ใครควรเลี่ยง "แก้วมังกร" นักโภชนาการเตือนคน 4 กลุ่ม กินแล้วเสี่ยงกระทบสุขภาพ
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
แก้วมังกร ผลไม้คลายร้อนมีประโยชน์ แต่ 4 กลุ่มนี้ควรกินให้น้อยลง
แก้วมังกร เป็นผลไม้ยอดนิยมในช่วงอากาศร้อน เพราะมีน้ำสูง รสชาติสดชื่น และกินง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเติมน้ำให้ร่างกายระหว่างวัน นอกจากนี้ยังมีใยอาหาร วิตามิน และสารพฤกษเคมีที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวม แต่แม้จะเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ ก็ยังมีบางกลุ่มที่ควรกินอย่างระมัดระวัง
ประโยชน์ของแก้วมังกร ดีต่อร่างกายอย่างไร?
แก้วมังกร มีจุดเด่นคือเป็นผลไม้ที่มีน้ำมากกว่า 80% จึงช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อนหรือหลังออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังมีใยอาหารและโอลิโกแซ็กคาไรด์ ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้อุจจาระนุ่มขึ้นและขับถ่ายได้คล่องขึ้น
แก้วมังกรยังมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น วิตามินซี แอนโทไซยานิน และเบทาเลน โดยเฉพาะแก้วมังกรเนื้อแดงที่มีสารสีจากธรรมชาติมากกว่า สารเหล่านี้มีส่วนช่วยปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ และช่วยดูแลผิวพรรณให้ดูสดใส นอกจากนี้เมล็ดสีดำเล็ก ๆ ในแก้วมังกรยังมีวิตามินอี ซึ่งเป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน
อีกหนึ่งจุดเด่นของแก้วมังกรคือมีโพแทสเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทต่อสมดุลน้ำในร่างกาย จึงอาจช่วยลดความรู้สึกบวมน้ำในบางคนได้ อย่างไรก็ตาม การกินเพื่อหวังผลด้านสุขภาพควรกินในปริมาณที่เหมาะสม และควรเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่หลากหลาย ไม่ควรกินมากเกินไปในครั้งเดียว
4 กลุ่มที่ควรกินแก้วมังกรให้น้อยลง
1. ผู้ที่มีกระเพาะอาหารและลำไส้ไว แก้วมังกรมีน้ำสูงและมีใยอาหารค่อนข้างมาก จึงอาจกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ให้เร็วขึ้นในบางคน หากกินมากเกินไปอาจทำให้ถ่ายเหลว ท้องเสีย หรือรู้สึกไม่สบายท้องได้ โดยเฉพาะคนที่มีระบบทางเดินอาหารไวเป็นพิเศษ
2. ผู้ที่มีการทำงานของไตไม่ดี แก้วมังกรมีโพแทสเซียมตามธรรมชาติ ซึ่งโดยทั่วไปเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาไต การควบคุมโพแทสเซียมในอาหารเป็นเรื่องสำคัญ หากร่างกายขับโพแทสเซียมได้ไม่ดี อาจเสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงได้ จึงควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนกินเป็นประจำ
3. ผู้ป่วยเบาหวาน แก้วมังกรจัดเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลในระดับปานกลาง จึงไม่ควรกินในปริมาณมากเกินไปในครั้งเดียว แม้จะเป็นผลไม้ที่ดูเบาและสดชื่น แต่ก็ยังมีน้ำตาลตามธรรมชาติ ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมปริมาณ และนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของแผนอาหารประจำวัน
4. ผู้ที่ท้องอืดง่าย ด้วยปริมาณใยอาหารที่ค่อนข้างสูง หากกินแก้วมังกรทีละมาก ๆ อาจทำให้เกิดแก๊สในทางเดินอาหารได้ง่ายขึ้น บางคนอาจมีอาการแน่นท้อง ท้องอืด หรือรู้สึกไม่สบายท้องหลังรับประทาน ทางที่ดีควรเริ่มจากปริมาณน้อย และสังเกตอาการของร่างกายตัวเอง
แก้วมังกรเนื้อขาวกับเนื้อแดง ต่างกันอย่างไร?
แก้วมังกรเนื้อขาวและเนื้อแดงมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกัน แต่แตกต่างกันเล็กน้อยในด้านสารพฤกษเคมีและรสสัมผัส โดยเนื้อขาวมักมีรสหวานสดชื่น กินง่าย และกลิ่นไม่แรง ส่วนเนื้อแดงมีกลิ่นหอมชัดกว่า สีเข้มกว่า และมีแอนโทไซยานินมากกว่า ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ
| สารอาหารต่อ 100 กรัม | แก้วมังกรเนื้อขาว | แก้วมังกรเนื้อแดง |
|---|---|---|
| พลังงาน | ประมาณ 49 กิโลแคลอรี | ประมาณ 48 กิโลแคลอรี |
| ใยอาหาร | ประมาณ 1.7 กรัม | ประมาณ 1.3 กรัม |
| วิตามินซี | ประมาณ 5.3 มิลลิกรัม | ประมาณ 6.3 มิลลิกรัม |
| โพแทสเซียม | ประมาณ 226 มิลลิกรัม | ประมาณ 219 มิลลิกรัม |
กินแก้วมังกรอย่างไรให้ได้ประโยชน์?
สำหรับคนทั่วไป การกินแก้วมังกรในปริมาณพอดีสามารถเป็นส่วนหนึ่งของมื้อว่างที่ดีต่อสุขภาพได้ ควรกินแบบผลสด ไม่เติมน้ำตาล น้ำเชื่อม หรือนมข้นหวาน เพื่อไม่ให้พลังงานและน้ำตาลเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น หากต้องการกินหลังออกกำลังกาย อาจจับคู่กับแหล่งโปรตีนเบา ๆ เช่น โยเกิร์ตรสธรรมชาติหรือถั่วในปริมาณเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรกินแก้วมังกรแทนอาหารหลักหรือกินมากเกินไปเพราะคิดว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ เพราะผลไม้ทุกชนิดยังมีน้ำตาลและพลังงานตามธรรมชาติอยู่เสมอ คนที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะเบาหวาน โรคไต หรือมีปัญหาระบบทางเดินอาหาร ควรปรับปริมาณให้เหมาะกับร่างกายของตัวเอง
สรุป แก้วมังกรดีต่อสุขภาพ แต่ต้องกินให้เหมาะกับร่างกาย
แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่เหมาะกับช่วงอากาศร้อน เพราะมีน้ำสูง กินแล้วสดชื่น และมีใยอาหารที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย อีกทั้งยังมีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะแก้วมังกรเนื้อแดงที่มีสารสีจากธรรมชาติเด่นกว่า แต่ประโยชน์เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ดีเมื่อกินในปริมาณที่เหมาะสม
สำหรับผู้ที่มีกระเพาะอาหารและลำไส้ไว ผู้ที่มีการทำงานของไตไม่ดี ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ที่ท้องอืดง่าย ควรกินแก้วมังกรให้น้อยลงหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนกินเป็นประจำ เพราะแม้จะเป็นผลไม้ที่ดี แต่ก็อาจกระตุ้นอาการไม่สบายท้องหรือส่งผลต่อระดับน้ำตาลและโพแทสเซียมในบางคนได้ การเลือกกินอย่างพอดีจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการได้ประโยชน์จากแก้วมังกรอย่างปลอดภัย
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


