เปิดประวัติศาสตร์ไทย มีการทำยุทธหัตถีกี่ครั้ง? ก่อนจบศึกครั้งสุดท้ายที่ "พระนเรศวร"
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1981/9905991/new-thumbnail1200x720_v2(1).jpgเปิดประวัติศาสตร์ไทย มีการทำยุทธหัตถีกี่ครั้ง? ก่อนจบศึกครั้งสุดท้ายที่ "พระนเรศวร"

เปิดประวัติศาสตร์ไทย มีการทำยุทธหัตถีกี่ครั้ง? ก่อนจบศึกครั้งสุดท้ายที่ "พระนเรศวร"

แชร์เรื่องนี้
google ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google

เปิดประวัติศาสตร์ไทย มีการทำยุทธหัตถีกี่ครั้ง? ย้อน 5 เหตุการณ์ใหญ่ 7 คู่ชนช้าง 

เมื่อกล่าวถึง “ยุทธหัตถี” คนไทยส่วนใหญ่มักนึกถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงชนช้างกับพระมหาอุปราชา แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทยยังกล่าวถึงการชนช้างของพระมหากษัตริย์ พระราชโอรส และพระบรมวงศานุวงศ์อีกหลายพระองค์ หากนับเฉพาะเหตุการณ์สำคัญที่ปรากฏในจารึกและพระราชพงศาวดารซึ่งได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลาย จะรวบรวมได้อย่างน้อย 5 เหตุการณ์ใหญ่ หรือ 7 คู่ยุทธหัตถี

ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ข้อยุติว่าประวัติศาสตร์ไทยมีการชนช้างเพียงเท่านี้ เพราะคำว่า “ยุทธหัตถี” อาจถูกใช้ทั้งในความหมายของการต่อสู้ตัวต่อตัวบนหลังช้าง และการรบบนหลังช้างท่ามกลางกองทัพ นอกจากนี้ เอกสารแต่ละฉบับยังบันทึกรายละเอียด ชื่อบุคคล สถานที่ และศักราชแตกต่างกัน บทความนี้จึงนับตามเหตุการณ์เด่นที่มีข้อความระบุถึงการชนช้างอย่างชัดเจน

ยุทธหัตถีคืออะไร

คำว่า “ยุทธหัตถี” หมายถึงการต่อสู้บนหลังช้าง โดยมักเกิดขึ้นระหว่างกษัตริย์ เจ้านาย หรือแม่ทัพระดับสูงในสนามรบ ช้างศึกทำหน้าที่เสมือนพาหนะรบขนาดใหญ่ ช่วยให้ผู้บังคับบัญชามองเห็นสนามรบและต่อสู้จากตำแหน่งที่ได้เปรียบ การชนช้างจึงถือเป็นการศึกที่สะท้อนทั้งพระปรีชาสามารถ ความกล้าหาญ และสถานะของผู้นำกองทัพในอดีต

กรมศิลปากรอธิบายว่า การรบบนหลังช้างเป็นรูปแบบการศึกสำคัญของชนชั้นปกครองในดินแดนที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดีย รวมถึงลังกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม ยุทธหัตถีไม่จำเป็นต้องเป็นการนัดหมายออกมาดวลกันตามลำพังเสมอไป หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นท่ามกลางการตะลุมบอนของกองทัพ ก่อนช้างของผู้นำทั้งสองฝ่ายจะเข้าปะทะกัน

ครั้งที่ 1 พระราม หรือพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ชนช้างกับขุนสามชน

หลักฐานเก่าแก่ที่กล่าวถึงกษัตริย์ไทยทรงชนช้างปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ 1 เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด ยกกองทัพเข้ามาตีเมืองตาก ขณะนั้นพระราม พระราชโอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ มีพระชนมายุ 19 พรรษา และเสด็จร่วมรบในกองทัพสุโขทัย

เมื่อกองทัพฝ่ายพระราชบิดาเสียที พระรามทรงไสช้างชื่อ เบกพล เข้าชนช้าง มาสเมือง ของขุนสามชน จนขุนสามชนพ่ายหนีไป หลังการรบ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงพระราชทานพระนามว่า “พระรามคำแหง” ซึ่งมีความหมายถึงพระรามผู้กล้าหาญ เหตุการณ์นี้จึงมักได้รับการยกให้เป็นหลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่บันทึกการยุทธหัตถีของพระมหากษัตริย์ไทย

ครั้งที่ 2 เจ้าอ้ายพระยา ชนช้างกับเจ้ายี่พระยา ชิงราชสมบัติอยุธยา

พ.ศ. 1967 หลังสมเด็จพระนครินทราธิราช หรือสมเด็จพระอินทราชา เสด็จสวรรคต พระราชโอรสองค์โตคือเจ้าอ้ายพระยาและพระราชโอรสองค์รองคือเจ้ายี่พระยา ต่างยกกำลังเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาเพื่อชิงราชสมบัติ กองทัพของทั้งสองพระองค์เผชิญหน้ากันบริเวณเชิงสะพานป่าถ่าน และทรงชนช้างต่อสู้กัน

พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ บันทึกว่าพระราชกุมารทั้งสองทรงชนช้างกันจนสิ้นพระชนม์ทั้งคู่ ราชสมบัติจึงตกแก่เจ้าสามพระยา พระอนุชาองค์ที่สาม ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ต่อมาพระองค์โปรดให้สร้างวัดราชบูรณะบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระเชษฐาทั้งสอง ส่วนจุดที่ทรงชนช้างมีเจดีย์สององค์สร้างเป็นอนุสรณ์

ครั้งที่ 3 สมเด็จพระอินทราชา ชนช้างกับหมื่นนคร

ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีสงครามระหว่างกรุงศรีอยุธยากับอาณาจักรล้านนาเพื่อแย่งชิงอำนาจเหนือหัวเมืองทางเหนือ พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ระบุว่า สมเด็จพระอินทราชา พระราชโอรสในสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงเข้าปะทะกับกองทัพฝ่ายล้านนา และได้ชนช้างกับแม่ทัพที่เรียกว่า หมื่นนคร

ระหว่างการต่อสู้ ช้างข้าศึกถึงสี่เชือกเข้ารุมช้างพระที่นั่งเพียงเชือกเดียว และสมเด็จพระอินทราชาต้องพระแสงปืนที่พระพักตร์ ก่อนที่ทัพล้านนาจะยกกลับ เหตุการณ์นี้มักกำหนดอยู่ราว พ.ศ. 2006 ตามลำดับศักราชในพงศาวดาร นับเป็นยุทธหัตถีสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในบทเรียนทั่วไป

ข้อมูลส่วนนี้ควรแยกออกจากศึกเมืองชากังราวในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 หรือขุนหลวงพะงั่ว แม้พงศาวดารบันทึกว่าพระองค์ทรงยกทัพไปตีเมืองชากังราวหลายครั้ง แต่ข้อความหลักฐานที่ใช้กันทั่วไปไม่ได้ระบุชัดว่าขุนหลวงพะงั่วทรงชนช้างกับเจ้าเมืองชากังราว ดังนั้น จึงไม่ควรนับเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นคู่ยุทธหัตถีโดยปราศจากข้อสังเกต

ครั้งที่ 4 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ชนช้างกับพระเจ้าแปร

พ.ศ. 2091 ในสงครามระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกองทัพพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้แห่งหงสาวดี สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงยกทัพออกไปตรวจดูข้าศึกบริเวณทุ่งภูเขาทอง ก่อนทรงเข้าชนช้างกับกองทัพหน้าซึ่งมีพระเจ้าแปรเป็นแม่ทัพ ช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสียทีและหันหลังให้ข้าศึก ทำให้พระเจ้าแปรทรงขับช้างติดตามมา

เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของวีรกรรมสมเด็จพระสุริโยทัย ซึ่งเสด็จร่วมกองทัพโดยทรงแต่งพระองค์อย่างพระมหาอุปราช เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระราชสวามีกำลังตกอยู่ในอันตราย พระองค์จึงทรงขับช้างเข้าขวาง การรบในครั้งเดียวกันจึงเกิดการชนช้างต่อเนื่องถึงสองคู่

ครั้งที่ 5 สมเด็จพระสุริโยทัย ชนช้างกับพระเจ้าแปร

สมเด็จพระสุริโยทัยทรงขับช้างพระที่นั่งเข้ารับช้างของพระเจ้าแปร เพื่อป้องกันสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แต่ช้างพระที่นั่งของพระองค์เสียทีแก่ช้างข้าศึก พระเจ้าแปรจึงใช้พระแสงของ้าวฟันถูกพระอังสา จนสมเด็จพระสุริโยทัยสิ้นพระชนม์บนคอช้าง

พระองค์ได้รับการยกย่องเป็นวีรกษัตรีผู้สละพระชนมชีพเพื่อปกป้องพระราชสวามีและแผ่นดิน หากนับตามหลักฐานประวัติศาสตร์ที่ได้รับการกล่าวถึงโดยทั่วไป สมเด็จพระสุริโยทัยยังทรงเป็นสตรีพระองค์สำคัญเพียงพระองค์เดียวที่มีบันทึกว่าเข้าร่วมการยุทธหัตถี อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของเหตุการณ์ที่เล่าสืบต่อกันมาส่วนใหญ่อาศัยพระราชพงศาวดารซึ่งชำระขึ้นในสมัยหลัง

ภาพยนตร์สุริโยไท (2544)Sahamongkolfilmภาพยนตร์สุริโยไท (2544)

ครั้งที่ 6 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ชนช้างกับพระมหาอุปราชา

ยุทธหัตถีที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2135 ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี ตามเรื่องราวในพระราชพงศาวดารไทย ช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรพาพระองค์เข้าไปอยู่ท่ามกลางกองทัพฝ่ายตรงข้าม ก่อนจะทรงท้าพระมหาอุปราชาให้ออกมาทำยุทธหัตถี

เมื่อช้างทั้งสองเข้าปะทะ สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์บนคอช้าง ชัยชนะครั้งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของพระปรีชาสามารถและการรักษาเอกราชของกรุงศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม เอกสารไทย พม่า และหลักฐานต่างชาติบรรยายรายละเอียดของสมรภูมิแตกต่างกัน จึงควรระบุว่าเนื้อหาที่คนไทยคุ้นเคยมาจากแนวเรื่องในพระราชพงศาวดารไทยเป็นหลัก

ครั้งที่ 7 สมเด็จพระเอกาทศรถ ชนช้างกับมังจาชโร

ในสมรภูมิเดียวกัน สมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเข้าชนช้างกับแม่ทัพฝ่ายหงสาวดีที่เอกสารไทยเรียกว่า มังจาชโร หรือสะกดแตกต่างกันในบางแหล่งว่า มังจาปะโร พระองค์ทรงใช้พระแสงของ้าวฟันคู่ต่อสู้เสียชีวิตบนคอช้างและได้รับชัยชนะเช่นกัน

ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 จึงไม่ได้มีเพียงคู่ของสมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชาเท่านั้น แต่ยังมีคู่ของสมเด็จพระเอกาทศรถเกิดขึ้นในสนามรบเดียวกันด้วย เหตุการณ์ครั้งนี้มักได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นศึกยุทธหัตถีครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ไทย แม้การใช้ช้างในสงครามจะยังไม่ได้หมดไปทันทีหลังจากนั้น

ภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 ยุทธหัตถี (2557)Sahamongkolfilmภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 ยุทธหัตถี (2557)

 

ลำดับยุทธหัตถีสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย

ลำดับคู่ คู่ยุทธหัตถี ช่วงเวลา เหตุการณ์สำคัญ
1 พระราม กับขุนสามชน สมัยสุโขทัย ศึกเมืองตาก หลักฐานปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1
2 เจ้าอ้ายพระยา กับเจ้ายี่พระยา พ.ศ. 1967 ชนช้างชิงราชสมบัติที่สะพานป่าถ่าน
3 สมเด็จพระอินทราชา กับหมื่นนคร ราว พ.ศ. 2006 สงครามอยุธยากับล้านนาบริเวณหัวเมืองเหนือ
4 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กับพระเจ้าแปร พ.ศ. 2091 ช้างพระที่นั่งฝ่ายอยุธยาเสียทีแก่ข้าศึก
5 สมเด็จพระสุริโยทัย กับพระเจ้าแปร พ.ศ. 2091 ทรงสละพระชนมชีพเพื่อปกป้องพระราชสวามี
6 สมเด็จพระนเรศวร กับพระมหาอุปราชา พ.ศ. 2135 ยุทธหัตถีที่เป็นที่จดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
7 สมเด็จพระเอกาทศรถ กับมังจาชโร พ.ศ. 2135 เกิดขึ้นในสมรภูมิเดียวกับยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวร

แหล่งข้อมูล

  1. ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  2. พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์
  3. ฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีสำคัญในประเทศไทย: เจดีย์เจ้าอ้ายพระยา–เจ้ายี่พระยา
  4. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน: สมเด็จพระสุริโยทัย
  5. กรมศิลปากร: ห้องยุทธหัตถี