาฮารา ประเทศเม็กซิโก และครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวนักมวยอย่างแท้จริง ซาอูล เป็นลูกชายคนที่ 7 และคนสุดท้องของครอบครัวจากพี่น้องทั้งหมด 8 คน แถมพี่ชายของเขาทุกคนเป็นนักมวยทั้งสิ้น โดยเฉพาะพี่ชายที่ชื่อว่า ริโกแบร์โต้ อัลวาเรซ ก็เคยเป็นแชมป์โลกเฉพาะกาลรุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวตของ WBA มาแล้ว

 1

มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรนักที่ลูกชายบ้านนี้จะเดินสายมวยกันทุกคน เพราะมันคือสายเลือดชาวเม็กซิกันโดยตรง ในอดีต ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ นักชกแชมป์โลกเคยให้คำจำกัดความของชายหนุ่มเม็กซิกันว่าเกิดมาเพื่อชกมวยเลยทีเดียว

"ไม่ว่าเพราะโชคดีหรือโชคร้าย คนเม็กซิโกเป็นพวกเลือดร้อน และนักชกเม็กซิโกทุกคน ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ยากจน และเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของคุณ คุณยอมตายบนสังเวียน เพื่อเอาเงินไปจุนเจือครอบครัว" ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ กล่าว 

อย่างไรก็ตามแม้จุดเริ่มต้นของ ซาอูล อัลวาเรซ จะคล้ายๆ อย่างที่ ชาเวซ บอก ทว่าเขามีความแตกต่างทางพันธุกรรมกับชาวเม็กซิกันคนอื่นๆ เขาไม่ได้ผมดำ และมีผิวสีแทนแบบละตินแต่อย่างใด เพราะตัวของเขาขาวเผือกและมีผมสีแดง หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า "จิงเจอร์เฮด" (หัวขิง) ซึ่งเรื่องนี้ ซาอูล เผยภายหลังว่าเขาได้ผมสีแดงนี้มาจากกรรมพันธุ์ของแม่ ซึ่งในประเทศเม็กซิโกนั้น หากใครมีผมสีแดงมักจะถูกเชื่อมโยงกับทหารไอริชกองพัน "เซนต์ส แพทริคส์" ที่เข้ามาช่วยเม็กซิโกรบในสงครามกับสหรัฐอเมริกาเมื่อครั้งอดีต และทางตัวของ ซาอูล เองก็ยังไม่ชัวร์ว่าผมสีแดงของเขามีจุดกำเนิดจากบรรพบุรุษฝ่ายไหน

"ไม่แน่เหมือนกันผมอาจจะมีทวดเป็นชาวไอริชจากที่ไหนสักแห่งเมื่อครั้งอดีตก็เป็นได้" ซาอูล กล่าว แต่ที่แน่ๆ คือสไตล์ของเขาไม่ใช่ประเภทเดินไปตายเอาดาบหน้าเหมือนกับที่ ชาเวซ บอกแน่นอน

 2

ต้นกำเนิดนั้นจะเกี่ยวหรือไม่ ไม่มีใครทราบได้ แต่ความจริงคือ ซาอูล อัลวาเรซ นั้นชกในสไตล์ที่ไม่ใช่มวยเม็กซิกันมาตั้งแต่อายุ 15 ปี แล้ว เขาไม่จ้องแต่จะบุกเหมือนกับโคตรมวยเม็กซิกันยุคก่อนๆ อย่าง ชาเวซ ทว่ากลับเป็นมวยสมองที่ต่อยอย่างชาญฉลาด เขาชอบที่จะรอจังหวะอย่างใจเย็นและสวนด้วยหมัดที่เรียกว่า "เคาน์เตอร์พันช์" (ดักชกจังหวะสอง) ซึ่งมวยสไตล์นี้มีความเป็นอเมริกันมากกว่าเม็กซิกันเยอะเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามกลิ่นอายของความเป็นเม็กซิกันยังพอมีอยู่บ้าง เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่เคยกลัวใคร แม้จะแตกต่างด้วยสไตล์แต่หัวใจเขาสู้ไม่ถอยกันไม่ปล่อยสไตล์เม็กซิกัน คาเนโล่ มีคติประจำใจอยู่ว่า "กูสู้เพื่อเข็มขัดแชมป์"  

"ที่เม็กซิโกมีคำกล่าวที่ว่า เราไม่ได้ชกเพื่อเต้นรอบเวทีไปงั้นๆ แต่คนเม็กซิกันอย่างเราต่อยเพื่อเข็มขัดแชมป์"

ไฟต์แปลกประหลาด? 

สไตล์ของ คาเนโล่ นั้นก็เหมือนกับที่เขาได้กล่าวไปในข้างต้น มันคือคือวิวัฒนาการที่ไม่ได้หยุดไว้แค่คำจำกัดความ นักชกเม็กซิกันหลายคนมีอคติเกี่ยวกับการชกในสไตล์ที่เน้นแท็คติกจ๋าแบบอเมริกัน ซึ่งหากใครสักคนยอมชกสไตล์นั้นจะดูเสื่อมเสียความภาคภูมิใจในความเป็นเม็กซิกันไป ความคิดแบบนั้นจะว่าไปก็ไม่ผิดนัก เพราะสไตล์เม็กซิกันที่พวกเขาภูมิใจ เป็นสไตล์ที่ทำให้ประเทศเม็กซิโกนั้นมีแชมป์โลกในวงการมวยสากลมาแล้วมากกว่า 250 คน  

 3

และหากจะยกตัวอย่างไฟต์แห่งความผิดธรรมชาติมวยเม็กซิกันของ คาเนโล่ ตัวอย่างที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นไฟต์ในปี 2018 ซึ่งเป็นศึกที่เขาต้องล้างตากับ "GGG" หรือ เกนนาดี้ โกลอฟกิ้น นักชกชื่อดังจาก คาซัคสถาน

เหตุที่แปลกคือมันเป็นไฟต์ที่กลับตาลปัตร เพราะมวยเม็กซิกันอย่าง คาเนโล่ กลับเป็นฝ่ายที่ถนัดเรื่องเทคนิคและแท็คติก ขณะที่มวย "โซเวียตแตกทัพ" อย่าง โกลอฟกิ้น กลับเป็นฝ่ายบอกว่าตัวเองคือมวยเม็กซิกัน ซึ่งใช้สไตล์เม็กซิกันไล่น็อกคู่แข่งมามากมาย

"นี่คือสไตล์ของผม ผมชกเหมือนมวยเม็กซิกันเพราะนี่มันคือการต่อสู้จริงๆ ไม่ใช่แค่เกม" โกลอฟกิ้น กล่าวหลังเอาชนะ แม็กซ์ เคลเลอร์แมน จากเยอรมันในปี 2014 

มันไม่ใช่เรื่องโม้และอวดเบ่งแต่อย่างใด เพราะ โกลอฟกิ้น มีโค้ชชื่อว่า อเบล ซานเชซ แน่นอนเขาเป็นคนเม็กซิกัน ซานเชซ พบกับ โกลอฟกิน ครั้งแรกในปี 2010 เขาเอาเทปของ ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ มาเปิดให้กับ โกลอฟกิ้น ดูแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า และบอกว่าหากเขาสามารถชกแบบนี้ได้ในอีกไม่เกิน 2-3 ปี เขาจะกลายเป็นแชมป์โลกรุ่นมิดเดิ้ลเวตได้ 

"ผมสัญญากับเขาว่าในอีก 3 ปี ผมจะทำให้เขากลายเป็นแชมป์ที่ดีที่สุดในโลก จะทำให้เขาชนะจนไม่มีใครอยากจะต่อสู้กับเขา และผมจะทำให้เขาไร้เทียมทานเหมือนกับ ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ เลย" ซานเชซ กล่าวถึงนักมวยในคาถาของเขา

และเมื่อกาลเวลาผ่านไปมันก็เป็นเช่นนั้น โกลอฟกิ้น ก้าวมาเป็นแชมป์โลกด้วยสไตล์เดินหน้าชกแบบเม็กซิกัน พร้อมกับสถิติน็อกเอาต์บานตะไท ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเขากลายเป็นนักชกคาซัคสถานที่เป็นขวัญใจของแฟนมวยชาวเม็กซิโก ครั้งหนึ่งนักร้องเพลงพื้นบ้านของ เม็กซิโก ที่มีชื่อว่า ชาลิโน่ ซานเชซ ถึงกับเคยใส่เสื้อยืดที่สกรีนใบหน้าของ โกลอฟกิ้น และมีข้อความว่า "Mexicans for Golovkin" มาแล้ว

"โกลอฟกิ้นเป็นเหมือนลูกชายของชาวเม็กซิกัน เขาเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงานนัก และเป็นเหตุผลที่พวกเราหลายคนตกหลุมรักผู้ชายคนนี้" นักร้องเพลงคนดังกล่าว  

 4

กระแสก่อนชกนั้นแปลกตรงที่ชาวเม็กซิโกหลายคนเลือกที่จะหันหน้าไปเชียร์นักชกจาก คาซัคสถาน มากกว่านักชกจากบ้านเกิดของพวกเขาเอง ส่วนเหตุผลนั้นง่ายนิดเดียวเพราะ โกลอฟกิ้น ชกด้วยความดุดันและเดินหน้าสู้ไม่ถอย ต่างกับ คาเนโล่ ที่ชาวเม็กซิโกมองว่าเขาทิ้งรากเหง้าของบรรพบุรุษและเลือกชกในแบบนักมวยอเมริกันดินแดนคู่ปรับ บ้างก็บอกว่าเขาต่อยเหมือนกับ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ ไม่มีผิด 

สำหรับชาวเม็กซิกันนั้น ฟลอยด์ เปรียบเหมือนนักชกต้องห้าม พวกเขามองว่า ฟลอยด์ เป็นมวยที่ตั้งรับและปอดแหก และหลายครั้งได้ประโยชน์จากการตัดสิน ซึ่งนักมวยขวัญใจชาวเม็กซิกันหลายคนก็พลาดท่าให้กับ ฟลอยด์ เพราะสไตล์ตั้งรับนี้ ดังนั้นการที่ คาเนโล่ เลือกใช้สไตล์ของคู่แค้นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้กระแสตีกลับพอสมควรเลยทีเดียว

"ผมเคยชอบและเชียร์ คาเนโล่ มาก่อนนะ และยังคิดเสมอว่าเขาเป็นนักมวยที่ยอดเยี่ยม แต่ความจริงคือผมไม่อยากจะเชียร์เขาแล้วเพราะเขากลายเป็นนักมวยที่ชูคออวดอ้างความสำเร็จไปเสียแล้ว" เควิน โทเลดาโน่ แฟนมวยชาวเม็กซิโกที่สวมหมวกลาย โกลอฟกิ้น กล่าว

"เรารู้ว่าเขาเป็นนักมวยเม็กซิกันที่ดี แต่พอถึงเวลาต้องเดินหน้าชกเขากลับไม่ยอมทำ ซึ่งมันทำให้พวกเราหมดความอดทนน่ะ" แฟนมวยชาวเม็กซิโกอีกรายกล่าวเสริมเป็นภาษาสเปน

ขบถผู้มีเหตุผล 

ทุกคนมีความเชื่อที่แตกต่างกัน คาเนโล่ อัลวาเรซ เองก็เช่นกัน เขาเชื่อว่าสไตล์เม็กซิกัน เป็นเพียงวาทะที่คิดกันขึ้นมาเองเท่านั้น เขาไม่ใช่ไม่รู้ว่านักมวยเม็กซิโกส่วนใหญ่ต่อยแบบไหนเพราะเขาศึกษาเรื่องสไตล์การชกของนักมวยดังในอดีตมาเยอะพอดู จนกระทั่งเขาพบว่าตัวเองไม่สามารถทำแบบที่ ชาเวซ ทำได้ 

 5

ซาอูล อัลวาเรซ เป็นนักมวยที่ต้องทำน้ำหนักบ่อย บางครั้งเขาต้องลดน้ำหนักเพื่อไปต่อยรุ่นเล็ก บางคราวก็ต้องเพิ่มน้ำหนักขึ้นไปชกในรุ่นที่ใหญ่กว่า ดังนั้นเขาจึงต้องหาความลงตัวให้เจอ ซึ่งเจ้าตัวพบว่าการเป็นสายผสมนั้นสร้างประโยชน์ให้กับอาชีพการชกของเขามากกว่าการเดินบู๊แบบไม่กลัวใคร 

