
ปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” สะเทือนทั้งโลก ใครเจ็บสุด? แล้วประเทศไหนยังผ่าน เข้า-ออกได้สบายๆ
ปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” สะเทือนพลังงานโลก ใครเจ็บสุด? เอเชียใต้เสี่ยงหนัก ขณะยุโรปยังเดินทางข้ามแดนได้อิสระ
การประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดพลังงานโลก เส้นทางเดินเรือจุดนี้ถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของการขนส่งน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลาง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นักวิเคราะห์เตือนว่าหลายประเทศในเอเชียอาจรับแรงกระแทกเต็มๆ

ทำไมฮอร์มุซจึงสำคัญ?
ช่องแคบฮอร์มุซตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านกับโอมาน เป็นเส้นทางที่ในปี 2025 มีน้ำมันดิบไหลผ่านเฉลี่ยราว 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณ 31% ของการขนส่งน้ำมันทางเรือทั่วโลก นอกจากนี้ กว่า 20% ของการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากอ่าวเปอร์เซียก็ต้องผ่านจุดนี้ โดยเฉพาะก๊าซจากกาตาร์
หลังมีรายงานการโจมตีด้วยโดรนต่อโรงงานในเมืองอุตสาหกรรม Ras Laffan และ Mesaieed ของกาตาร์ ทำให้มีการระงับการผลิตบางส่วน ยิ่งเพิ่มความกังวลเรื่องอุปทานพลังงานโลก

ประเทศไหน “เดือดร้อนสุด”?
เอเชียใต้ถูกมองว่าเปราะบางที่สุด โดยเฉพาะในมิติก๊าซ LNG เพราะต้องพึ่งพากาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในสัดส่วนสูงมาก
- ปากีสถาน นำเข้า LNG จากสองประเทศนี้ถึง 99%
- บังกลาเทศ พึ่งพาสัดส่วน 72% และกำลังขาดแคลนก๊าซเชิงโครงสร้างกว่า 1,300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
- อินเดีย นำเข้า LNG จากภูมิภาคนี้ 53% และราว 60% ของน้ำมันดิบทั้งหมดก็มาจากตะวันออกกลาง
ในกลุ่มนี้ อินเดียถูกประเมินว่ามี “ความเสี่ยงรวมสูงที่สุด” เพราะนอกจากพึ่งพา LNG จากอ่าวเปอร์เซียกว่าครึ่งแล้ว ราคาสัญญาบางส่วนยังอ้างอิงกับน้ำมันดิบ Brent หากราคาน้ำมันพุ่ง จะกระทบทั้งต้นทุนน้ำมันและก๊าซพร้อมกัน กดดันดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมีนัยสำคัญ
จีนเสี่ยงสูง แต่ยังมี “กันชน”
จีนในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย โดยประมาณ 40% ของการนำเข้าน้ำมันจีนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และราว 30% ของ LNG มาจากกาตาร์และยูเออี
อย่างไรก็ตาม จีนยังมีสต๊อก LNG ราว 7.6 ล้านตัน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งช่วยรองรับระยะสั้นได้ แต่หากสถานการณ์ลากยาว อาจต้องแย่งซื้อก๊าซจากตลาดอื่น ทำให้การแข่งขันราคาในเอเชียรุนแรงขึ้น
ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เจ็บจาก “ราคาพลังงาน”
ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางราว 75% ส่วนเกาหลีใต้ 70% แม้การพึ่งพา LNG จากอ่าวเปอร์เซียจะต่ำกว่าเอเชียใต้ (เกาหลีใต้ 14% ญี่ปุ่น 6%) แต่ทั้งสองประเทศเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง จึงหลีกเลี่ยงแรงกดดันด้านราคายาก
คลังสำรอง LNG ของเกาหลีใต้อยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านตัน และญี่ปุ่น 4.4 ล้านตัน เพียงพอใช้ราว 2–4 สัปดาห์เท่านั้น
ไทยเปราะบางด้านดุลบัญชี
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระทบระยะแรกอาจมาในรูป “เงินเฟ้อจากต้นทุน” มากกว่าการขาดแคลนทันที โดยไทยถูกมองว่าเปราะบางชัดเจน เพราะมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันสุทธิสูงถึง 4.7% ของ GDP และทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10% จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดแย่ลงราว 0.5% ของ GDP
รัฐบาลไทยยังได้สั่งอพยพคนไทยเกือบ 300 คน และถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตออกจากอิหร่านเพื่อความปลอดภัย
แล้วประเทศไหนยัง “เข้า-ออกได้อิสระ”?
ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดและเรือถูกเตือนห้ามผ่าน พื้นที่ที่ยังคงการเดินทางข้ามพรมแดนได้สะดวกที่สุดในขณะนี้คือ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปในเขตเชงเกน (Schengen Area) ซึ่งประชาชนของประเทศสมาชิกส่วนใหญ่สามารถเดินทางเข้า-ออกกันได้โดยไม่ต้องตรวจพาสปอร์ตตามด่านชายแดนภายในกลุ่ม
ไม่ใช่แค่เรื่องความมั่นคง แต่คือแรงกระแทกเศรษฐกิจ
การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ใช่แค่ประเด็นทางทหารหรือภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจที่อาจกระทบเงินเฟ้อ ดุลบัญชี และเสถียรภาพทางการเงินของหลายประเทศในเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง
คำถามสำคัญตอนนี้ไม่ใช่แค่ “ราคาน้ำมันจะไปถึงเท่าไร” แต่คือ “สถานการณ์จะยืดเยื้อแค่ไหน” เพราะทุกวันที่ฮอร์มุซยังปิดอยู่ โลกพลังงานก็ยังสั่นคลอนไม่หยุด
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :theguardian,bbc,cnbc