นายกบอกลต.ใหม่ลดตึงเครียดไม่แก้ขัดแย้ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง แผนเตรียมการเลือกตั้งของพรรคว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ เลขาธิการพรรค จะเป็นผู้อำนวยการ ขณะที่ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ จะดูแลยุทธศาสตร์และนโยบาย ที่จะต้องเตรียมการตั้งแต่ต้นปี 2554 ซึ่งจะสานต่อนโยบายของรัฐบาลและนโยบายใหม่ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และ
การเมือง ให้เดินหน้า ส่วนจะกลับมาเป็นรัฐบาลผสมกับพรรคร่วมรัฐบาลได้อีกหรือไม่นั้น ตนไม่สามารถตอบแทนพรรคการเมืองอื่นได้ โดยเห็นว่าเรื่องดังกล่าวจะมีความชัดเจน หลังการยุบสภาและเลือกตั้ง พร้อมกับยืนยันว่า ขณะนี้ คงไม่มีความเป็นไปได้ที่ พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ จะทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ มองว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น จะมีการแข่งขันที่เข้มข้น แต่เชื่อว่า คนส่วนใหญ่อยากให้ กระบวนการประชาธิปไตย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และพรรคการเมือง ก็คงไม่อยากเห็นความรุนแรง เนื่องจาก ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ขณะที่ ส่วนตัวมั่นใจว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะสามารถเพิ่มคะแนนเสียงในพื้นที่ภาคอีสานได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง การยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ โดยเชื่อว่าจะสามารถช่วยลดความตึงเครียดได้ในระดับหนึ่ง แต่เรื่องของความขัดแย้งคงไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ต้องดำเนินการลดพื้นที่ของผู้ที่ชอบใช้ความรุนแรงลง ทั้งนี้ยอมรับว่า ในปี 2554 จะยังมีการชุมนุมของ กลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ก็ต้องดูแลให้เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนยังไม่ทราบว่า จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมสีอื่น เพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ขณะเดียวกัน การที่ กลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะไม่สามารถจับมือกันได้นั้น จะต้องไม่มีแนวคิดประหัตประหารกัน จนนำไปสู่ความรุนแรง อย่างไรก็ตาม ตนไม่มีความขัดข้องที่จะมีการพูดคุยกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอีกครั้ง ภายหลังที่ ก่อนหน้านี้มีโอกาสพูดคุยกับ นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการแกนนำ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง ความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ควรได้ข้อยุติก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมาธิการ กำลังเร่งดำเนินการ โดยร่างมาตรา 190 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และส่วนตัวอยากให้จบ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร
ก็ขอให้ได้ข้อยุติ ซึ่งหลังจาก กรรมาธิการ ทำร่างแก้ไขเสร็จแล้ว แต่ละพรรคการเมือง ก็ต้องไปพิจารณากำหนดจุดยืน ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ หากการแก้ไขกลับสู่ประเด็นที่พรรคเคยคัดค้าน นั้น ก็จะยังคงยืนยันจุดยืนเดิม แต่ต้องรอดูรายละเอียดก่อน ซึ่งเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือว่ารัฐบาลหมดหน้าที่แล้ว จากนี้เป็นเรื่องของสภาที่จะพิจารณา ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นซักฟอกในสมัยการประชุมนี้ รัฐบาลก็จะต้องเตรียมข้อมูลไว้ตอบคำถามของฝ่ายค้าน
พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายด้านความมั่นคงในปี 2554 จะแก้ปัญหาความแตกแยกให้จบได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ไม่ใช่เพียงคำว่า จบ เท่านั้น แต่จะต้องมีความเปลี่ยนแปลงหลายเรื่อง อาทิ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พยายามให้ยกเลิกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกลับมาใช้กฎหมายปกติในพื้นที่ ที่สงบเรียบร้อย โดยคาดว่า จะสามารถใช้ กฎหมาย มาตรา 21 ได้ในเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ขณะนี้ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และส่วนใหญ่ไม่ได้จดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ซึ่งบางส่วนมีปัญหาเรื่องการพิสูจน์สัญชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องดำเนินการเพราะมีผลกระทบต่อความมั่นคง