เรื่องดังกล่าวยืนยันได้ด้วยผลงาน เพราะ คาเนโล่ นั้นเคยสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักมวยเม็กซิกันรายแรกที่คว้าแชมป์โลก 3 รุ่นในระดับรุ่นใหญ่ คือ ไลต์มิดเดิ้ลเวต, มิดเดิ้ลเวต และซูเปอร์มิดเดิ้ลเวต (154 – 160 – 168 ปอนด์) ดังนั้นจุดเด่นที่ทำให้เขาใช้ เคาน์เตอร์พันช์ ได้มีประสิทธิภาพคือความเร็วแบบเม็กซิกัน เพราะคู่ต่อสู้ไม่สามารถเดินเข้าชกมั่วซั่วได้  

ในขณะที่นักมวยที่เสียเปรียบช่วงชกหลายคนเลือกที่จะใช้พลังงานจำนวนมากเพื่อรุกกดดันคู่ต่อสู้ แต่ คาเนโล่ ทำในสิ่งที่ตรงข้าม เขาใช้ความเร็วในการเอนหลังโยกหลบและปล่อยให้คู่ต่อสู้เดินเข้าหา และเมื่อถึงระยะทำการเขาก็พร้อมจะปล่อยหมัดเคาน์เตอร์ทันที ซึ่งตัวของเขาก็ยอมรับถึงความแตกต่างนี้ว่ามันหลอมรวมมาตั้งแต่เด็กโดยที่เขาไม่รู้ตัว

"ไม่มีอะไรที่บอกได้หรอกว่าเป็นสไตล์เม็กซิกันแท้แค่ไหน คุณลองย้อนกลับไปดูไฟต์ของ กิลแบร์โต้ โรมัน กับ ซัลวาดอร์ ซานเชซ ดูก็ได้ สไตล์ของทั้งคู่แตกต่างกัน ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ ก็ต่อยไม่เหมือนคนอื่น" คาเนโล่ เริ่มพูดถึงมุมมองของเขา

"หลายคนคิดว่ามวยเม็กซิกันคือมวยที่ต้องเดินหน้าเข้าชกอย่างเดียว แต่ความจริงมันพัฒนาการได้ ผมยกตัวอย่างสไตล์ของผมก็ได้ ผมพยายามจะใช้เทคนิคที่หลากหลายซึ่งเกิดจากการดูโคตรมวยอย่าง โรมัน, ชาเวซ และ ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด และผมถูกครูฝึกบอกมาตลอดว่าจงหาสไตล์ของตัวเองให้เจอ ซึ่งผมก็พบความจริงว่าผมชื่นชอบทุกอย่างและเอาแต่ละอย่างมาผสมผสานกัน"

"มีคนบอกว่าผมชอบที่จะดักชก แต่จริงๆ ผมทำได้หมด ไม่ว่าจะดักชก เดินประจันหน้า หรือแม้แต่เคลื่อนไหวไปรอบๆ เวที ที่สำคัญคือผมเชื่อว่าสไตล์เม็กซิกันนั้นไม่มีจริงหรอก มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะชกแบบไหนเท่านั้น ซึ่งตัวผมเองก็มีสไตล์ของผมเช่นกัน"

 6

ทุกอย่างที่เขาบอกมาถูกตอบด้วยสถิติแพ้เพียง 1 ไฟต์จาก 55 ไฟต์ที่ขึ้นชก โดยคนที่เขาพลาดท่าแพ้มีเพียง ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ คนเดียวเท่านั้น ขณะที่ เกนนาดี้ โกลอฟกิ้น ที่ถูกเรียกว่าบุตรชายแห่งเม็กซิโก เคยชกกับ คาเนโล่ มา 2 ครั้งซึ่งผลออกมาเสมอกัน 1 ครั้งในปี 2017 และ คาเนโล่ เป็นฝ่ายชนะในไฟต์ล้างตาเมื่อปี 2018 ... นั่นคือการยัดเยียดความปราชัยครั้งแรกให้กับ GGG อีกด้วย

โดยชัยชนะเหนือ โกลอฟกิ้น นั้น ทำให้ คาเนโล่ เปลี่ยนกระแสแฟนมวยในเม็กซิกันได้ไม่น้อย แม้ชัยชนะจะเกิดจากการสู้ครบยกก็ตาม ซึ่งคำกล่าวของ คาเนโล่ เป็นการยืนยันแนวทางของเขาว่าสไตล์การชกที่แตกต่างไม่ได้ทำให้เขาลืมรากเหง้าของความเป็นเม็กซิโกอย่างที่ใครเข้าใจ  

"ผมเป็นผู้ชนะโดยไร้ข้อโต้แย้ง เขาเป็นแค่ตัวสำรองเท่านั้น ผมดีใจมากกับไฟต์นี้ที่มันชัด เป็นชัยชนะที่ชัดเจนที่สุด และในตอนสุดท้ายมันคือชัยชนะของชาวเม็กซิโก และเป็นอีกครั้งที่ผมแสดงให้เห็นว่าเม็กซิโกคือดินแดนอันดับ 1 ของวงการมวย"

มวยเม็กซิกันยุคใหม่ 

ณ เวลานี้วงการมวยสากลเปลี่ยนแปลงไปมาก การจะได้ขึ้นชกแต่ละไฟต์นั้นถูกคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน นักชกระดับแชมป์โลกในยุคปัจจุบันยากมากที่จะป้องกันแชมป์เกินปีละ 2 ครั้ง

 7

สารคดีมวย CounterPunch ใน Netflix เข้าไปเจาะลึกเรื่องนี้ และแสดงความเห็นว่าทุกวันนี้มวยสากลอาชีพเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ เอฟเฟ็คต์" เพราะกว่า ฟลอยด์ จะได้ชกแต่ละครั้งนั้นยากมาก หากเงินไม่ถึงและชกไปไม่คุ้มเสีย ฟลอยด์ จะไม่ขึ้นชกเด็ดขาด 

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นมันมีคำตอบในตัวของมันอยู่แล้ว ฟลอยด์ อาจจะเลือกคู่ชกและถูกมองในแง่ลบแต่สุดท้ายแล้วเขาก็กลายเป็นนักชกที่ได้ค่าตอบแทนสูงระดับที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด ซึ่งเรื่องนี้เอง คาเนโล่ ก็กำลังเดินตาม ฟลอยด์ ไปติดๆ

ปัจจุบัน คาเนโล่ อยู่ในสังกัด "โกลเด้นบอย โปรโมชั่น" ของ ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า ซึ่งการที่ คาเนโล่ มาถึงตำแหน่งแชมป์ก็ทำให้ โปรโมเตอร์ ของเขาสามารถเล่นแร่แปรธาตุได้หลายอย่าง 

เดอ ลา โฮย่า นั้นเดินเกมอย่างชาญฉลาด ด้วยการจัดไฟต์ให้ คาเนโล่ ทำน้ำหนักไปต่อยในรุ่นซูเปอร์มิดเดิ้ลเวตกับ ร็อกกี้ ฟีลดิ้ง หลังชนะโกลอฟกิ้นเพียง 3 เดือน ซึ่งตามเนื้อผ้าดูจะเป็นการต่อยแบบทำน้ำหนักที่ดูจะเสียเปรียบทั้งส่วนสูงและช่วงชก อย่างไรก็ตามกว่าจะเกิดไฟต์นี้ทีมงานก็ส่องกล้องมาเป็นอย่างดีและอ่านมาตั้งแต่บ้านแล้วว่า ฟิลดิ้ง นั้นไม่มีอะไรมากมาย จึงทำให้ คาเนโล่ ก้าวขึ้นมาคว้าเข็มขัดแชมป์โลกรุ่นซูเปอร์มิดเดิ้ลเวตของ WBA ได้ในที่สุด

 8

ไม่ใช่แค่การจัดแมตช์ที่ชนะแน่อย่างเดียวเท่านั้น ไฟต์ที่มีโอกาสจะแพ้ก็ถูกดึงเชงออกไปจนได้เวลาที่เหมาะสม อาทิ ไฟต์กับ โกลอฟกิ้น นั้นก็ผลัดมาหลายปีจนครั้งแรกที่ขึ้นสู้กันก็ปาเข้าไปยังปี 2017 แถมไฟต์รีแมตช์ยังมีเรื่องราวแปลกๆ ทั้งเรื่องของการตรวจสารกระตุ้นไม่ผ่าน (โดยตัวคาเนโล่เองเสียด้วย) และอีกหลากหลายเหตุผล กว่าจะได้ล้างตากัน โกลอฟกิ้น ก็อายุ 36 ปีแล้ว ขณะที่ คาเนโล่ อายุแค่ 28 ปีเท่านั้น 

ลูกบ้าของเม็กซิกันโดนกำจัดทิ้งออกไปเกือบหมดและเป็นไปตามวัฎจักรของวงการมวยที่ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่มีอีกแล้วนักชกแชมป์โลกหัวกระเซอะกระเซิง ใบหน้าปูดโปนเหมือนกับที่ ฮูลิโอ เซซาร์ ชาเวซ เป็น ในยุคนี้แชมป์โลกชาวเม็กซิกันอย่าง คาเนโล่ เดินไปไหนมาไหนด้วยเสื้อผ้าหรูจากดีไซเนอร์ชื่อดัง แวดวงคนที่คบค้าสมาคมของเขาก็เป็นกลุ่มเซเลประดับโลกทั้ง คาร์ลอส สลิม มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศ, บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนักร้องระดับสตาร์ของเม็กซิโก ความเป็นนักชกบ้านๆ แบบเม็กซิกันไม่ปรากฎในสไตล์การชก หรือแม้แต่ไลฟ์สไตล์ของเขาอีกเลย 

"คุณรู้ไหม ทุกคนที่อยู่รอบตัวของ คาเนโล่ ดูจะสะท้อนถึงความเย่อหยิ่งที่เขามี เขาอาจจะไม่คิดแบบนั้นจริงๆ ก็ได้ แต่เขาไม่ใช่วีรบุรุษทรงเสน่ห์แบบที่ ชาเวซ เป็น เราทุกคนอยากจะเห็นนักสู้ และได้ยินเสียงของนักสู้ ไม่ใช่แค่เสียงจากทีมประชาสัมพันธ์ของเขา" แฟนมวยเม็กซิกันคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Bleacher Report

ที่สุดแล้วชีวิตนักมวยอาชีพนั้นแสนสั้น และการเดินตามขนบเก่าแบบไม่หมุนตามโลกดูเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำไม่ว่ากับวงการใดในโลก คาเนโล่ ชั่งน้ำหนักและเห็นว่าเขาควรปรับตัวกับวงการยุคใหม่ ด้วยความเชื่อที่ว่ามันดีกับร่างกายและความสำเร็จของเขามากกว่า 

 9

"คำว่าสไตล์เม็กซิกันก็แค่กลไกในการตลาดที่เอาไว้ชนะใจแฟนมวยเม็กซิกัน นั่นคือเหตุผลที่นักชกอย่าง โกลอฟกิ้น พร่ำบอกและโกยเงินเข้ากระเป๋าได้อีกหน่อย" ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า ชายผู้วางหมากให้กับ คาเนโล่ อัลวาเรซ กล่าว

ไม่ใช่เขาไม่รู้ แต่เขารู้ว่าการทำให้ คาเนโล่ ถูกยอมรับในระดับสากลเป็นอะไรที่จะได้ค่าตอบแทนมากกว่าการยืนหยัดในสไตล์ลูกบ้าแบบเม็กซิโก และสัญญา 5 ปี 11 ไฟต์ 365 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เขาทำกับ DAZN เมื่อปี 2018 คือเครื่องพิสูจน์ว่า ตอนนี้ คาเนโล่ อัลวาเรซ เป็นนักชกที่ทำเงินได้มากที่สุดในโลกไปเรียบร้อยแล้ว ...