สาวรักสุขภาพกินคลีน รู้ตัวอีกทีป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้าย ภัยเงียบซ่อนอยู่ใน "ผัก" ชนิดนี้

สาวรักสุขภาพกินคลีน รู้ตัวอีกทีป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้าย ภัยเงียบซ่อนอยู่ใน "ผัก" ชนิดนี้

สาวรักสุขภาพกินคลีน รู้ตัวอีกทีป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้าย ภัยเงียบซ่อนอยู่ใน "ผัก" ชนิดนี้
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สาววัย 32 รักสุขภาพกินคลีน ช็อกรู้ตัวอีกทีป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้าย หมอเฉลยภัยเงียบซ่อนอยู่ใน "ผัก" ชนิดนี้

หากอวัยวะในร่างกายสามารถพูดได้ "ตับ" คงเป็นอวัยวะที่เงียบที่สุด เพราะแม้จะเกิดความผิดปกติรุนแรงอย่างมะเร็งตับ ตับก็อาจไม่ส่งสัญญาณ "ขอความช่วยเหลือ" ด้วยอาการเจ็บปวดเฉพาะจุดเหมือนอวัยวะอื่น กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็อาจสายเกินไป

เหตุการณ์น่าสลดนี้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลสภากาชาดซีอาน มณฑลฉ่านซี ประเทศจีน เมื่อคุณจัก (นามสมมติ) หญิงสาววัย 32 ปี ถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินด้วยอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ใบหน้าซีดเผือด และหายใจติดขัด เธอเป็นคนที่ภูมิใจในไลฟ์สไตล์การกินคลีนและกินผักผลไม้จำนวนมากมาโดยตลอด จึงไม่เคยคาดคิดว่าตนเองจะต้องมาเผชิญกับคำพิพากษาว่าเป็น "มะเร็งตับระยะสุดท้าย"

คุณจักเล่าว่าเธอคิดว่าตนเองแข็งแรงดี จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อนเริ่มมีอาการปวดท้องแปลกๆ ร่วมกับมีไข้ต่ำและอ่อนเพลีย เธอพยายามกินยาเอง 4 วันแต่ไม่หาย จนวันที่ 5 อาการปวดรุนแรงจนยืนไม่อยู่จึงต้องเรียกรถฉุกเฉิน ตอนแรกเธอคิดว่าเป็นเพียงโรคกระเพาะหรืออาหารเป็นพิษ แต่ผลการตรวจกลับทำให้เธอต้องช็อกและร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจเมื่อรู้ว่าสาเหตุหลักมาจาก "ผักดอง" ที่เธอรับประทานทุกวันมาเป็นเวลานาน

มะเร็งตับ: ความอันตรายที่ไม่ส่งสัญญาณ

ดร. เสวี่ย จุ้นกัง (Dr. Xue Jungang) จากโรงพยาบาลสภากาชาดซีอาน อธิบายว่า ตับได้ชื่อว่าเป็น "อวัยวะที่เป็นใบ้" เพราะขาดตัวรับความรู้สึกเจ็บปวด แม้เซลล์ตับจะถูกทำลายไปแล้วถึงร้อยละ 70 มันก็ยังคงทำงานเงียบๆ โดยไม่ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจน กว่าผู้ป่วยจะรู้สึกปวดก็ต่อเมื่อเนื้องอกลุกลามไปมากแล้ว ซึ่งมักเข้าสู่ระยะสุดท้าย

ก่อนหน้านี้คุณจักมีสัญญาณเตือนบางอย่าง เช่น กลิ่นปากที่รุนแรงเรื้อรัง หรือร่างกายอ่อนแอเป็นเวลานาน แต่เธอเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงความเหนื่อยล้าจากการทำงานทั่วไป ทำให้พลาดโอกาสในการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม

ทำไมการกินผักดองมากเกินไปจึงกลายเป็นพิษ?

คุณจักเผยว่าเธอชอบกินผักดองมาก เพราะเก็บไว้ได้นาน ช่วยลดน้ำหนัก และเชื่อว่ามีจุลินทรีย์ที่ดีต่อกระเพาะอาหาร เธอจึงกินผักดองในปริมาณมากทั้ง 3 มื้อ บางครั้งกินแทนมื้อเช้าหรือมื้อเย็น และเนื่องจากเธอรู้สึกเสียดายของ แม้ผักดองจะเริ่มมีฝ้าขาวหรือเชื้อราขึ้นเธอก็จะนำไปล้างน้ำแล้วนำกลับมากินต่อ

ดร. เสวี่ย กล่าวว่า "ผักดองหากกินน้อยจะมีประโยชน์ แต่กินมากจะกลายเป็นพิษ โดยเฉพาะหากใส่เกลือมากเกินไปและกินเมื่อเริ่มมีฝ้าขาวหรือเชื้อรา" เพราะฝ้าขาวคือสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่เป็นอันตราย ซึ่งจะผลิตสารพิษจากเชื้อรา (Mycotoxins) และมีปริมาณไนไตรต์สูง

เมื่อไนไตรต์เข้าสู่ร่างกายจะทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะอาหารกลายเป็น "ไนโตรซามีน" (Nitrosamine) ซึ่งตับมีหน้าที่หลักในการขจัดสารพิษเหล่านี้ หากได้รับในปริมาณน้อย ตับยังพอจัดการได้ แต่ถ้าได้รับมากเกินไป สารนี้จะทำลายโครงสร้าง DNA ของเซลล์ตับโดยตรง กระตุ้นให้เกิดการกลายพันธุ์และกลายเป็นเนื้องอกมะเร็งได้เร็วกว่าคนปกติหลายเท่า

กินผักดองอย่างไรให้ปลอดภัย?

เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากโพรไบโอติกส์ในผักดองโดยไม่เสี่ยงมะเร็ง ดร. เสวี่ย ได้ให้คำแนะนำดังนี้:

  • เลือกกินเฉพาะที่หมักจนสุกได้ที่: ต้องมีสีเหลืองทองสม่ำเสมอ ห้ามกินผักที่เพิ่งดองใหม่ๆ (ดองไม่กี่วัน) หรือผักที่มีฝ้าขาว/เชื้อรา
  • จำกัดปริมาณ: ควรกินเพียง 1 ถึง 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละไม่เกิน 50 กรัม
  • ลดความเค็ม: ควรล้างผ่านน้ำก่อนรับประทานเพื่อลดปริมาณโซเดียม
  • อย่ากินแทนผักสด: ผักดองไม่สามารถใช้แทนสารอาหารจากผักสดได้
  • เสริมวิตามินซี: ควรรับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น มะเขือเทศ หรือพริกหยวก เพื่อช่วยยับยั้งการก่อตัวของสารไนโตรซามีน

นอกจากผักดองแล้ว แพทย์ยังเตือนให้ระวังอาหารอีก 3 ประเภทที่ส่งผลเสียต่อตับ ได้แก่ อาหารที่มีน้ำตาลสูง (ทำให้เกิดไขมันพอกตับ), อาหารที่มีไขมันสูง (รบกวนการเผาผลาญไขมัน) และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นสารพิษทำลายเซลล์ตับโดยตรง การหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำและรักษาสุขอนามัยในการกินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการปกป้องตับของคุณ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล