
"หญ้าฝรั่น" (Saffron) ในโลกของเครื่องเทศและสมุนไพร นี่คือ "ทองคำสีแดง" ที่มีราคาสูงลิ่ว โดยสนนราคาซื้อขายในตลาดโลกอยู่ระหว่าง 37,400 - 374,000 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัตถุดิบ ทำให้มันครองตำแหน่งเครื่องเทศที่แพงที่สุดในโลกอย่างไม่มีใครเทียบได้
หญ้าฝรั่นได้มาจากเกสรตัวเมียสีแดงเข้มของดอกโครคัส (Crocus sativus) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crocus sativus L. เป็นพืชในวงศ์ IRIDACEAE ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นฝอยสีแดงเพลิง มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์คล้ายฟาง และรสชาติขมอมหวาน แต่เวลาใช้ปรุงอาหารจะให้ “สีเหลืองทอง” เพราะสีที่ละลายออกมาไม่ได้เป็นสีแดงของเส้นโดยตรง แต่เป็นสารสีธรรมชาติในหญ้าฝรั่นเอง

เบื้องหลังความแพงของหญ้าฝรั่นมาจากกระบวนการผลิตที่ต้องใช้แรงงานคนและทรัพยากรจำนวนมาก ดังนี้:
ประเทศอิหร่าน เป็นผู้ผลิตหญ้าฝรั่นรายใหญ่ที่สุด โดยครองสัดส่วนถึง 85% ของผลผลิตทั่วโลก ด้วยสภาพภูมิอากาศที่แห้งและมีแสงแดดจัด ผสมผสานกับความรู้ทางการเกษตรที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แม้ว่าจะมีหลักฐานการค้นพบครั้งแรกในกรีซยุคสัมฤทธิ์ แต่ปัจจุบันหญ้าฝรั่นได้แพร่กระจายและเพาะปลูกไปทั่วทั้งยุโรปและเอเชีย

หญ้าฝรั่น (Saffron) ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องเทศที่มีราคาแพงที่สุดในโลกในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและซับซ้อนที่ผูกพันกับอารยธรรมมนุษย์มานานกว่า 3,500 ปี ฮาโรลด์ แมคกี (Harold McGee) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อาหารระบุว่า หญ้าฝรั่นถูกนำมาเพาะปลูกครั้งแรกในแถบประเทศกรีซในช่วงยุคสัมฤทธิ์ โดยเชื่อว่ามีวิวัฒนาการมาจากสายพันธุ์ป่าที่ชื่อ Crocus cartwrightianus ก่อนจะถูกแพร่กระจายไปทั่วทวีปยูเรเชีย แอฟริกาเหนือ และอเมริกาในเวลาต่อมา
หลักฐานการใช้หญ้าฝรั่นที่เก่าแก่ที่สุดถูกพบในภาพวาดถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์ในอิหร่านซึ่งมีอายุกว่า 50,000 ปี ขณะที่ชาวสุเมเรียนโบราณใช้หญ้าฝรั่นป่าเป็นส่วนผสมในยาและเวทมนตร์ ส่วนในอียิปต์โบราณปรากฏหลักฐานในกระดาษปาปิรัสเมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล
เส้นทางการเดินทางของหญ้าฝรั่นมีความน่าสนใจดังนี้:
ในยุคโรมัน หญ้าฝรั่นเป็นเครื่องเทศยอดนิยมที่ใช้ในอาหารและน้ำหอมอย่างแพร่หลาย แต่การเพาะปลูกในยุโรปซบเซาลงหลังอาณาจักรโรมันล่มสลาย จนกระทั่งชาวมัวร์ (Moors) นำกลับเข้ามาปลูกในสเปนและอิตาลีอีกครั้งในศตวรรษที่ 8-14
เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญคือในศตวรรษที่ 14 ช่วงที่กาฬโรคระบาดหนัก (Black Death) ความต้องการหญ้าฝรั่นเพื่อใช้ทำยาสูงขึ้นจนเกิดการปล้นสะดมขบวนเรือสินค้า นำไปสู่ "สงครามหญ้าฝรั่น" (Saffron War) ที่ยาวนานถึง 14 สัปดาห์ และทำให้เมืองนูเรมเบิร์กในเยอรมนีต้องออกกฎหมาย Safranschou เพื่อลงโทษผู้ที่ปลอมปนหญ้าฝรั่นด้วยการปรับ จำคุก หรือแม้แต่ประหารชีวิต
หญ้าฝรั่นผูกพันกับประวัติศาสตร์มนุษย์มาอย่างยาวนาน มีตำนานเล่าว่า พระนางคลีโอพัตรา ทรงอาบน้ำในน้ำนมม้าที่ผสมหญ้าฝรั่นก่อนจะออกไปพบชายคนรักอย่าง มาร์ค แอนโทนี เพราะเชื่อว่าหญ้าฝรั่นจะทำให้ผิวพรรณมีสีทองผ่องใส และมีกลิ่นหอมเย้ายวนที่ดึงดูดเพศตรงข้ามได้อย่างน่าอัศจรรย์
นอกจากนี้ จอห์น โอคอนเนลล์ (John O’Connell) ผู้เขียนหนังสือ The Book of Spice ได้ระบุข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

1. สารต้านอนุมูลอิสระทรงพลัง
หญ้าฝรั่นประกอบด้วยสารสำคัญอย่าง Crocin, Crocetin และ Safranal ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์สมองจากการถูกทำลาย และลดภาวะการอักเสบในร่างกาย
2. ช่วยปรับปรุงอารมณ์และรักษาภาวะซึมเศร้า
หญ้าฝรั่นได้รับฉายาว่า "เครื่องเทศแห่งแสงแดด" (Sunshine Spice) ผลการศึกษาทางการแพทย์ในปี 2019 พบว่าการรับประทานหญ้าฝรั่นมีประสิทธิภาพในการช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางได้ดี โดยให้ผลใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบันแต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า
3. บำรุงสายตาและถนอมดวงตา
มีสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ช่วยป้องกันดวงตาจากแสงแดด และช่วยชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา (Macular Degeneration) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ
4. ประโยชน์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
หัวใจและหลอดเลือด: ช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือด
บรรเทาอาการ PMS: ช่วยลดอาการไม่สบายตัวและหงุดหงิดก่อนมีประจำเดือน
เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ: มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นกำหนัดทั้งในเพศชายและหญิง
ลดความอยากอาหาร: ช่วยในการควบคุมน้ำหนักและลดค่าดัชนีมวลกาย (BMI)
ขอขอบคุณ