บอกลาไขมันพอกตับ! หมอญี่ปุ่นแนะ "3 เครื่องดื่ม" ช่วยค่าตับกลับมาปกติใน 1 เดือน
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1976/9881374/new-thumbnail1200x720_v2.jpgบอกลาไขมันพอกตับ! หมอญี่ปุ่นแนะ "3 เครื่องดื่ม" ช่วยค่าตับกลับมาปกติใน 1 เดือน

บอกลาไขมันพอกตับ! หมอญี่ปุ่นแนะ "3 เครื่องดื่ม" ช่วยค่าตับกลับมาปกติใน 1 เดือน

แชร์เรื่องนี้

เช็กเลย! เคล็ดลับลดไขมันพอกตับ หมอญี่ปุ่นแนะเปลี่ยนมาดื่ม "3 เครื่องดื่ม" ช่วยค่าตับปกติใน 1 เดือน

ผลการตรวจสุขภาพของคนยุคใหม่ชี้ให้เห็นว่า ภาวะไขมันพอกตับไม่เพียงแต่มีอัตราการแพร่กระจายที่สูงขึ้น แต่ยังมีแนวโน้มที่ผู้ป่วยจะมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยด้านอาหารจากไต้หวัน เว่ยเอิน (หยางซื่อเหว่ย) ได้อ้างอิงทัศนะของ นพ.เท็ตสึ โอกะตะ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตับจากญี่ปุ่นที่เตือนว่า "การดื่มเครื่องดื่มหวานทุกวัน คือการทำให้ตับของคุณร้องไห้อย่างเงียบๆ"

แนะเปลี่ยนมาดื่มเครื่องดื่ม 3 ชนิด เพื่อฟื้นฟูตับ

นพ.เท็ตสึ โอกะตะ สังเกตเห็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งในคลินิกของเขาว่า ผู้ป่วยภาวะไขมันพอกตับหลายรายเพียงแค่เปลี่ยนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ดื่มเป็นประจำ มาเป็นเครื่องดื่ม 3 ชนิดนี้ ผลการทำงานของตับกลับมาเป็นปกติได้อย่างน่าอัศจรรย์ภายในเวลาเพียง 1 เดือน ได้แก่:

  • น้ำเปล่า: รวมถึงน้ำโซดาที่ไม่มีน้ำตาล
  • ชาไม่เติมน้ำตาล: เช่น ชาเขียว ชาอู่หลง หรือชาดำ
  • กาแฟดำ: กาแฟที่ไม่ใส่นมและน้ำตาล

สำหรับข้อสงสัยที่ว่า "นม" หรือ "น้ำเต้าหู้" ดีต่อสุขภาพหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญอธิบายเพิ่มเติมว่า นมมีน้ำตาลแลคโตสและน้ำเต้าหู้มีน้ำตาลตามธรรมชาติ ซึ่งมีแคลอรีไม่ต่ำนัก หากดื่มแทนน้ำเปล่าปริมาณมากในแต่ละวัน อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบต่อตับได้

ส่วนเครื่องดื่มประเภท "น้ำอัดลมสูตรศูนย์แคลอรี่" ก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน เพราะความรู้สึกหวานจะไปกระตุ้นความอยากอาหาร ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตับและการลดน้ำหนัก

iStockphoto

3 เคล็ดลับเพิ่มเติมเพื่อสุขภาพตับที่ดี

นอกจากการเปลี่ยนเครื่องดื่มแล้ว การปรับพฤติกรรมการกินควบคู่ไปด้วยจะช่วยให้เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีคำแนะนำดังนี้:

  1. ลดปริมาณข้าวแป้งลงครึ่งหนึ่ง: ลดปริมาณข้าวขาว ขนมปัง หรือเส้นก๋วยเตี๋ยวลงให้เหลือเพียงครึ่งเดียวต่อมื้อ เพื่อปรับสมดุลน้ำตาลในร่างกาย
  2. เน้นกับข้าวเป็นหลัก ข้าวเป็นรอง: เปลี่ยนทัศนคติจากการกินข้าวเป็นจานหลัก ให้เน้นการรับประทานกับข้าวประเภทโปรตีนและผักแทน
  3. เพิ่มผักเป็นสองเท่า: ตั้งเป้ากินผักให้ได้มากกว่า 350 กรัมต่อวัน เพื่อเพิ่มกากใยอาหาร ช่วยลดอาการท้องผูกและลดภาระการทำงานของตับ

สรุปแนวทางการปรับสมดุลร่างกาย

หัวใจสำคัญของวิธีการนี้ไม่ใช่การงดคาร์โบไฮเดรตอย่างเด็ดขาด แต่เป็นการปรับเปลี่ยนสภาวะที่ร่างกายได้รับน้ำตาลเกินเกณฑ์สะสมมานานให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หากเราสามารถสร้างนิสัยการกินที่ถูกต้องในชีวิตประจำวันได้ ตับก็จะสามารถฟื้นฟูสมรรถภาพและกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามธรรมชาติ

แหล่งอ้างอิง

  1. ETtoday