
"เกรท วรินทร" ฮอร์โมนพังเพราะพักไม่เป็น ยอมรับใช้ชีวิตสู้กับเสียงในหัวทุกวัน
How are you feeling พาเปิดโลกอีกด้านของ เกรท วรินธร จากภาพผู้ชายเพอร์เฟกต์ที่ดูแข็งแรงตลอดเวลา จริงๆ แล้วต้องต่อสู้กับเสียงในหัวของตัวเองตลอด ความกลัว ความคาดหวัง การสูญเสียแมวที่รักที่สุด เสพติดความ Productive ใช้ชีวิตแบบไม่ยอมพักจนลืมฟังความรู้สึกของตัวเอง
เรื่องของ น้องแมว เกิดอะไรขึ้น ?
เกรท วรินธร: คือตั้งแต่รับน้องมาแล้ว ตอนแรกเขามีสี่ขาไม่ได้คิดจะเลี้ยงแมวมาก่อน แต่ว่าแมวตัวนี้วันดีคืนดีเขาลากขามาที่บ้าน ขาเขาเป็นแผลมาแล้วใช้การไม่ได้ ผมก็เลยตัดสินใจพาเก็บเข้าบ้าน แล้ววันรุ่งขึ้นก็พาไปหาหมอ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงโควิด เรียกว่าผูกพันนะ เพราะว่าเป็นแมวตัวแรก ๆ ที่มาตกเรา จากไม่เคยคิดว่าจะชอบแมวสุดท้ายไปหาหมอ ทำฝังเข็มทุกอย่างแล้ว หมอบอกว่าเส้นประสาทเขาใช้ไม่ได้แล้ว ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ เขาก็จะแทะขาตัวเองไปเรื่อย ๆ เพราะเขาไม่รู้สึกก็จะติดเชื้อ อาจเสียชีวิตเร็ว Solution คือ ตัดขานี้ซะ แมวเขาจะปรับตัวได้เร็ว เขาใช้ชีวิตได้แน่นอน แต่เราต้องเลี้ยงเขา เพราะไม่สามารถให้เขาไปหากินตามธรรมชาติได้เลย สุดท้ายก็เลยเลือก Solution นี้ครับ ก็คือเป็นแมวตัวแรกของผม
เกรทเป็นคนที่รักการอยู่คนเดียว ยอมมีอีกหนึ่งชีวิตเข้ามาอยู่ในบ้าน พอรับเข้ามาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ?
เกรท วรินธร: ตอนแรกที่ไม่ได้คิดจะเลี้ยงแมวส่วนหนึ่งเพราะว่าที่แม่มาที่บ้านบ่อย แล้วแพ้ขนแมว แต่ว่าแม่ไม่ได้อยู่กับเราตลอดจะมาแค่เสาร์-อาทิตย์ ตอนที่ตัดสินใจเลี้ยง คือพูดจริง ๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่รู้ว่าคุณภาพชีวิตของเขา ถ้าเราตัดขาเขาแล้วจบ เราต้องเลี้ยงเขาแล้ว พอมันดำเนินมาถึงทางแยกแล้ว ถ้าปล่อยไปเขาตายเร็วนะ แต่ถ้าเกิดว่าเราจะตัดขาเขาแล้วเราไม่เลี้ยงเขา มันก็ไม่ถูกต้อง ก็เลยไม่ได้คิดอะไรมากเลยตอนนั้นคือต้องเลี้ยง เลยตัดสินใจเลี้ยงเลย
เขาเข้ามาเปลี่ยนอะไรในชีวิตคุณบ้าง ?
เกรท วรินธร: รู้สึกว่าผมได้เจอเสียงที่ 3 ที่ 4 ของตัวเอง รู้สึกว่าผมเจอจุดอ่อนโยนที่ไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องมีมุมนี้ ปฏิสัมพันธ์กับสัตว์เลี้ยงแล้วรู้สึกว่าน่ารัก รู้สึกว่าทำให้เราหายเหนื่อย อยากดูแลเขาให้ดีที่สุด เกิดขึ้นเอง เพราะว่าด้วยความที่อยู่บ้านคนเดียว จะเป็นคนที่จะชอบรู้ ชอบดูจิตใจตัวเองตลอดเวลา จะรู้ทันตัวเอง ตอนที่มีไข่ตุ๋นแรก ๆ ก็เห่อ แล้วก็รู้สึกดี รู้สึกน่ารักจังเลย อันนั้นช่วงแรก ๆ สามารถพูดได้ว่าตอนนั้นที่ขาเขาเจ็บ ที่เขาใช้ขาเดียวมาตลอด ผมเคยคิดตอนที่เริ่มมาอยู่เริ่มกลางทางละ เริ่มรู้สึกว่ามันเป็นแมวที่น่ารักแล้วก็พูดเก่ง แล้วก็อ้อนเก่งด้วย คุยเก่งมาก ก่อนทำหมันส่งเสียงตลอด ส่งเสียงทุกครั้งที่หายใจ คือจนบางครั้งผมไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ ร้องถ้าไม่อุ้มมาวางไว้ตรงนี้ จะไม่หยุดร้อง แต่พอทำหมันแล้วก็เหมือนถูกตัดกล่องเสียงออกไป ผมจำได้มีช่วงหนึ่งที่รู้สึกว่า มองหน้าเขาแล้วผมก็คิดในใจนะว่า "เฮ้ย เราจะหาแมวน่ารักแบบนี้ได้อีกที่ไหน" ช่วงที่ผมรู้สึกทรมานที่สุดเลย น่าจะเป็นช่วงที่ผมรู้ว่าไข่ตุ่นป่วยแล้วเขาเจ็บ
ใจมันวูบทันทีที่หมอพูดว่าเขาไม่สบาย ใจเรามันข้างในมันป่วน ?
เกรท วรินธร: ใช่ คือสิ่งที่ป่วนมากที่สุดคือตอนที่เราเห็นเขาทรมาน ทุกวันนี้ผมมีสิ่งที่ผมทำคือ ผมตื่นเช้ามาผมนั่งสมาธิทุกเช้า 10 นาที ผมทำมาตลอดเดือนหนึ่ง แล้ววันนั้นผมก็โอเค พอรับรู้ปุ๊บ วันนั้นทุกคนอยู่บ้านหมด แต่ผมยังไม่ได้เล่าให้แม่ฟัง แค่บอกแม่ว่า "แม่ เดี๋ยวออกไปหาไข่ตุ๋นก่อนนะ ไข่ตุ๋นไม่ค่อยดี" แต่เช้าวันนั้นผมก็ยังไม่ได้พูดกับใคร ผมรู้สึกว่าบ้านวุ่นวาย ผมอยู่กับตัวเองก็นั่งสมาธิ 10 นาที ในตอนนั้นคือต่อสู้กับเสียงในหัวมากเหมือนกันครับ สู้กับภาพต่าง ๆ แต่พูดจริง ๆ ว่าตอนนั้นไม่ได้ร้องไห้หรืออะไร มันเป็นการที่เรารู้อารมณ์ตัวเองแล้วอยู่กับในตลอดระยะเวลา 10 นาที โดยที่ถ้าใจเราจะคิดถึงเขาก็ปล่อยให้คิดถึงไป แต่อยู่กับตรงนั้นตลอด แล้วผมก็รวบรวมพลังทำทุกอย่างที่จะต้องทำให้ได้ในวันนั้น สิ่งที่หนักที่สุดอีกทีหนึ่งคือตอนวางน้องลงไปในหลุม หางเขาเหมือนยังมีชีวิต ความรู้สึกยังไม่ได้ตายจากไปแต่แค่ไม่ขยับ "หลับนะพี่ตุ๋น หลับ ๆ" แล้วก็ทำตามขั้นตอน แต่ว่าสิ่งที่เราได้ Take Time กับเขาจริง ๆ ก็คือมี 2 ช่วงเวลานี้ที่จับแล้วร้องไห้ เหมือนมันเป็นเวลาที่ได้อยู่กับเขาจริง ๆ คือตอนที่โรงพยาบาลกับตอนที่วางน้องลงหลุมแล้วก็จัดการกลบ สำหรับผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมได้จากเขา คือความรักที่รู้สึกว่าเราไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะต้องเป็นแบบไหน แค่ไข่ตุ๋นมีความสุข เราก็มีความสุข
ต่างจากความเป็น Perfectionist
เกรท วรินธร: ใช่ครับ คือผมเองก็ไม่ค่อยอยากจะยอมรับว่าผมเป็น Perfectionist แต่ว่าก็มีส่วนเหมือนกัน ผมเรียนรู้เกี่ยวกับคำว่าสูญเสียตั้งแต่เด็ก ๆ มีช่วงหนึ่งช่วงมัธยมแต่ตอนนั้นยังไม่ได้รับลึกซึ้ง แต่ว่ามีคุณยายก็หนักอยู่เพราะปลายปีที่แล้วที่เพิ่งเสียไป แล้วก็ไข่ตุ๋น สิ่งที่สอนคือเราต้องอยู่กับความรู้สึกนี้ด้วยใจจริง ๆ และเข้าใจจริง ๆ ต้องอยู่ตรงนี้และค่อย ๆ ผ่านมันไปด้วยจิตใจที่พร้อมเผชิญ ผมเติบโตข้างในได้เพราะแมวเหมือนกัน เรื่องของความอ่อนโยนที่รู้สึกว่ามาปรับเราได้ ทำให้มองในมุมมองใหม่ ๆ ซึ่งเคยวิเคราะห์ตัวเอง พอเราโตขึ้นแล้วรู้สึกว่าบางอย่างที่เราเคยแข็ง ๆ ในบางเหตุผล บางสถานการณ์ เมื่อก่อนผมพูดคำนี้เลย ไม่ชอบคนที่ขยันน้อยกว่าผม คือผมอยากให้คนที่อยู่กับผมอย่างน้อยต้องเท่าผม แล้วผมจะไม่ชอบคนตื่นสายเป็นเรื่องที่จะพูดง่าย ๆ ว่าผมมีการปรับเปลี่ยนความคิดตัวเองเพราะผมโตมาแล้วได้เรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเล่นละครที่มากขึ้น มันทำให้เราเรียนรู้คนอื่นด้วย แล้วมันทำให้รู้ว่าสิ่งที่ผมเคยตั้งเป้าไว้ว่าเขาจะตื่นสาย แต่เขามาทดแทนอะไรบางอย่างให้เราได้ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องดี คือผมก็มีหลายข้อที่รู้สึกว่าสามารถทำความเข้าใจคนได้มากขึ้น แล้วก็เข้าใจเหตุผลว่าคนนี้เป็นแบบนี้เพราะอะไร เราเป็นแบบนี้เพราะอะไร เรากลัวอะไร ไม่ชอบอะไร คือทำให้ผมได้ศึกษาลึกมากขึ้น ดังนั้นกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เคยวางไว้เรื่องความรัก ผมเบากับตัวเองไปมากแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานหรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิต ผมเบากับตัวเองไปเยอะ เพราะเราเข้าใจตัวเองมากขึ้น
ไปเรียนเป็นนักบำบัด ?
เกรท วรินธร : มันเป็นคอร์สเบื้องต้นครับ เป็นคอร์สเกี่ยวกับ CBT เรียนแค่ 2-3 วัน แต่ว่าก็ใช้เวลาทั้งวัน แล้วก็มีเคสมาให้ศึกษา แล้วก็กลางปีจะมีเรียน Advance ซึ่งพอเรียนจบผมลงสมัครต่อเลย ตอนนั้นแค่รู้สึกว่าผมอยากรู้เรื่องนี้มานานแล้วเหมือนกัน แต่ไม่เคยตัดสินใจสักที ไม่เคยตัดสินใจที่จะไปเรียนรู้สักที แล้วพูดจริง ๆ ว่ามีวันหนึ่งตอนที่ผ่านมาในอดีต ผมชอบมีคนจะมาคุยเชิงขอคำปรึกษา หรือเขาอาจจะไม่ได้มาขอตรง ๆ แต่พอเราคุยกับเขาไปเรื่อย ๆ เขาก็จะเริ่มพูดอันนั้นอันนี้ให้ฟัง แล้วเราก็จะรู้สึกว่าแนะนำได้นะ หรือบางครั้งเรามีการโยนคำถามไปแล้วเขาก็รู้สึกว่า "เราไม่เคยถามคำถามนี้กับตัวเองเลย" สิ่งที่เราถามเขาไปมันเกิดจากกระบวนการความคิดของเรา รู้สึกว่าเธอน่าจะคิดได้ เชื่อเรา ถ้าเธอได้ลองถามตัวเองแบบนี้จะคิดได้ก็เลยถามไป แล้วผมรู้สึกว่าเรามีสิ่งนี้อยู่ในตัว ทุกครั้งที่คนมาคุยกับเราแล้วเขารู้สึกว่าเขาได้อะไรกลับไป ผมรู้สึก Fulfill นะ ส่วนหนึ่งที่ผมไปบวชมามันเป็นอาวุธของผมเหมือนกันที่รู้สึกว่าก็ใช้กับตัวเองด้วย ใช้บำบัดตัวเอง แล้วก็รู้สึกว่าอันนี้น่าจะเป็นจุดแข็งส่วนหนึ่งที่เราสามารถแชร์ให้กับคนอื่นได้ แล้วถ้าเกิดว่าเขาได้นำไปฉุกคิดหรือได้นำไปริเริ่มมันน่าจะเป็นทางออกให้เขาได้ ผมก็เลยสนใจเรื่องนี้
วันนี้ที่ตัดสินใจจะดีลกับเสียงในหัวของคนอื่น ได้หนีเสียงในหัวของตัวเองบ้างไหม ?
เกรท วรินธร: เสียงในหัวของตัวเอง ผมก็ต่อสู้กับมันอยู่ตลอด
เสียงในหัวเกรทเป็นไงบ้าง ?
เกรท วรินธร: คือเสียงในหัวผมบางทีมันเป็นเรื่องของการที่อยากจะพุ่งไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ชอบอ่านหนังสือและรู้ว่าการพักผ่อนมันสำคัญ ทุกวันนี้ที่ผมรู้สึกว่าผมเจอปัญหามาสักพักหนึ่งละ ผมพยายามต่อสู้กับมันอยู่ ชนะบ้าง แพ้บ้าง เป็นเรื่องของการบาลานซ์ชีวิตตัวเองมากกว่า ที่จะอยากพุ่งไปทำอันนี้ พุ่งไปทำอันนี้ แล้วมันจะชอบมาคิดกับตัวเองว่าสิ่งที่เรากำลังพุ่งออกไป เรากลัวว่าจะไม่มีรายได้เท่าเดิมหรือเปล่า หรือต้องเป็นคนหาอะไรทำตลอดเวลาจริงๆเหรอ มันเป็นคำถามที่ผมถามตัวเอง พอมันไปทุ่มเทพลังให้กับเดี๋ยววันนี้ไปรายการนี้เสร็จ เดี๋ยวไปอันนั้นต่อ เดี๋ยวไปอันนี้ต่อ บางครั้งมันเหนื่อยโดยที่แบบว่าวันนี้ทำอะไรไม่ได้เยอะเลยนะ แต่ทำไมเหนื่อยจัง
การเสพติด Productive
เกรท วรินธร : ใช่ ๆ ผมเคยนั่งคุยกับนักจิตเหมือนกัน เขาบอกให้จิ้มวันพักไว้เลย อาทิตย์หนึ่งต้องมี 1 วันที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะผมไปตีเรื่องเกี่ยวกับวันพักของผมคือ เข้ายิม ไปหาหมอ นอนทำหน้า จริง ๆ แล้วผมไปตีส่วนนี้อยู่ในส่วนของการทำงาน เหมือนตีว่ามันเป็นการพัฒนาตัวเองเพื่องาน ผมไม่ได้ตีเป็นพัก หมอบอกว่าจิ้มวันนอนอยู่บ้านไว้ ซึ่งตอนนั้นผมทำไม่ได้นะ ทำได้แบบน้อยมาก เอาว่าทำได้แค่ 20% ที่เขาบอก แล้วผมก็ไปตรวจฮอร์โมนคอร์ติซอล เครื่องคุณ Ferrari เลย แต่คุณเหยียบ 100% ตลอดเวลา พอมันมีผลเลือดที่ยืนยัน มันนอกจากการพูดคุยแล้วกับนักจิตแล้ว มันมีผลเลือดมายืนยัน เราต่อสู้กับความเหนื่อยเราได้ แต่พอมันมีผลเลือดหรือหลาย ๆ อย่างมายืนยันเกี่ยวกับฮอร์โมนเรา ร่างกายเรา แต่คุณอยากจะพัฒนา Performance ตัวเอง แต่ถ้าเราเป็นแบบนี้อยู่ มันไม่ก้าวหน้านะ ผมต้องมาจริงจังกับเรื่องพวกนี้คน Productive คุยแต่กับความคิดตัวเอง ไม่คุยกับความรู้สึกตัวเอง
มีเรื่องราวในชีวิตอะไรตอนนี้ที่คิดว่าอยากจะปรึกษา ?
เกรท วรินธร: จริง ๆ ก็มีเรื่องคุณพ่อ คือคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่อยู่ในใจรู้สึกที่สุด เพราะว่าก็ยังขอยืนยันอยู่ว่าความรู้สึกตัวเองจัดการได้ แต่ความรู้สึกคนอื่นและคนที่เรารักไม่ได้อยากจะจัดการเขา แต่เรารับรู้ได้ว่าเวลาเราเห็นเขาเศร้า หรือเวลาเราเห็นเขาไม่ได้ดั่งใจ มันเป็นก้อนใหญ่ ๆ ที่มากระแทกเรา คือพ่อผมเป็นสโตรกแล้วก็ทุกวันนี้เขาไม่ได้กินหลาย ๆ อย่างตามที่เขาต้องการ และทั้งแม่และน้องก็อยากให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ทุกครั้งที่แม่มาพูดกับผม ผมก็บำบัดแม่ส่วนหนึ่ง แต่พอเขาบอกให้ผมไปคุยกับพ่อกลายเป็นโจทย์ที่แม่โยนมามันยาก เพราะการที่จะไปคุยกับเขามันใช้พลังเยอะ ก็เลยเจอทางขรุขระของครอบครัว ผมเชื่อว่าพ่อผมยังไหว แต่ว่าเพียงแค่การที่ต้องเคารพหัวใจเขามากกว่านี้ โดยที่เรียกว่าทุกคนต้องปล่อยให้พ่อมีชีวิตของเขาด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่ผมก็เคยได้ยินมา
ณ วันนี้ทุกคนกลายเป็นผู้ดูแลเขา บอกเขาว่าต้องทำอะไร คือต้องยอมรับ New Normal
เกรท วรินธร: ผมว่าอันนี้ชัด พูดง่าย ๆ ว่าผู้ดูแลต้องปรับตัวมากกว่า ทั้งคุณแม่และน้องทุกคน ตอนนี้กำลังเดินทางไปให้ถึงเป้าหมายนั้น ซึ่งผมก็คงต้องพูดคุยกับที่บ้านและต้องคุยกับตัวเองด้วย แต่เวลาเราเห็นพ่อเราก็แบบยิ้มหน่อยๆ แล้วพอพ่อยิ้มผมก็รู้สึกดี ผมแค่อยากเห็นว่าพ่อมีชีวิตชีวา ส่วนตัวก็รู้แต่ว่าอยากเห็นภาพอะไรแบบนี้ แต่ว่าทุกคนคงต้องแบบบาลานซ์และก็ให้ความรู้สึกตัวเองมันผ่อนคลายมากขึ้น
สามารถติดตาม "How Are You Feeling?" ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot เวลา 18.00 น.
คลิกชมรายการย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=EriOOVE7P3E&t=11s
อัลบั้มภาพ 1 ภาพ
