อย่าคิดว่าผอมแล้วรอด! สาว 20 ไขมันพอกตับรุนแรง หลังโหมลดน้ำหนักใน 1 เดือน เหตุ "กินแค่สิ่งนี้"

อย่าคิดว่าผอมแล้วรอด! สาว 20 ไขมันพอกตับรุนแรง หลังโหมลดน้ำหนักใน 1 เดือน เหตุ "กินแค่สิ่งนี้"

อย่าคิดว่าผอมแล้วรอด! สาว 20 ไขมันพอกตับรุนแรง หลังโหมลดน้ำหนักใน 1 เดือน เหตุ "กินแค่สิ่งนี้"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สาววัย 20 ลดน้ำหนักโหด เดือนเดียวหาย 12 กก. สุดท้ายป่วย “ไขมันพอกตับ” ทั้งที่ผอมมาก พบสาเหตุ กินแค่สิ่งนี้ในแต่ละมื้อ

หลายคนอาจเชื่อว่า “โรคไขมันพอกตับ” มักเกิดกับคนอ้วนหรือผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หนักเท่านั้น แต่กรณีของหญิงสาววัย 20 ปีจากประเทศจีน กลับกลายเป็นตัวอย่างที่ทำให้แพทย์ต้องออกมาเตือนว่า การลดน้ำหนักแบบหักโหมก็สามารถทำร้ายตับได้รุนแรงไม่แพ้กัน

เซียวหลิน หญิงสาววัย 20 ปี มีส่วนสูง 165 เซนติเมตร น้ำหนักเดิมเกือบ 50 กิโลกรัม แม้จะมีรูปร่างผอมอยู่แล้ว แต่เธอยังต้องการลดสัดส่วนบริเวณหน้าท้องและต้นแขนให้เล็กลงอย่างรวดเร็ว จึงเริ่มใช้วิธีควบคุมอาหารอย่างหนัก โดยในแต่ละมื้อเธอเลือกกินเพียงขนมปัง 1 แผ่น หรือผลไม้ไม่กี่ชิ้น บางวันมีเพียงสลัดเล็กน้อยเท่านั้น

ช่วงแรกผลลัพธ์ทำให้เธอพอใจอย่างมาก เพราะหลังผ่านไปเพียง 1 สัปดาห์ เธอเริ่มรู้สึกตัวเบาและผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่ในเวลาเพียง 1 เดือน น้ำหนักจะลดลงถึง 12 กิโลกรัม

แต่เบื้องหลังตัวเลขบนตาชั่งที่ลดฮวบ กลับตามมาด้วยสัญญาณอันตราย ทั้งอาการเหนื่อยล้าตลอดเวลา ไม่มีแรง ผมร่วง ประจำเดือนมาผิดปกติ สมาธิลดลง และกินอะไรก็ไม่อร่อย

 

ตรวจสุขภาพถึงช็อก แพทย์พบ “ไขมันพอกตับรุนแรง”

เมื่อร่างกายเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติ เซียวหลินจึงตัดสินใจไปตรวจที่โรงพยาบาล ก่อนจะพบข่าวที่ทำให้เธอตกใจอย่างหนัก

นพ.จางจุน จากโรงพยาบาลหนานจิงไท่กังเซียนหลินกู่โหลว ประเทศจีน ระบุว่า หญิงสาวมีภาวะขาดสารอาหาร โลหิตจาง ระบบต่อมไร้ท่อผิดปกติ และที่น่ากังวลที่สุดคือ “ไขมันพอกตับขั้นรุนแรง”

ผลวินิจฉัยดังกล่าวทำให้เธอแทบไม่เชื่อ เพราะเธอคิดมาตลอดว่าโรคนี้เกิดกับคนอ้วนหรือคนดื่มหนักเท่านั้น กระทั่งแพทย์อธิบายว่า การอดอาหารและลดน้ำหนักเร็วเกินไป ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตับพังได้เช่นกัน

ทำไมคนผอมถึงเป็นไขมันพอกตับได้?

แพทย์อธิบายว่า การลดน้ำหนักแบบหักโหมส่งผลต่อร่างกายในหลายด้าน โดยเฉพาะระบบเผาผลาญและการทำงานของตับ

1. ไขมันถูกส่งเข้าสู่ตับมากเกินไป

เมื่อร่างกายอดอาหาร จะเริ่มดึงไขมันสะสมออกมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้เกิดกรดไขมันอิสระจำนวนมาก หากตับจัดการไม่ทัน ไขมันเหล่านี้จะสะสมอยู่ในเซลล์ตับและกลายเป็นไขมันพอกตับในที่สุด

2. ร่างกายขาดโปรตีน

การกินเพียงผลไม้และขนมปัง ทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ส่งผลให้ตับไม่สามารถเผาผลาญไขมันได้ตามปกติ อีกทั้งยังรบกวนกระบวนการกำจัดไขมันออกจากตับด้วย

3. ระบบเผาผลาญรวนจากพลังงานต่ำเกินไป

เมื่อกินอาหารต่ำกว่าความต้องการพื้นฐานของร่างกายเป็นเวลานาน ระบบเผาผลาญจะเริ่มทำงานผิดปกติ ตับจึงอยู่ในภาวะ “รับไขมันเข้า แต่เผาผลาญออกไม่ได้” จนเกิดการสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ

5 สัญญาณเตือนไขมันพอกตับ ที่หลายคนมองข้าม

แพทย์เตือนว่า ไขมันพอกตับมักไม่แสดงอาการชัดเจนในช่วงแรก แต่สามารถสังเกตได้จากสัญญาณต่อไปนี้

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แม้นอนพักเพียงพอ
  • ท้องอืด เบื่ออาหาร หรือแน่นท้องหลังอาหารมัน
  • ปวดตื้อบริเวณชายโครงขวา
  • น้ำหนักขึ้นเร็ว โดยเฉพาะรอบเอวและหน้าท้อง
  • ตรวจพบค่าเอนไซม์ตับสูงระหว่างตรวจสุขภาพ

แพทย์เตือน ลดน้ำหนักต้องไม่ทำร้ายร่างกาย

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การลดน้ำหนักที่ปลอดภัยไม่ควรใช้วิธีอดอาหารหรือข้ามมื้อเป็นเวลานาน เพราะร่างกายยังต้องการสารอาหาร โดยเฉพาะโปรตีน เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อและช่วยให้ตับทำงานได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น นอนดึก กินอาหารไม่เป็นเวลา หรือใช้ยาลดน้ำหนักและผลิตภัณฑ์ฉีดสลายไขมันจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อระบบเผาผลาญอย่างรุนแรง

หากต้องการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืนและปลอดภัย ทางที่ดีที่สุดคือปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เพื่อวางแผนการกินและการออกกำลังกายที่เหมาะกับร่างกายของแต่ละคน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล