พนง.เหมืองพิจิตรร้องผู้ว่าฯหวั่นตกงาน

พนง.เหมืองพิจิตรร้องผู้ว่าฯหวั่นตกงาน

พนง.เหมืองพิจิตรร้องผู้ว่าฯหวั่นตกงาน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
นายสุวิทย์ วัชโรทยางกูร ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่า วันนี้ที่บริเวณศาลากลางจังหวัดพิจิตรได้มีกลุ่มผู้ใช้แรงงาน พนักงาน ชาวบ้าน รวมถึงครอบครัวของพนักงานบริษัทในเครือเหมืองแร่ทองคำอัคราไมนิ่ง จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร จำนวนกว่า 1,200 คน ที่นำโดย นายสาธิต นาคสุก อายุ 42 ปี รองประธานคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพนักงานบริษัทเหมืองแร่ทองคำอัคราไมนิ่ง ได้เป็นแกนนำพาพนักงาน ได้รวมตัวกันมาชุมนุมเพื่อยื่นหนังสือขอความเห็นใจให้เหมืองแร่ทองคำชาตรีเหนือ หรือ เหมืองแร่ทองคำอัคราไมนิ่งที่ก่อนหน้านี้ได้ถูกกลุ่ม NGO ฟ้องร้องว่ามีการดำเนินกิจการส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้มีหนังสือแจ้งให้ บริษัทอัคราไมนิ่ง หยุดทำเหมืองแร่ทองคำในเฟส 2 ในภาคกลางคืนตั้งแต่เวลา 19.00 น. จนถึง 05.00 น.

ซึ่งจากคำสั่งดังกล่าวส่งผลให้พนักงานนับพันคนที่ทำงานในภาคกลางคืนมาเกือบ 10 ปี มีภาระทางครอบครัวและการดำรงชีพต้องตกงานและเดือดร้อน เนื่องจากคำสั่งหยุดการดำเนินกิจการดังกล่าว จึงได้รวมตัวกันมาร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือ

โดยกลุ่มพนักงานที่มาร้องทุกข์ขอความเห็นใจจากทางผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร นั้น ก็แสดงตนว่าล้วนเป็นคนในพื้นที่ ต.เขาหม้อ ต.เขาเจ็ดลูก ต.ท้ายดง โดยให้เหตุผลว่าตนเองก็กินอยู่พักอาศัยในชุมชนรอบเหมืองด้วยเช่นกันเหมือนกับผู้ร้องเรียน แต่มิเคยได้รับผลกระทบในทุกประเด็นอย่างที่มีกลุ่ม NGO ร้องเรียนและฟ้องศาลปกครองแต่อย่างใด จึงเชื่อมั่นว่าการฟ้องร้องและการร้องเรียนจนเป็นที่มาของเหตุข้างต้นมีกลุ่มนายทุนผู้ค้าที่ดินที่จ่อบังคับขายที่ดิน ที่อยู่รอบเหมืองทองอัคราไมนิ่งเสนอขายที่ดินในราคาแพง แต่บริษัทฯไม่รับซื้อ จึงสร้างสถานการณ์และสร้างเรื่อง ร้องเท็จ ร้องซ้ำ ให้ข่าวโจมตี และฟ้องร้องศาลปกครองที่ล้วนไม่จริงทั้งสิ้น อีกทั้งเรื่องต่างๆที่อ้างมาร้องเรียนก็มีการดำเนินการแก้ไขจนเป็นรูปธรรมและเหมืองแร่ทองคำอัคราไมนิ่งก็ดำเนินกิจการจนได้รับรางวัล ISO ต่างๆมากมาย ดังนั้นการสั่งปิดจึงสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้แรงงานและครอบครัวรวมกว่า 3 พันชีวิต

อีกทั้งผลกระทบแบบลูกโซ่ที่จะตามมาก็จะส่งผลถึงเศรษฐกิจชุมชนและการจัดเก็บภาษีของท้องถิ่นที่ปีหนึ่งๆ อัคราฯ จ่ายเงินพัฒนาสิ่งแวดล้อมตำบลถึงปีละ 10 ล้านบาท และเงินจ้างงานกว่าปีละไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท รวมถึงเงินตราต่างประเทศจาการส่งออกแร่ทองคำ ที่เคยมีรายได้กว่าปีละ 3 พันล้านบาท ก็อาจต้องหดหายไปด้วย จึงนับว่าการสั่งหยุดกิจการในช่วงภาคกลางคืนนี้ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตัวผู้ใช้แรงงานและเศรษฐกิจทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ จึงได้รวมตัวกันมาเรียกร้องและชี้แจงให้ผู้ว่าฯพิจิตร ได้พิจารณาทบทวนเพื่อรายงานและอนุเคราะห์ให้ช่วยสั่งให้เปิดดำเนินกิจการต่อไป

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล