ย้อนภารกิจดำดิ่งสู่ “นรก” ใต้ก้นมหาสมุทร ค้นหา “สุสานสงคราม” ที่ไม่อาจล่วงล้ำ!

ย้อนภารกิจดำดิ่งสู่ “นรก” ใต้ก้นมหาสมุทร ค้นหา “สุสานสงคราม” ที่ไม่อาจล่วงล้ำ!

ย้อนภารกิจดำดิ่งสู่ “นรก” ใต้ก้นมหาสมุทร ค้นหา “สุสานสงคราม” ที่ไม่อาจล่วงล้ำ!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ภารกิจกล้าหาญปี 2026: ขุดกู้ซากเรือ "Oryoku Maru" ใต้ก้นมหาสมุทร ปลดล็อกความลับและร่างเชลยศึกสงครามโลก

ตลอดช่วงเวลากว่า 80 ปีที่ผ่านมา ซากเรือนรก "โอยาโรกุ มารู" (Oryoku Maru) ที่จมสงบนิ่งอยู่ใต้ท้องทะเลนอกชายฝั่งประเทศฟิลิปปินส์ ถูกมองว่าเป็น "สุสานสงคราม" อันศักดิ์สิทธิ์และยากเกินกว่าจะเข้าถึงได้

สภาพของตัวเรือถูกแรงระเบิดฉีกเป็นชิ้นๆ พังถล่ม และถูกทับถมจมลึกลงไปในโคลนทรายใต้ท้องทะเล ทำให้โอกาสที่จะพาอัฐิของเชลยศึกชาวอเมริกันหลายร้อยนายกลับคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัวดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ในปัจจุบัน ปฏิบัติการค้นหาอันทะเยอทะยานของ สำนักงานเชลยศึกและสูญหายของกองทัพสหรัฐฯ (DPAA) กำลังจุดจุดประกายความหวังครั้งใหม่ เพื่อยุติความเจ็บปวดอันยาวนานที่ตกทอดมาหลายชั่วอายุคน

ท่ามกลางความมืดมิดเกือบจะสมบูรณ์แบบใต้ก้นทะเล พันจ่าตรี เทย์เลอร์ ลูคัส (Taylor Lucas) นักประดาน้ำแห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้คืบคลานและค้นหาไปตามชั้นตะกอนโคลน ไม้ และเศษเหล็กของซากเรือ ตะกอนที่หนาทึบทำให้แสงไฟฉายใต้ตึกแทบจะไม่มีประโยชน์ จนกระทั่งมือของเขาได้สัมผัสเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่งที่มีลักษณะแปลกไปจากเศษหินเศษเหล็ก

"ผมมีความรู้สึกว่า นี่อาจจะเป็นสิ่งสำคัญมากๆ" ลูคัสย้อนนึกถึงวินาทีนั้น

มันคือ รองเท้าบูตเก่าแก่ ชิ้นหนึ่งที่สภาพพื้นและส่วนหนังยังคงอยู่อย่างสมบูรณ์ และเมื่อนำขึ้นมาบนผืนน้ำ ผู้เชี่ยวชาญก็ต้องตะลึงเมื่อพบข้อความที่สลักไว้บนพื้นรองเท้าว่า "U.S. Army"

รองเท้าคู่ดังกล่าวกลายเป็นหลักฐานอันชัดเจนที่สุด ที่ยืนยันว่าทีมนักวิจัยกำลังเข้าใกล้เป้าหมายที่ตามหามานานหลายทศวรรษ นั่นคือการตามหาร่างของเชลยศึกชาวอเมริกันประมาณ 250 นาย ที่ต้องสังเวยชีวิตเมื่อฝ่ายเดียวกันทิ้งระเบิดใส่เรือของญี่ปุ่นโดยไม่รู้ว่าเป็นเรือขนเชลยศึก ในช่วงเดือนธันวาคม ปี 1944 ระหว่างปฏิบัติการยึดฟิลิปปินส์คืน


การเดินทางที่ไม่เคยสิ้นสุดของครอบครัวหนึ่ง

สำหรับ คริสโตเฟอร์ ชูรตซ์ (Christopher Schurtz) ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายแค่ในเชิงประวัติศาสตร์ แต่คือความหวังในการเยียวยาบาดแผลทางใจที่ส่งต่อกันมาถึง 3 รุ่น

คุณตาของเขาคือ พันตรี พอล ชูรตซ์ (Paul Schurtz) ซึ่งเสียชีวิตบนเรือโอยาโรกุ มารู ขณะมีอายุได้เพียง 43 ปี โดยก่อนเกิดสงคราม พอลเป็นพนักงานไปรษณีย์ในรัฐนิวเม็กซิโก และเป็นผู้นำวงขับร้องของโบสถ์ท้องถิ่น ในปี 1941 เขาต้องออกเดินทางไปรบที่ฟิลิปปินส์ โดยทิ้ง เจอรัลด์ ลูกชายวัย 5 ขวบ, ลูกสาววัย 1 ขวบ และภรรยาที่กำลังอุ้มท้องลูกชายคนยิ้มเอาไว้ ซึ่งเขาไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าลูกคนนี้อีกเลย

คริสโตเฟอร์เติบโตมาพร้อมกับเรื่องเล่าของคุณพ่อเกี่ยวกับการลาครั้งสุดท้ายของคุณตาทึ่สถานีรถไฟ Fort Bliss ความสูญเสียดังกล่าวหล่อหลอมชีวิตของเจอรัลด์ (พ่อของคริสโตเฟอร์) จนเขาสมัครเข้ากองทัพสหรัฐฯ รับราชการนานถึง 28 ปีจนได้ยศพันเอก และใช้เวลาหลายปีตามหาข้อมูลของคุณพ่อที่สูญหาย ขณะที่คริสโตเฟอร์ในเวลาต่อมาได้กลายเป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์

"ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าหลังจากผ่านไปหลายปี เรื่องนี้จะกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ ผมแค่หวังว่าพ่อของผมจะมีชีวิตอยู่เพื่อได้เห็นสิ่งนี้" คริสโตเฟอร์กล่าวด้วยความสะเทือนใจ เมื่อทราบว่ามีโอกาสที่อัฐิของคุณตาจะถูกนำกลับบ้าน


การตามหานานหลายทศวรรษใต้ความทรงจำอันเจ็บปวด

ปัจจุบัน มีทหารอเมริกันอีกราว 80,000 นายที่ยังคงสูญหาย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และนับตั้งแต่ปี 1973 เป็นต้นมา สหรัฐฯ สามารถระบุตัวตนและยืนยันอัฐิกลับคืนมาได้ไม่ถึง 4,000 รายเท่านั้น

เรือโอยาโรกุ มารู ถือเป็นภารกิจที่ยากลำบากที่สุดภารกิจหนึ่ง เรือความยาว 133 เมตรลำนี้แทบจะถูกอัดแบนราบอยู่ใต้ก้นทะเล แถมบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกันทำให้ทีมนักวิจัยไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ามีเชลยศึกเสียชีวิตไปพร้อมกับเรือกี่นาย

หลังสงครามสิ้นสุดลง กองทัพเรือสหรัฐฯ เคยใช้ใช้วัตถุระเบิดทำลายซากเรือเพื่อค้นหาร่างผู้เสียชีวิต แต่กลับได้ชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะมาเพียง 2 ชิ้นเท่านั้น ในปี 1946 ภารกิจจึงถูกยกเลิก และกำหนดให้ซากเรือเป็นสุสานใต้ทะเล จนกระทั่งช่วงต้นทศวรรษ 2010 DPAA จึงได้ฟื้นฟูความพยายามนี้อีกครั้ง นักประวัติศาสตร์ได้รวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งเอกสารทางทหาร, คำบอกเล่าของผู้รอดชีวิต, รายชื่อผู้โดยสาร และการสำรวจพื้นที่จริงบริเวณอ่าวซูบิก (Subic Bay) จนสามารถหาแบบแปลนเรือและสร้างแบบจำลอง 3 มิติได้ถึง 7 รูปแบบ จนยืนยันได้ว่าภารกิจขุดกู้ร่างมีความเป็นไปได้ทางเทคนิค


ขุมนรกบนเรือ "โอยาโรกุ มารู"

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1944 เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรประมาณ 1,619 นาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารอเมริกัน ได้ถูกยัดบาตรอัดแน่นลงไปในเรือโอยาโรกุ มารู เชลยส่วนใหญ่เป็นผู้รอดชีวิตจาก "การเดินทัพทางยุทธวิธีบาตาน" (Bataan Death March) อันโหดร้าย แต่ช่วงเวลาบนเรือลำนี้กลับทารุณยิ่งกว่า

ดั้งเดิมแล้ว โอยาโรกุ มารู เป็นเรือโดยสารหรูหราที่ถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดมาเพื่อใช้ขนส่งม้า ระบบระบายอากาศที่เคยใช้ดูแลม้าถูกปิดลงเมื่อนำมาใช้บรรทุกเชลย เชลยหลายร้อยคนต้องอัดแน่นอยู่ในห้องใต้ท้องเรือท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงเกือบ 50 องศาเซลเซียส หลายคนสบประทานและหมดสติจากการขาดอากาศหายใจและภาวะขาดน้ำ ถังถังขยะที่ใช้แทนห้องน้ําก็เจิ่งนองไปด้วยสิ่งปฏิกูลอย่างรวดเร็ว

จอห์น แมคมานัส (John McManus) นักประวัติศาสตร์ให้ความเห็นว่า "'นรก' อาจยังเป็นคำที่เบาเกินไปสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นบนเรือลำนั้น"

ผู้รอดชีวิตเล่าว่า บางคนต้องดื่มปัสสาวะของตัวเองเพื่อประทังชีวิต บางคนคลั่งจนเสียสติจากความหิวน้ำและทำร้ายเพื่อนร่วมรบ หยดน้ำเล็กๆ ที่เกาะอยู่บนท่อเหล็กสนิมเกรอะกลายเป็นสิ่งที่มีค่าดั่งอัญมณี

ในวันที่ 14 และ 15 ธันวาคม 1944 เครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากทิ้งระเบิดใส่เรือโอยาโรกุ มารู อย่างต่อเนื่อง โดยที่ผู้บังคับบัญชาฝั่งอเมริกันไม่รู้เลยว่ามีเชลยศึกชาวอเมริกันแออัดอยู่ภายใน เชลยใต้ท้องเรือได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กๆ ชาวญี่ปุ่นที่อยู่บนเรือ และใครก็ตามที่พยายามจะหนีออกจากห้องใต้ท้องเรือจะถูกทหารญี่ปุ่นยิงทิ้งทันที

เมื่อเรือโอยาโรกุ มารู เริ่มจมลงสู่อ่าวซูบิก ทหารญี่ปุ่นได้สละเรือ ขณะที่เชลยศึกต้องว่ายน้ำเสี่ยงตายเข้าหาฝั่ง มีผู้เสียชีวิตประมาณ 225 รายจากการโจมตีทางอากาศ และอีก 55 รายจมน้ำหรือถูกยิงเสียชีวิตขณะว่ายน้ำ ผู้รอดชีวิตที่เหลือถูกส่งขึ้น "เรือนรก" อีก 2 ลำ และต้องเผชิญกับความสูญเสียต่อไประหว่างทางไปญี่ปุ่น

ในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต อนุศาสนาจารย์ทหารอเมริกันท่านหนึ่งได้ตระกองกอดศีรษะของนายทหารยศพันตรีคนหนึ่งไว้พร้อมกับสวดมนต์ให้ คริสโตเฟอร์เชื่อมั่นว่า นายทหารท่านนั้นคือ คุณตาของเขาเอง พ่อของเขาเคยพูดเสมอว่า การตายของคุณตาเปรียบเสมือน "ความผิดพลาดอันน่าสะพรึงกลัว"

หลายปีต่อมา คริสโตเฟอร์ได้ค้นพบม้วนฟิล์มภาพยนตร์เก่าของครอบครัว บนหน้าจอปรากฏภาพของคุณตากำลังจูงมือพ่อของเขาที่สถานีรถไฟก่อนวันออกเดินทางสู่สนามรบ "ผมไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง คนที่ผมรู้จักผ่านเรื่องเล่ามาตลอดชีวิต จู่ๆ ก็มีชีวิตขึ้นมาต่อหน้าต่อตา" คริสโตเฟอร์แบ่งปันความรู้สึก


ภารกิจกู้ร่างทางนิติวิทยาศาสตร์ใต้ผืนน้ำ

ในปฏิบัติการที่ยาวนานกว่า 2 เดือน นักประดาน้ำจากกองทัพเรือและกองทัพมองการณ์ชายฝั่งสหรัฐฯ ได้ตัดผ่านแผ่นเหล็กหนาของซากเรือ เพื่อเจาะเข้าไปยังห้องขังเชลยซึ่งเคยคุมขังคนไว้ราว 600 คน

พวกเขาใช้ระบบเครื่องสูบตะกอนขนาดใหญ่ ดูดโคลนทรายจากภายในซากเรือขึ้นสู่ผิวน้ำ จากนั้นทีมนักโบราณคดีจะใช้นิ้วมือค่อยๆ ร่อนและค้นหาในกองโคลนอย่างอดทน นอกเหนือจากรองเท้าบูตที่สลักคำว่า "USA" แล้ว พวกเขายังค้นพบกำไลข้อมือระบุตัวตน, แว่นตาที่แตกหัก, เข็มน้ำเกลือ, เครื่องปั้นดินเผา, ตะเกียบ และของใช้ส่วนตัวอื่นๆ อีกมากมาย

ทุกครั้งที่พบชิ้นส่วนกระดูกที่สงสัยว่าเป็นอัฐิของมนุษย์ ทีมนักวิจัยจะทำการดูแลประหนึ่งเป็นพื้นที่เหตุอาชญากรรมทางนิติวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างจะถูกแช่น้ำ บันทึกพิกัดตำแหน่งอย่างแม่นยำ แล้วนำส่งห้องปฏิบัติการเพื่อขจัดคราบเกลือและตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ทางดีเอ็นเอ (DNA)

แมทธิว เดอเฟลิซ (Matthew DeFelice) นักโบราณคดีกล่าวว่า "เราทุกคนต่างรู้ประวัติศาสตร์ดี แต่เมื่อได้จับวัตถุเหล่านี้ไว้ในมือ ทุกอย่างมันกลับกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาทันที มันทำให้เรื่องราวประวัติศาสตร์มีความใกล้ตัวและมีมิติของมนุษย์มากขึ้น"

DPAA วางแผนที่จะกลับมายังซากเรือโอยาโรกุ มารู อีกครั้งในปี 2027 สำหรับหลายๆ ครอบครัว นี่ไม่ใช่แค่ภารกิจขุดค้นทางโบราณคดี แต่คือโอกาสสุดท้าย ที่จะได้รู้ว่าคนที่รักจากไปอย่างไร และหวังว่าจะได้นำพาร่างของพวกเขากลับคืนสู่แผ่นดินเกิด... หลังจากรอคอยมานานกว่า 8 ทศวรรษ

ทั้งนี้ ภารกิจใต้ทะเลลึกไม่ได้เป็นเพียงการค้นหาอดีต แต่คือการคืนศักดิ์ศรีและความสงบให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่า 80 ปี เทคโนโลยีและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ก็ช่วยให้เรื่องราวความลับใต้ก้นทะเลลึกถูกเปิดเผยออกมาได้อีกครั้ง!

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล