เผยจุด "สกปรกที่สุด" ในห้องนอนที่หลายคนอาจมองข้าม ไม่เคยทำความสะอาดเลย
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1976/9881138/new-thumbnail1200x720_v2-20.jpgเผยจุด "สกปรกที่สุด" ในห้องนอนที่หลายคนอาจมองข้าม ไม่เคยทำความสะอาดเลย

เผยจุด "สกปรกที่สุด" ในห้องนอนที่หลายคนอาจมองข้าม ไม่เคยทำความสะอาดเลย

แชร์เรื่องนี้

เผยจุดที่ "สกปรกที่สุด" ในห้องนอนที่คุณอาจมองข้าม พร้อมวิธีทำความสะอาดหมอนแต่ละประเภท

หากถามว่าบริเวณใดในบ้านที่สะสมสิ่งสกปรกไว้มากที่สุด คำตอบที่หลายคนคาดไม่ถึงก็คือ "ไส้หมอน" นั่นเอง หลายคนซื้อหมอนมาแล้วใส่เพียงปลอกหมอนครอบไว้ และใช้งานยาวนานโดยไม่เคยทำความสะอาดไส้ข้างในเลย ซึ่งนี่อาจเป็นต้นเหตุของอาการคันยุบยิบหรืออาการแพ้โดยไม่ทราบสาเหตุ

สิ่งที่ซ่อนอยู่ในไส้หมอนที่ไม่เคยทำความสะอาด

ข้อมูลจาก กัว เหว่ย หัวหน้าเทคนิคการแพทย์จากโรงพยาบาลจงซาน มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ระบุว่า หมอนเป็นของใช้ที่เราสัมผัสทุกคืน ทั้งเส้นผม ฝุ่นละออง รังแค และน้ำมันจากผิวหนังล้วนตกค้างอยู่บนนั้น หมอนที่ใช้งานเกิน 1 ปี ประมาณ 1 ใน 10 ของน้ำหนักหมอนอาจมาจากส่วนผสมของเหงื่อ ไขมัน รังแค และฝุ่นละออง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์จุลินทรีย์ชั้นดี ดังนี้

  • กองทัพไรฝุ่น: พบมากที่สุดในไส้หมอน พวกมันกินรังแคเป็นอาหารและชอบสภาพแวดล้อมที่อุ่นชื้น ซึ่งรังแคจากหนังศีรษะและใบหน้าที่หลุดลอกทุกวันคืออาหารชั้นเลิศ
  • เชื้อราและแบคทีเรีย: งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เตือนว่าไส้หมอนที่ใช้งานเกิน 1.5 ปี อาจมีสปอร์ของเชื้อรานับล้าน เช่น Aspergillus และ Penicillium
  • เหงื่อและน้ำมัน: สิ่งเหล่านี้จะซึมลึกเข้าสู่ไส้หมอน ทำให้หมอนเหลือง แข็งตัว และกลายเป็นอาหารของเชื้อรา โดยเฉพาะผู้ชายที่มีระดับฮอร์โมนแอนโดรเจนสูงกว่า ซึ่งควบคุมการผลิตน้ำมัน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหมอนของผู้ชายมักจะเหลืองง่ายกว่า

อันตรายต่อสุขภาพจากการละเลยความสะอาด

การปล่อยให้ไส้หมอนสกปรกไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องสิวบนใบหน้า แต่ยังมีอันตรายที่มากกว่านั้น:

  • ปัญหาทางเดินหายใจ: ไรฝุ่นและมูลของมันรวมถึงสปอร์เชื้อราเป็นสารก่อภูมิแพ้ เมื่อเราหายใจเข้าไปจะกระตุ้นให้เกิดอาการจาม น้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ หรือแม้แต่โรคหอบหืด
  • ปัญหาผิวหนัง: แบคทีเรียและน้ำมันที่สะสมจะสัมผัสกับผิวหน้าซ้ำๆ ทำให้รูขุมขนอุดตัน นำไปสู่การเกิดสิว รูขุมขนอักเสบ และผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้
  • ระบบภูมิคุ้มกัน: การสัมผัสสปอร์เชื้อราเป็นเวลานานจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อเนื่อง สำหรับผู้สูงอายุหรือเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

วิธีทำความสะอาดไส้หมอนตามประเภทวัสดุ

ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมอุตสาหกรรมการทำความสะอาดปักกิ่ง กล่าวว่าหมอนไม่ใช่ของใช้ครั้งเดียวทิ้ง แต่วิธีทำความสะอาดขึ้นอยู่กับวัสดุ หากซักผิดวิธีหมอนอาจเสียรูปทรง แต่ถ้าซักถูกวิธีจะสามารถยืดอายุการใช้งานได้หลายปี

  • หมอนใยสังเคราะห์ (Polyester/Soy Fiber) สามารถซักมือหรือซักเครื่องได้โดยใช้น้ำอุ่นและน้ำยาซักผ้าสูตรอ่อนโยน หลังซักเสร็จควรรีบทำให้แห้งหรือปั่นแห้งทันทีเพื่อช่วยให้หมอนคืนตัวและมีความยืดหยุ่น
  • หมอนขนเป็ดหรือขนห่าน (Down Pillow) ควรซักมือเพื่อป้องกันความเสียหายต่อขนข้างใน แช่หมอนในน้ำอุ่นประมาณ 20 นาที ใช้น้ำยาซักผ้าสูตรอ่อนโยนหรือน้ำยาสำหรับซักขนสัตว์โดยเฉพาะ ห้ามบิดหมอนแรงๆ แต่ให้ใช้ผ้าขนหนู 2 ผืนประกบแล้วกดเพื่อซับน้ำออก จากนั้นตากในที่ร่มที่มีลมโกรกและคอยตบหมอนให้ขนกระจายตัวไม่จับเป็นก้อน
  • หมอนยางพารา (Latex Pillow) ยางพาราธรรมชาติกลัวความร้อนและรังสี UV ให้ซักมืออย่างเบามือโดยการวางหมอนราบในกะละมังที่มีน้ำยาซักผ้า แล้วใช้วิธีกดซ้ำๆ เพื่อไล่สิ่งสกปรก ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ซับน้ำด้วยผ้าขนหนู และ ผึ่งลมในที่ร่มให้แห้งเท่านั้น ห้ามตากแดดเด็ดขาด
  • หมอนเมมโมรี่โฟม (Memory Foam) ไม่แนะนำให้ซักด้วยน้ำ เพราะจะทำลายโครงสร้างพิเศษของวัสดุ หากสกปรกให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นหรือเครื่องทำความสะอาดผ้าแบบระบบดูดเพื่อกำจัดฝุ่นและไรฝุ่นแทน
  • หมอนวัสดุธรรมชาติ (เปลือกบัควีท/เมล็ดชุมเห็ดไทย) ห้ามซักด้วยน้ำโดยเด็ดขาดพราะจะทำให้เกิดเชื้อราและแมลง ควรนำเมล็ดข้างในออกมาตากแดดจัดเป็นประจำ หรือเปลี่ยนวัสดุเติมใหม่ทุกปีจะดีที่สุด

ข้อแนะนำเพิ่มเติม: หมอนยางพาราและเมมโมรี่โฟมมีอายุการใช้งานประมาณ 3-5 ปี ส่วนหมอนขนเป็ดและใยสังเคราะห์ควรเปลี่ยนทุก 1-2 ปี หากหมอนเริ่มจับตัวเป็นก้อนหรือสูญเสียความยืดหยุ่น และควรนำหมอนออกมาตากแดดหรือผึ่งลมในวันที่อากาศแจ่มใสเพื่อฆ่าเชื้อโรคและกำจัดไรฝุ่นด้วยรังสี UV

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :news.qq.com