ถ้าเลิกดื่มกาแฟ จะเกิดอะไรขึ้นกับความดันโลหิต? ผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่หวัง

ถ้าเลิกดื่มกาแฟ บอกลาคาเฟอีน จะเกิดอะไรขึ้นกับความดันโลหิต ผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่หลายคนหวัง
หลายคนเลือกที่จะ "เลิกดื่มกาแฟ" หรือตัดคาเฟอีนออกจากชีวิต เพราะหวังว่าจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของ "ความดันโลหิต" แต่รู้ไหมว่าในความเป็นจริงแล้ว ผลลัพธ์ของการเลิกคาเฟอีนต่อความดันโลหิตนั้น "ซับซ้อนกว่าที่คิด" และอาจไม่ได้เห็นผลทันตาชื่นใจสำหรับทุกคน
1. ลดอาการ "ความดันพุ่งชั่วคราว" ได้แน่... แต่ไม่ใช่กับทุกคน
เป็นความจริงที่ว่า คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นเล็กน้อยชั่วคราว (ประมาณ 1.5 - 9.5 ชั่วโมงหลังดื่ม) ดังนั้นการเลิกคาเฟอีนจะช่วยตัดวงจร "ความดันพุ่งชั่วคราว" นี้ออกไป
แต่ช้าก่อน! ร่างกายคนเราตอบสนองไม่เหมือนกัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคลเหล่านี้ด้วย:
-
ความถี่: ดื่มบ่อยแค่ไหน?
-
ต้นทุนเดิม: ความดันโลหิตเริ่มต้นสูงอยู่แล้วหรือไม่?
-
ปัจจัยร่วมอื่นๆ: น้ำหนักตัว, การสูบบุหรี่, การทานยาคุมกำเนิด หรือแม้กระทั่งการตั้งครรภ์
2. สายฮาร์ดคอร์ที่ "ดื่มประจำ" ร่างกายอาจดื้อไปแล้ว!
สำหรับคนที่ดื่มกาแฟทุกวัน ร่างกายจะสร้าง "ความทนทานต่อคาเฟอีน" (Caffeine Tolerance) ขึ้นมา
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งทดลองให้กลุ่มตัวอย่างดื่มเอสเปรสโซ พบว่า คนที่ไม่ค่อยดื่มกาแฟจะมีความดันตัวบน (Systolic) พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ในกลุ่มคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ ความดันกลับแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย!
นั่นหมายความว่า ถ้าเป็นคอกาแฟตัวจริง การเลิกดื่มอาจไม่ได้ทำให้ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงไปมากมายอย่างที่หวัง เพราะร่างกาย "ชิน" กับมันไปเรียบร้อยแล้ว (ซึ่งผู้เชี่ยวชาญก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่า ที่ชินเนี่ย เพราะดื้อคาเฟอีน หรือเพราะความดันโดยรวมมันสูงไปรออยู่แล้วกันแน่!)
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
3. แต่ถ้าเป็น "ความดันสูงขั้นรุนแรง" ควรเลิกหรือลดด่วน!
แม้คนทั่วไปจะไม่มีผลมาก แต่สำหรับผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) ระดับ 2 และ 3 (ความดันตัวบน 160 ขึ้นไป) คาเฟอีนคือสิ่งที่คุณต้องระวังเป็นพิเศษ!
จากการศึกษาขนาดใหญ่ที่ติดตามผลยาวนานเกือบ 19 ปี พบว่า:
-
ผู้ป่วยความดันสูงรุนแรงที่ ดื่มกาแฟตั้งแต่ 2 แก้วขึ้นไปต่อวัน มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือหัวใจวาย สูงกว่ากลุ่มที่ดื่มแก้วเดียวหรือไม่ดื่มเลยถึง 2 เท่า!
-
จุดน่าสังเกต: ในงานวิจัยเดียวกัน การดื่ม "ชาเขียว" กลับไม่เพิ่มความเสี่ยงนี้ ทั้งที่มีคาเฟอีนเหมือนกัน (แต่น้อยกว่า) ชี้ให้เห็นว่า ประเภทของเครื่องดื่ม ก็ส่งผลต่างกัน
4. ระวังเอฟเฟกต์ "อาการถอนคาเฟอีน"
การหักดิบหยุดดื่มกาแฟทันที อาจทำให้ต้องเจอกับอาการถอนยาภายใน 12-24 ชั่วโมง ซึ่งมีอาการกวนใจเพียบ เช่น ปวดหัว, อ่อนเพลีย, หงุดหงิดง่าย, ไม่มีสมาธิ, คลื่นไส้ หรือปวดกล้ามเนื้อคล้ายจะเป็นไข้
ที่สำคัญคือ อาการอย่าง "ปวดหัวและอ่อนเพลีย" มักจะไปคาบเกี่ยวและคล้ายคลึงกับอาการของโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นหากมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว อาการตอบสนองในช่วงนี้อาจทำให้ประเมินอาการยากขึ้น จึงควรปรึกษาแพทย์ร่วมด้วย
แนะนำวิธีก้าวออกจากวงการคาเฟอีนอย่างปลอดภัย
ถ้าอยากลดหรือเลิกจริง ๆ "อย่าหักดิบ" แนะนำให้ใช้สูตรนี้:
-
ค่อย ๆ ลดปริมาณลง ทีละน้อยในแต่ละสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัว
-
ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ดี
-
หากมีอาการปวดหัวในช่วงแรก สามารถทานยาสามัญประจำบ้านเพื่อประทังอาการได้
สรุป: การเลิกคาเฟอีนช่วยลดการแกว่งของความดันในระยะสั้นได้แน่ ๆ แต่สำหรับผลลัพธ์ระยะยาว ร่างกายของแต่ละคนมีคำตอบที่ไม่เหมือนกัน สังเกตสัญญาณจากร่างกายตัวเองดีที่สุด
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