การเมือง ให้เดินหน้า ส่วนจะกลับมาเป็นรัฐบาลผสมกับพรรคร่วมรัฐบาลได้อีกหรือไม่นั้น ตนไม่สามารถตอบแทนพรรคการเมืองอื่นได้ โดยเห็นว่าเรื่องดังกล่าวจะมีความชัดเจน หลังการยุบสภาและเลือกตั้ง พร้อมกับยืนยันว่า ขณะนี้ คงไม่มีความเป็นไปได้ที่ พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ จะทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ มองว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น จะมีการแข่งขันที่เข้มข้น แต่เชื่อว่า คนส่วนใหญ่อยากให้ กระบวนการประชาธิปไตย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และพรรคการเมือง ก็คงไม่อยากเห็นความรุนแรง เนื่องจาก ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ขณะที่ ส่วนตัวมั่นใจว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะสามารถเพิ่มคะแนนเสียงในพื้นที่ภาคอีสานได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง การยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ โดยเชื่อว่าจะสามารถช่วยลดความตึงเครียดได้ในระดับหนึ่ง แต่เรื่องของความขัดแย้งคงไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ต้องดำเนินการลดพื้นที่ของผู้ที่ชอบใช้ความรุนแรงลง ทั้งนี้ยอมรับว่า ในปี 2554 จะยังมีการชุมนุมของ กลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ก็ต้องดูแลให้เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนยังไม่ทราบว่า จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมสีอื่น เพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ขณะเดียวกัน การที่ กลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะไม่สามารถจับมือกันได้นั้น จะต้องไม่มีแนวคิดประหัตประหารกัน จนนำไปสู่ความรุนแรง อย่างไรก็ตาม ตนไม่มีความขัดข้องที่จะมีการพูดคุยกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอีกครั้ง ภายหลังที่ ก่อนหน้านี้มีโอกาสพูดคุยกับ นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการแกนนำ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง ความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ควรได้ข้อยุติก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมาธิการ กำลังเร่งดำเนินการ โดยร่างมาตรา 190 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และส่วนตัวอยากให้จบ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร
ก็ขอให้ได้ข้อยุติ ซึ่งหลังจาก กรรมาธิการ ทำร่างแก้ไขเสร็จแล้ว แต่ละพรรคการเมือง ก็ต้องไปพิจารณากำหนดจุดยืน ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ หากการแก้ไขกลับสู่ประเด็นที่พรรคเคยคัดค้าน นั้น ก็จะยังคงยืนยันจุดยืนเดิม แต่ต้องรอดูรายละเอียดก่อน ซึ่งเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือว่ารัฐบาลหมดหน้าที่แล้ว จากนี้เป็นเรื่องของสภาที่จะพิจารณา ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นซักฟอกในสมัยการประชุมนี้ รัฐบาลก็จะต้องเตรียมข้อมูลไว้ตอบคำถามของฝ่ายค้าน
พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายด้านความมั่นคงในปี 2554 จะแก้ปัญหาความแตกแยกให้จบได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ไม่ใช่เพียงคำว่า จบ เท่านั้น แต่จะต้องมีความเปลี่ยนแปลงหลายเรื่อง อาทิ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พยายามให้ยกเลิกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกลับมาใช้กฎหมายปกติในพื้นที่ ที่สงบเรียบร้อย โดยคาดว่า จะสามารถใช้ กฎหมาย มาตรา 21 ได้ในเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ขณะนี้ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และส่วนใหญ่ไม่ได้จดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ซึ่งบางส่วนมีปัญหาเรื่องการพิสูจน์สัญชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องดำเนินการเพราะมีผลกระทบต่อความมั่นคง
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี