"เทพแห่งพายุฝน" ตัวจริงคือองค์นี้! เทวดาที่คนไทยคุ้นเคย ฝนตกอย่าโทษแต่พระพิรุณ

"เทพแห่งพายุฝน" ตัวจริงคือองค์นี้! เทวดาที่คนไทยคุ้นเคย ฝนตกอย่าโทษแต่พระพิรุณ

"เทพแห่งพายุฝน" ตัวจริงคือองค์นี้! เทวดาที่คนไทยคุ้นเคย ฝนตกอย่าโทษแต่พระพิรุณ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ฝนตกอย่าเพิ่งโทษพระพิรุณ! "เทพแห่งพายุฝน" ตัวจริงคือองค์นี้ ชื่อที่คนไทยคุ้นเคย เทียบได้กับเทพซุสและธอร์ของฝั่งตะวันตก

เวลาฝนตกหนัก น้ำท่วมขัง หรือพายุถล่มกลางชั่วโมงเร่งด่วน คนไทยมักจะบ่นอุทานเป็นเสียงเดียวกันว่า "พระพิรุณแกล้งกันอีกแล้ว!"

แต่ถ้าเปิดตำนานเทวะปกรณัมฉบับดั้งเดิม… คุณกำลังโทษผิดองค์! เพราะผู้คุมบังเหียนพายุ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และการสั่งให้ฝนเทลงมาจริง ๆ ไม่ใช่พระพิรุณ แต่คือ "พระอินทร์"

ตราสัญลักษณ์ "กรมอุตุนิยมวิทยา" คือพระอินทร์

ตราสัญลักษณ์ประจำ กรมอุตุนิยมวิทยา (Meteorological Department) คือองค์เทพมีพระวรกายสีเขียว นั่งขัดสมาธิอยู่เหนือก้อนเมฆ มือขวากุมอาวุธปลายแหลมที่มีประกายแสงพุ่งออกมา

นั่นคือ "พระอินทร์ทรงวชิราวุธ" เปล่งสายฟ้าท่ามกลางก้อนเมฆและพายุฝนนั่นเอง!

พระอินทร์: เทพเจ้าแห่งสายฟ้าและพายุฝนตัวจริง

ในยุคพระเวท (ยุคโบราณที่สุดของพราหมณ์-ฮินดู) พระอินทร์ไม่ได้เป็นเพียงราชาแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แต่ทรงมีสถานะเทียบเท่ากับเทพสายฟ้าชื่อดังของวัฒนธรรมอื่นอย่าง ซุส (Zeus) ของกรีก หรือ ธอร์ (Thor) ของนอร์ส

ในวัฒนธรรมของโลกตะวันออก “เทพแห่งพายุฝน” ถือเป็นเทพเจ้าเก่าแก่กลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับการสักการบูชา เนื่องจากมนุษย์เชื่อว่าเป็นเทพเจ้าที่มีอิทธิฤทธิ์และอำนาจในการดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แก่โลกมนุษย์และจักรวาล ซึ่งสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ในภูมิภาคที่ยังคงดำรงชีพด้วยการเพาะปลูกและทำการเกษตรโดยพึ่งพาอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก

เทพแห่งพายุฝนองค์แรก ๆ ที่ถูกกล่าวถึงในสมัยพระเวท ยุคสมัยที่เรียกขานตามชื่อคัมภีร์พระเวท คัมภีร์สำคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คือ “พระอินทร์” โดยพบว่าในคัมภีร์ฤคเวท ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุด มีบทสดุดีสรรเสริญพระอินทร์โดยลำพังอยู่มากถึง 250 บท นับเป็นหนึ่งในสี่ส่วนของคัมภีร์ทั้งหมด

ตามเรื่องราวที่ปรากฏในคัมภีร์พระเวท พระอินทร์เป็นเทพเจ้าสำคัญ จัดอยู่ในกลุ่มเทพชั้นบรรยากาศ เป็นผู้ปกครองสวรรค์และเป็นประมุขของเหล่าทวยเทพ ทั้งยังเป็นผู้อภิบาลมนุษย์โลก โดยมีหน้าที่สำคัญคือการปราบ อสูรวฤตระ (อสูรแห่งความแห้งแล้งและความมืด) เพื่อบันดาลให้เกิดน้ำและแสงสว่างแก่โลก

พระอินทร์มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกมากมายตามคติไทย ฮินดู และพุทธ เช่น ท้าวสักกะเทวราช หรือ ท้าวสักกะ, ท้าวสหัสนัยน์, ท้าวโกสีย์, พระอมรินทร์, ท้าวอมรินทร์เทวาธิราช, พระศักรินทร์, พระมัฆวาน

เทวลักษณะของพระอินทร์ตามคัมภีร์พระเวท มีพระวรกายเป็นสีทองอำพัน มีศัตราวุธและพาหนะประจำพระองค์ที่ล้วนมีนัยเชื่อมโยงกับท้องฟ้าและพายุฝนทั้งสิ้น

ศัตราวุธและเทพพาหนะของพระอินทร์

  • วัชระ (สายฟ้า): มีชื่อเรียกว่า “วชิราวุธ” มีลักษณะเป็นแฉกคมกล้าดั่งเพชร ทรงอานุภาพยิ่งใหญ่ดุจสายฟ้าที่พาดผ่านโลก ตำนานเล่าว่าพระองค์ทรงใช้วชิระฟาดฟันอสูร วฤตราสูร (อสูรแห่งความแห้งแล้ง) เพื่อปลดปล่อยสายน้ำและสายฝนที่ถูกกักขังให้ตกลงมาหล่อเลี้ยงโลกมนุษย์

  • ลูกธนูและคันศร: เป็นศัตราวุธที่เชื่อมโยงกับท้องฟ้า โดยคันศรเปรียบได้กับสายรุ้ง ส่วนลูกธนูมีอานุภาพและรังสีร้อนแรงดุจแสงอาทิตย์ ทั้งยังยิงกระจายออกได้ดั่งสายฝน

  • อังกุศะ (ขอสับช้าง): ศัตราวุธที่ใช้ประทานความมั่งคั่งแก่ผู้เซ่นสรวงบูชา และแสดงถึงความสัมพันธ์กับ ช้างเอราวัณ เทพพาหนะ 33 เศียร

    ในวัฒนธรรมอินเดียเชื่อว่า ช้างเป็นสัตว์ให้น้ำ เนื่องจากมีผิวสีเทาเหมือนเมฆฝน และมีงวงคล้ายนาคที่พ่นน้ำได้ ช้างจึงเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ การที่พระอินทร์มีอังกุศะจึงสื่อถึงอำนาจในการควบคุมเมฆฝนด้วย

  • ชาละ (ตาข่าย): ปรากฏในคัมภีร์อาถรรพเวท โดยเปรียบเทียบอากาศว่าเป็นดั่งร่างแหหรือตาข่ายของพระอินทร์

นอกจากนี้ ในคัมภีร์อื่น ๆ เช่น คัมภีร์มหาภารตะ ยังกล่าวถึงศัตราวุธอื่น ๆ ได้แก่ ปาศะ (บ่วงบาศ) สำหรับต่อสู้กับท้าวพลิ, ดาบและเกราะ สำหรับทำศึกกับเหล่าอสูร รวมถึง สังข์เทวทัตตะ ที่นำมาใช้สอนอรชุน

บทบาทที่เปลี่ยนผ่านสู่สังคมไทย

ต่อมาในช่วงหลังสมัยพระเวท พระอินทร์ลดบทบาทลงจนกลายเป็นเทพชั้นรองจากกลุ่มเทพตรีมูรติ และชื่อของพระองค์กลายเป็นเพียงชื่อตำแหน่งของเทวราชองค์หนึ่งเท่านั้น

ครั้นเมื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและพระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่ดินแดนไทย พระอินทร์ได้รับการนับถือในฐานะ “ท้าวสักกะเทวราช” ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มหาเทพผู้ค้ำจุนพระพุทธศาสนา และเทพประจำทิศตะวันออก โดยมีรูปลักษณ์เด่นที่คุ้นเคยกันคือ มีพระวรกายสีเขียวและทรงช้างเอราวัณ

แม้ในมิติความเชื่อไทย พระอินทร์จะยังมีคุณลักษณะของการดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลสืบทอดมาจากสมัยพระเวท (เช่น การประกอบ พระราชพิธีพิรุณศาสตร์ เพื่อขอฝน) แต่บทบาทหลักที่โดดเด่นในสายตาคนไทยกลับเป็นบทบาทผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนามากกว่า

ส่วนการขอฝนของชาวบ้านในระดับวิถีชุมชน เกษตรกรในชนบทจะนิยมขอฝนจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสัตว์สัญลักษณ์พื้นถิ่น เช่น พญาแถน, พญานาค, พญาคันคาก หรือปลาช่อน ตามคติความเชื่อท้องถิ่นมากกว่าการบวงสรวงบูชาพระอินทร์โดยตรง

"พระพิรุณ" คือใคร?

พระพิรุณ มาจากพระนามเดิมในภาษาสันสกฤตว่า “พระวรุณ” (Varuna) ตามคติศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ทรงเป็นมหาเทพแห่งน้ำและสายฝน ทั้งยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลผู้พิทักษ์รักษาทิศประจิม (ทิศตะวันตก)

บทบาทและตำนานในคัมภีร์โบราณ

  • เจ้าฟ้าแห่งราตรีและผู้คุมสัจจะ (สมัยฤคเวท): ในยุคโบราณ พระวรุณจัดเป็นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่คู่กับ พระอาทิตย์ (พระมิตระ) โดยพระอาทิตย์ทำหน้าที่ดูแลกลางวัน ส่วนพระวรุณดูแลกลางคืน ได้รับการขนานนามว่า "เจ้าฟ้าอันอยู่ทั่วไป" มีฐานะเป็นผู้บำรุงโลกสวรรค์และมนุษยโลกด้วยผืนน้ำ พระองค์ทรงรักความซื่อสัตย์ ชิงชังคำเท็จ มีเทวทูตคอยสอดส่องบันทึกบัญชีกรรมส่งให้พระยม และจะใช้บ่วงคล้องจับผู้กระทำบาปไปลงทัณฑ์

  • เจ้าแห่งน้ำและบทบาทในมหากาพย์: พระวรุณมีฉายาว่า "พระสินธุปติ" แปลว่า เจ้าน้ำทั่วไป ในวรรณคดี รามายณะ พระองค์ปรากฏกายเพื่อชี้แนะวิธีสร้างสะพานข้ามสู่กรุงลงกาแก่พระราม ส่วนใน รามเกียรติ์ ฉบับไทย ทรงรับหน้าที่เป็นทัพกองเกียกกายในศึกรบกับอินทรชิต

  • ในพระพุทธศาสนา: ในพระไตรปิฎก (ธชัคคสูตร) ปรากฏพระนามของพระวรุณในฐานะเทวราชองค์สำคัญ มีศักดิ์รองจากท้าวสักกะและพระประชาบดี

  • ในพระราชนิพนธ์ไทย: พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ใน พระนลคำหลวง ว่า พระพิรุณจัดอยู่ในกลุ่มเทพคณะอาทิตย์ ทรงเป็นเทพแห่งความยุติธรรมผู้ล่วงรู้การกระทำของสรรพสัตว์ แม้แต่การกะพริบตากี่ครั้งก็มิอาจรอดพ้นสายพระเนตร

  • เทียบเคียงปกรณัมตะวันตก: พระวรุณมีสถานะเป็นเทพแห่งสายน้ำเทียบเท่ากับ โพไซดอน (Poseidon) ในเทพปกรณัมกรีก และ เนปจูน (Neptune) ในเทพปกรณัมโรมัน

  • พระนามอื่น ๆ: พระชลปติ, พระชลพิมพา, พระนีลปุรุษ, พระปาศปาณี, พระอัมพุราช และพระยาทปติ

สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ในสังคมไทย

ในสังคมไทย พระพิรุณได้รับการเคารพยกย่องในฐานะเทพผู้ประทานน้ำและความชุ่มฉ่ำแก่พืชผลทางการเกษตร จึงถูกนำมาประดิษฐานเป็นตราสัญลักษณ์สำคัญของหน่วยงานด้านกสิกรรมของประเทศ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ตราพระพิรุณทรงนาค) รวมถึง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์และความเจริญงอกงามของผืนแผ่นดินไทย

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล