LZR RACER : ชุดว่ายน้ำที่ใส่แล้วเป็นแชมป์เยอะเกิน จนโดนสั่งแบน

LZR RACER : ชุดว่ายน้ำที่ใส่แล้วเป็นแชมป์เยอะเกิน จนโดนสั่งแบน
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ในบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า วิทยาการ เทคโนโลยี คือสิ่งที่ช่วยพัฒนาให้โลกของเราทันสมัย มนุษย์สามารถทำอะไรได้มากกว่า ดีกว่า และเร็วกว่าแต่กาลก่อน

แน่นอน วงการกีฬาก็ถือเป็นอีกหนึ่งวงการที่ได้รับผลประโยชน์จากเทคโนโลยี เมื่ออุปกรณ์ที่ถูกพัฒนาด้วยวิทยาการสมัยใหม่ ทำให้ผู้สวมใส่ที่มีทักษะแต่เดิมสามารถเล่นได้ดีขึ้นกว่าในอดีต

ทว่าในบางครั้ง ของใหม่ที่ว่าก็ดูจะดีเกินไป จนกลายเป็นความได้เปรียบเสียเปรียบที่ต้องถูกตัดตอนเพื่อความเสมอภาค ... อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับชุดว่ายน้ำชื่อว่า LZR Racer นี้

ร่วมพัฒนาโดย NASA

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา หรือ NASA ถือเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานรัฐที่ถูกนำชื่อมาใช้ในการโฆษณามากที่สุดในโลก เพราะขอเพียงแค่มีส่วนร่วมกับหน่วยงานนี้ แม้จะเพียงน้อยนิดไม่ถึงเสี้ยว ก็ดูจะเป็นการเพิ่มเครดิตความสามารถในงานของตัวเองได้มากโข


Photo : www.smh.com.au

แต่สำหรับ LZR Racer ชุดว่ายน้ำสไตล์บอดี้สูทจากค่าย Speedo (ผู้ผลิตเผยว่า LZR นั้นออกเสียงว่า เลเซอร์) ... นี่คือนวัตกรรมที่ NASA เข้ามามีส่วนร่วมแบบเต็มๆ

หลังมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 2004 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ผ่านพ้นไปได้ไม่นาน Speedo หนึ่งในผู้ผลิตชุดว่ายน้ำชั้นแนวหน้าของโลก ซึ่งเป็นบริษัทของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สอบถามกับทาง NASA ถึงการช่วยในการพัฒนาชุดว่ายน้ำที่ช่วยลดแรงลาก (Drag) โดยส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความร่วมมือนี้ได้ มาจากคำหยามหยันที่คนวงนอกมองมายังการพัฒนาชุดว่ายน้ำ ดังที่ สจ็วร์ต ไอแซค รองประธานอาวุโสแผนกการขายและการตลาดกีฬาของ Speedo ในขณะนั้นเผยว่า

"ผู้คนมองมายังเราแล้วก็บอกว่า 'นี่มันไม่ใช่การพัฒนาจรวดนะ จะต้องทำอะไรให้มันยิ่งใหญ่ซับซ้อนทำไม' และนั่นแหละที่ทำให้เราคิดว่า 'อืม... บางทีมันอาจจำเป็นก็ได้นะ'"

เพราะผลการศึกษาจากฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ Speedo เองระบุว่า แรงลากคือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ฉุดรั้งให้นักว่ายน้ำไม่สามารถว่ายไปได้เท่าที่ศักยภาพของตนมี เมื่อแรงลากนั้นถือเป็น 25% ของแรงต้านทั้งหมดที่กระทำกับตัวนักว่ายน้ำ ไม่เพียงเท่านั้น แรงลากที่เกิดขึ้นบนร่างกายขณะเคลื่อนไหวในน้ำยังมากกว่าที่พบเวลาแหวกอากาศถึง 780 เท่า


Photo : gorilao.com.br

การทดสอบและพัฒนาชุดว่ายน้ำเพื่อลดแรงลากดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทั้งการใช้อุโมงค์ลมของ NASA ในการทดสอบ รวมถึงการหาวัสดุที่มาทำเป็นชุดซึ่งต้องทำการเลือกจากเกือบ 60 ชนิด กระทั่งได้ อีลาสเทน-ไนลอน (Elastane-Nylon) และ โพลียูรีเทน (Polyurethane) มาเป็นวัสดุหลักของชุด

วัสดุที่ใช้ซึ่งมีทั้งความเรียบลื่นและยืดหยุ่น, การออกแบบที่ทำเป็นชุดว่ายน้ำแบบรัดรูปเต็มตัวหรือ Full-body Swimsuit รวมถึงการเย็บด้วยคลื่นอัลตร้าโซนิค (Ultrasonic Welded Seams) ซึ่งแทบจะไม่เห็นตะเข็บที่เกิดขึ้นจากการเย็บเลยแม้แต่น้อย ทำให้ LZR Racer ช่วยลดแรงลากที่เกิดขึ้นกับตัวผู้สวมใส่ได้ถึง 6% จากทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้น การใช้ซิปแบบซ่อนที่ถูกเย็บติดในชุดด้วยคลื่นอัลตร้าโซนิคเช่นกัน ยังช่วยลดแรงลากได้เพิ่มอีก 8% เมื่อเทียบกับซิปแบบมาตรฐานปกติอีกด้วย

น้อยนิด...มหาศาล

ตัวเลขที่ปรากฎข้างต้น อาจทำให้หลายคนคิดว่า อันที่จริงมันก็ไม่ช่วยให้ลดแรงลากได้มากกว่าที่คิดไว้เท่าไหร่ แล้วจะช่วยให้นักว่ายน้ำว่ายได้เร็วกว่าเดิมขนาดไหนกัน?


Photo : www.nasa.gov

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า ในการแข่งขันกีฬานั้น เสี้ยววินาทีก็มีความหมายอย่างยิ่งยวด ซึ่งนั้นหมายความว่า แม้การพัฒนาจะช่วยให้พวกเขาไปได้เร็วกว่าเดิมแค่เพียง 1% ก็ตาม ... เพียงเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับการคว้าชัยชนะแล้ว

หลังจากทดสอบมาเป็นเวลาเกือบ 4 ปี ในที่สุด LZR Racer ก็ปรากฎตัวสู่สายตาชาวโลกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2008 โดยมี 2 รุ่น LZR Pro และ LZR Elite ซึ่งผลการทดสอบชุดแรกๆ ก็ทำให้หลายคนต้องตระหนก เมื่อพบว่าชุดนี้สามารถทำให้ผู้สวมใส่ทำเวลาในการว่ายน้ำได้ดีกว่าเดิม 1.9-2.2% เลยทีเดียว

แต่ผลการทดสอบใดๆ หรือจะพิสูจน์ได้ดีเท่าผลการแข่งขันจริง เพราะในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันนั้นเอง มหกรรมกีฬาโอลิมปิกก็ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้ง โดยมีกรุงปักกิ่ง ประเทศจีนเป็นเจ้าภาพ

ซึ่ง LZR Racer ก็แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวทันที เมื่อในการแข่งขันทั้งหมดทุกรุ่น ทุกฮีต ผู้ชนะถึง 94% สวมชุดว่ายน้ำนี้ เช่นเดียวกับนักกีฬาที่คว้าเหรียญรางวัล 98% ก็สวมชุดนี้ และที่สุดของที่สุดก็คือ ในโอลิมปิกครั้งดังกล่าว มีการทำลายสถิติโลกถึง 25 ครั้ง ในจำนวนดังกล่าวมีถึง 23 ครั้งที่ผู้ทำลายสถิติสวมชุด LZR Racer ในการว่าย

และหากจะหาว่ามีโอลิมปิกครั้งใดที่ทำลายสถิติโลกมากกว่าปี 2008 ... มีเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น คือในปี 1976 ที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ซึ่งนักกีฬาได้รับการอนุญาตให้ใส่ แว่นตาว่ายน้ำ หรือ Goggles เป็นครั้งแรก

การครองวงการของชุดว่ายน้ำดังกล่าวยังคงต่อเนื่องมาถึงศึกชิงแชมป์โลกที่ประเทศอิตาลีในปีถัดมา เมื่อผู้ที่สวม LZR Racer สามารถทำลายสถิติโลกในรายการดังกล่าวได้ถึง 93 ครั้ง เรียกได้ว่า นี่คือชุดว่ายน้ำที่ครองวงการอย่างแท้จริง


Photo : www.upi.com

อย่างไรก็ตาม มีผู้ได้ประโยชน์ก็ต้องมีผู้เสียประโยชน์ และกลุ่มสำคัญนั้นก็คือ นักกีฬาที่ไม่ได้สวมชุดว่ายน้ำดังกล่าว รวมถึงบริษัทคู่แข่ง เนื่องจากด้วยการพัฒนาอันซับซ้อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทาง Speedo จะต้องทำการจดสิทธิบัตรเพื่อไม่ให้ผู้ผลิตรายอื่นๆ นำเทคโนโลยีที่ตนเหนื่อยยากพัฒนามาเอาไปใช้แบบง่ายๆ 

ทว่าสำหรับนักกีฬา นี่คือสถานการณ์ที่พวกเขาต้องรับมืออย่างยากลำบาก เพราะแม้จะเห็นอยู่ตำตาว่ามีชุดว่ายน้ำที่ทำให้พวกเขาว่ายได้เร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้มีโอกาสลุ้นเหรียญรางวัลมากขึ้น แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ได้แตะต้อง เนื่องจากสหพันธ์ว่ายน้ำของพวกเขาได้ทำสัญญากับผู้ผลิตค่ายอื่นไว้ และนั่นทำให้พวกเขาไปไม่ถึงฝั่งฝันกับการคว้ารางวัล แม้บางชาติจะอะลุ้มอล่วย ให้นักกีฬาสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ของค่ายไหนก็ได้ก็ตาม

เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนามาเป็นอย่างดี กลายเป็นสิ่งที่ทำให้การแข่งขันไม่เสมอภาคไปเสียแล้ว...

การตัดตอนและการปรับตัว

การแข่งขันอันไม่เท่าเทียมจากเทคโนโลยีที่แตกต่าง รวมถึงคำครหาที่หลายฝ่ายมองว่า LZR Racer คือ "การโด๊ปทางเทคโนโลยี" (Technological Doping) ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ FINA หรือ สหพันธ์ว่ายน้ำนานาชาติ ต้องคิดหนักเพื่ออุดช่องโหว่ทางกติกาเพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างเท่าเทียมยิ่งขึ้น


Photo : wikipedia.org

มาตรการตัดตอนเพื่อความเสมอภาคทางการแข่งขันนั้นเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากหลังการแข่งขันว่ายน้ำสระสั้นชิงแชมป์ยุโรปเดือนธันวาคม 2008 ที่โครเอเชีย ซึ่งมีการทำลายสถิติเกิดขึ้นในรายการดังกล่าว 17 ครั้ง โดยสิ่งแรกที่ทำคือการปิดช่องโหว่แนวความคิดหัวหมอ ที่นักกีฬาบางคนสวมชุดว่ายน้ำ 2 ชั้นหรือมากกว่าซ้อนกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยกฎดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2009 พร้อมคำยืนยันจากปากของ คอร์เนล มาร์คูเลสคู ผู้บริหารระดับสูงของ FINA ในขณะนั้นว่า

"นักกีฬาไม่ได้รับอนุญาตให้สวมอะไรไว้ข้างใน ชุดว่ายน้ำชุดเดียวเท่านั้น นั่นคือสิ่งที่พวกเขาใส่ได้"

หลังจากนั้น ก็มีการปรับเปลี่ยนกฎที่เกี่ยวกับชุดว่ายน้ำอีกครั้งระหว่างการแข่งขันว่ายน้ำชิงแชมป์โลกปี 2019 ด้วยการกำหนดความยาวของชุดว่ายน้ำที่สามารถสวมใส่ในการแข่งขันได้ โดยของผู้ชายจะสามารถปกปิดได้ตั้งแต่ช่วงเอวถึงหัวเข่า ขณะที่ผู้หญิงอนุญาตปกปิดได้ตั้งแต่ช่วงไหล่ถึงเข่า บอดี้สูทที่ปกปิดได้ทั้งตัวไม่ได้รับการอนุญาตให้ใช้อีกต่อไป 

นอกเหนือจากเรื่องความยาว วัสดุที่ใช้ก็ถูกปรับเปลี่ยนไปอีกด้วย โดยอนุญาตให้ใช้เพียง "สิ่งทอ" (Textile) หรือ "วัสดุทอ" (Woven Material) เท่านั้น รวมถึงไม่อนุญาตให้มีการใช้วัสดุที่ใช้เพื่อรัดให้แน่นอย่าง ซิป อีกด้วย (ยกเว้นเชือกในกางเกงว่ายน้ำชาย สามารถใช้ได้) โดยกฎดังกล่าวถูกบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา


Photo : www.olympic.org

กฎดังกล่าวส่งผลให้กีฬาว่ายน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ไม่มีอีกแล้วการทำลายสถิติแบบเป็นล่ำเป็นสัน สถิติในกีฬาว่ายน้ำหลายอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ LZR Racer ได้รับการอนุญาตให้ใช้ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับทาง Speedo ที่สูญเสียยอดขายไปไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในกฎเหล็กของการพัฒนาของวงการกีฬาอย่าง "ทำให้สุดเท่าที่กฎจะอนุญาต" ก็ได้ทำให้ Speedo กลับมาผงาดในวงการว่ายน้ำอีกครั้ง เมื่อพวกเขานำข้อจำกัดที่เกิดขึ้นมาพัฒนาชุดว่ายน้ำใหม่ เกิดเป็น LZR Elite 2 เมื่อต้นปี 2014 และ LZR X ในปีถัดมา และพวกเขาก็ยังครองความสำเร็จ เมื่อนักกีฬาที่ใส่สามารถคว้าเหรียญรางวัลได้เช่นเดิม แม้จะไม่มากมายเหมือนแต่ก่อนเก่าก็ตาม

แม้การตัดตอนด้วยการแบนเทคโนโลยีชุดที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ จะทำให้กีฬาว่ายน้ำมีความสูสีมากขึ้นในปัจจุบัน ถึงกระนั้น ทุกคนก็รู้ดีว่า ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีที่จะทำให้ทุกคนถกเถียงว่าทำให้การแข่งขันไม่เท่าเทียมกันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เหมือนกับทีม อลิซาเบธ เบเซล นักว่ายน้ำทีมชาติสหรัฐอเมริกาเผยไว้ ก่อนมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2016 ที่นครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ว่า

"ฉันเชื่อค่ะว่าบางสิ่งกำลังจะมา จะปีหน้า, 5 ปี, 10 ปี อันนี้ไม่มีใครรู้ แต่มันจะต้องกลับมาสู่จุดที่เคยเป็นมาแล้วอย่างแน่นอน จำคำฉันไว้ได้เลย"