.jpg?ip/crop/w670h402/q80/jpg)
หมา-แมวเลียหน้า อันตรายไหม? เสี่ยงต่างกันอย่างไร เผยจุดไหนต้องระวังพิเศษ
หมาแมวเลียหน้าอันตรายไหม? รู้จักเชื้อในน้ำลายสัตว์เลี้ยง จุดเสี่ยง และวิธีป้องกัน
สุนัขเข้ามาเลียแก้ม แมวเลียมือแล้วเจ้าของเผลอเอามาจับปาก เป็นภาพคุ้นเคยของหลายบ้านที่เลี้ยงสัตว์ แต่ความใกล้ชิดนี้ทำให้หลายคนสงสัยว่า น้ำลายของสัตว์เลี้ยงส่งเชื้อโรคถึงคนได้หรือไม่ คำตอบคือ มีโอกาสได้ โดยเฉพาะเมื่อน้ำลายสัมผัสแผลเปิด หรือเยื่อบุตา จมูก และปาก อย่างไรก็ตาม การถูกเลียไม่ได้หมายความว่าจะติดเชื้อทุกครั้ง เพราะความเสี่ยงขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่สัมผัส สุขภาพของคน และเชื้อที่สัตว์มีอยู่
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา หรือ CDC ระบุว่า ในช่องปากของสุนัขและแมวมีแบคทีเรียหลายชนิด สัตว์อาจดูแข็งแรงตามปกติ แต่เชื้อบางชนิดสามารถก่อโรคในคนได้เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ส่วนใหญ่คนที่สัมผัสสุนัขหรือแมวไม่ได้ป่วยจากการสัมผัสนั้น การรู้ว่าจุดไหนควรหลีกเลี่ยงจึงช่วยให้ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงได้อย่างปลอดภัยขึ้น
เลียแก้มกับเลียปาก เสี่ยงต่างกันอย่างไร?
ผิวหนังที่สมบูรณ์เป็นแนวกั้นสำคัญของร่างกาย หากสัตว์เลียบริเวณแก้มที่ไม่มีแผล ความเสี่ยงย่อมต่างจากการเลียแผลถลอกหรือสัมผัสเยื่อบุโดยตรง บริเวณดวงตา ภายในจมูก และภายในปากจึงเป็นจุดที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นพิเศษ แผลเล็ก ๆ จากการเกา โกนหนวด หรือผิวหนังอักเสบก็อาจเป็นช่องทางให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้
สำหรับโรคพิษสุนัขบ้า องค์การอนามัยโลก หรือ WHO แยกชัดเจนว่า การเลียบนผิวหนังที่ไม่มีแผลไม่ถือเป็นการสัมผัสเสี่ยงที่ต้องรับวัคซีนหลังสัมผัสโรค แต่หากน้ำลายของสัตว์ที่อาจมีเชื้อสัมผัสแผลหรือเยื่อบุ จะเป็นการสัมผัสที่ต้องได้รับการประเมินโดยเร็ว หากไม่แน่ใจว่าผิวหนังมีแผลหรือมีน้ำลายเข้าตาหรือปากหรือไม่ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
เชื้อในน้ำลายสุนัขและแมวที่ควรรู้จัก
1. Capnocytophaga เชื้อที่อาจรุนแรงในคนบางกลุ่ม
แบคทีเรียกลุ่ม Capnocytophaga พบได้ในช่องปากของสุนัขและแมว โดยชนิดที่เป็นที่รู้จักคือ Capnocytophaga canimorsus เชื้ออาจเข้าสู่ร่างกายผ่านการกัด หรือเมื่อน้ำลายสัตว์สัมผัสแผลเปิด การติดเชื้อพบไม่บ่อย แต่ในบางรายอาจรุนแรงจนเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดและอวัยวะทำงานผิดปกติได้
กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ไม่มีม้าม ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ได้รับยาเคมีบำบัดหรือยากดภูมิ และผู้มีความผิดปกติจากการใช้แอลกอฮอล์ อาการอาจมีทั้งแผลแดง บวม ปวด มีหนอง ไข้ หรืออาการผิดปกติทั่วร่างกาย หากเกิดอาการหลังถูกกัดหรือมีน้ำลายสัตว์สัมผัสแผล ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสสัตว์ด้วย
2. Pasteurella เชื้อที่เกี่ยวข้องกับแผลติดเชื้อ
Pasteurella โดยเฉพาะ Pasteurella multocida เป็นแบคทีเรียที่พบได้ในช่องปากสัตว์ เช่น สุนัขและแมว การติดเชื้อในคนมักเกี่ยวข้องกับการกัดหรือข่วน และมีรายงานการติดเชื้อจากการสัมผัสน้ำลายสัตว์ด้วย อาการที่พบบ่อยคือแผลอักเสบ แดง บวม และปวด ในบางรายเชื้ออาจลุกลามไปยังเนื้อเยื่อที่ลึกขึ้นหรือเกิดการติดเชื้อรุนแรงได้
จึงไม่ควรปล่อยให้สัตว์เลียแผล แม้แผลจะดูเล็กหรือสัตว์จะเป็นตัวที่เลี้ยงอยู่ในบ้าน หากถูกกัด โดยเฉพาะแผลลึก แผลบริเวณมือ ใบหน้า หรือใกล้ข้อ ควรให้แพทย์ประเมิน การทำความสะอาดเบื้องต้นช่วยลดความเสี่ยง แต่ไม่ทดแทนการตรวจรักษาเมื่อมีแผลเสี่ยง
3. Bartonella henselae เชื้อก่อโรคแมวข่วน
Bartonella henselae เป็นเชื้อก่อโรคแมวข่วน ซึ่งมักแพร่จากรอยข่วนที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยมีหมัดเป็นส่วนสำคัญของวงจรการแพร่เชื้อในแมว CDC ระบุว่า แมวที่มีเชื้ออาจแพร่เชื้อผ่านการกัดหรือการเลียแผลเปิดของคนได้เช่นกัน แมวที่มีเชื้อบางตัวอาจไม่แสดงอาการป่วยให้เห็น
ผู้ติดเชื้ออาจมีตุ่มบริเวณที่เชื้อเข้า ต่อมน้ำเหลืองโตหรือเจ็บ ไข้ และอ่อนเพลีย ส่วนผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าได้ การป้องกันจึงควรทำทั้งการหลีกเลี่ยงการกัด ข่วน และเลียแผล รวมถึงควบคุมหมัดตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
4. ไวรัสพิษสุนัขบ้า ไม่ต้องถูกกัดก็มีโอกาสสัมผัสเสี่ยงได้
ไวรัสพิษสุนัขบ้าอยู่ในน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ และเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านบาดแผลหรือเยื่อบุ เช่น ตา จมูก และปาก ดังนั้น การถูกสัตว์ที่อาจมีเชื้อเลียแผล หรือน้ำลายเข้าตาและปาก จึงต้องได้รับการประเมินแม้ไม่มีรอยกัด โรคนี้ป้องกันได้ด้วยการดูแลหลังสัมผัสอย่างทันท่วงที แต่เมื่อเริ่มแสดงอาการแล้วแทบทั้งหมดเสียชีวิต จึงไม่ควรรอให้มีอาการก่อนพบแพทย์
การฉีดวัคซีนให้สัตว์เลี้ยงตามกำหนดช่วยลดความเสี่ยงได้มาก หากเกิดการสัมผัสเสี่ยง ควรนำข้อมูลสุขภาพและประวัติวัคซีนของสัตว์ไปแจ้งแพทย์ด้วย อย่าตัดสินเองว่าปลอดภัยเพียงเพราะเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน หรือรอดูอาการสัตว์ก่อนเริ่มขอคำแนะนำทางการแพทย์
ใครควรระวังการให้น้องหมาน้องแมวเลียเป็นพิเศษ?
ความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้สัมผัสด้วย ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจรับมือกับเชื้อได้ยากกว่าคนทั่วไป ส่วนเด็กเล็กอาจหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณปากและตาได้ไม่ดี ผู้ดูแลจึงควรช่วยกำกับการเล่นและไม่ปล่อยให้สัตว์เลียหน้าเด็ก
- ผู้ไม่มีม้าม: มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบางชนิดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ Capnocytophaga
- ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง: เช่น ผู้ได้รับยาเคมีบำบัด ยากดภูมิ หรือมีโรคที่กระทบภูมิคุ้มกัน
- ผู้มีแผลเปิดหรือผิวหนังอักเสบ: ควรปิดแผลให้เหมาะสมและกันสัตว์ออกจากบริเวณแผล
- เด็กเล็ก: ควรมีผู้ใหญ่ดูแลขณะเล่นกับสัตว์ และหลีกเลี่ยงการนำหน้าเข้าใกล้ปากสัตว์
ถูกหมาหรือแมวเลียแล้ว ควรทำอย่างไร?
- เลียผิวหนังที่ไม่มีแผล: ล้างบริเวณนั้นด้วยสบู่และน้ำ โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับวัคซีนพิษสุนัขบ้าจากเหตุนี้เพียงอย่างเดียว
- เลียแผล หรือถูกกัดและข่วน: ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำไหลให้ทั่วประมาณ 15 นาที แล้วรีบพบแพทย์เพื่อประเมินการติดเชื้อ วัคซีนพิษสุนัขบ้า และบาดทะยักตามความเหมาะสม
- น้ำลายเข้าตา: ล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ ห้ามใส่สบู่หรือยาฆ่าเชื้อในตา และรีบขอรับการประเมิน
- น้ำลายเข้าปากหรือจมูก: ชะล้างด้วยน้ำสะอาดตามความเหมาะสม และพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อไม่ทราบประวัติสัตว์
- มีแผลบวมแดง ปวดมากขึ้น มีหนอง หรือมีไข้: พบแพทย์โดยเร็ว พร้อมแจ้งว่าเคยถูกสัตว์กัด ข่วน หรือเลียแผล
หากมีอาการซึม สับสน หายใจลำบาก หน้ามืด หรืออาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ควรไปห้องฉุกเฉินทันที ส่วนผู้ที่มีการสัมผัสเสี่ยงต่อพิษสุนัขบ้าไม่ควรรออาการเหล่านี้ เพราะการป้องกันต้องเริ่มก่อนป่วย แพทย์จะพิจารณาวัคซีนและอิมมูโนโกลบูลินตามลักษณะการสัมผัสและประวัติวัคซีนของผู้สัมผัส ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเหมือนกันทุกคน
ฉีดวัคซีนแล้ว น้ำลายสัตว์ปลอดเชื้อหรือยัง?
วัคซีนพิษสุนัขบ้าช่วยป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่ไม่ได้ทำให้น้ำลายสัตว์ปราศจากแบคทีเรียชนิดอื่น การดูแลช่องปากสัตว์เป็นประจำก็ไม่ใช่เหตุผลให้ปล่อยสัตว์เลียแผลหรือเยื่อบุได้อย่างปลอดภัย เจ้าของจึงควรดูแลทั้งวัคซีน สุขภาพช่องปาก การควบคุมหมัด และพฤติกรรมการเล่นร่วมกัน
อีกความเชื่อที่ควรปรับคือการปล่อยให้สัตว์เลียแผลเพื่อช่วยให้แผลหาย เพราะน้ำลายสัตว์อาจนำเชื้อเข้าสู่แผลและทำให้ติดเชื้อได้ ความสะอาดที่เรามองเห็นภายนอกไม่สามารถบอกได้ว่าสัตว์มีเชื้อในช่องปากหรือไม่ การทำแผลตามคำแนะนำทางการแพทย์จึงปลอดภัยกว่า
ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงได้ แค่เลี่ยงจุดเสี่ยง
การแสดงความรักกับสัตว์เลี้ยงไม่จำเป็นต้องให้เลียหน้า เจ้าของสามารถลูบตัว เล่นด้วย หรือฝึกให้สัตว์หยุดเลียเมื่อได้รับคำสั่ง พร้อมล้างมือก่อนกินอาหารและหลังสัมผัสน้ำลาย หากมีแผลควรปิดให้เหมาะสม และดูแลไม่ให้สัตว์เลียบริเวณนั้น
สรุปคือ หมาแมวเลียหน้าไม่ได้ทำให้ติดเชื้อทุกครั้ง แต่ควรหลีกเลี่ยงการเลียปาก ตา จมูก และแผลเปิด น้ำลายสัตว์อาจมีแบคทีเรียที่ก่อโรคได้ และหากสัตว์ติดพิษสุนัขบ้าก็สามารถแพร่เชื้อผ่านน้ำลายได้เช่นกัน การล้างทันทีเมื่อสัมผัส ดูแลสัตว์ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ และพบแพทย์เมื่อเกิดการสัมผัสเสี่ยง จะช่วยให้คนกับสัตว์เลี้ยงอยู่ใกล้ชิดกันได้อย่างมั่นใจขึ้น
