.jpg?ip/crop/w670h402/q80/jpg)
ในโลกออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลสุขภาพที่ได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มผู้ชาย โดยระบุว่าการมีเพศสัมพันธ์หรือการหลั่งน้ำอสุจิอย่างน้อย 21 ครั้งต่อเดือน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ซึ่งสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเกิดความสงสัยว่าเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้หรือไม่ กองบรรณาธิการ Sanook News จึงได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการแพทย์และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อไขข้อข้องใจในประเด็นดังกล่าว
จริงหรือไม่ที่การมีเพศสัมพันธ์หรือการหลั่งน้ำอสุจิเฉลี่ย 21 ครั้งต่อเดือน สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ถึง 20%?
จากการตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีผลการศึกษาที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าวจริง โดยงานวิจัยระบุว่าผู้ชายที่มีการหลั่งน้ำอสุจิอย่างน้อย 21 ครั้งต่อเดือน ไม่ว่าจะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์หรือการช่วยตัวเอง สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ประมาณ 20% เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ชายที่มีการหลั่งน้ำอสุจิเพียง 4-7 ครั้งต่อเดือน ซึ่งกลไกดังกล่าวเชื่อว่าการหลั่งอย่างสม่ำเสมอมีผลดีต่อระบบสุขภาพของต่อมลูกหมากโดยรวม
อย่างไรก็ตาม กองบรรณาธิการตรวจสอบพบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจัยเรื่องอายุมีผลต่อความสามารถในการปฏิบัติตามเกณฑ์ดังกล่าว โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก อาจเผชิญกับปัญหาภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือ อาการนกเขาไม่ขัน (Erectile Dysfunction – ED) ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมทางเพศได้บ่อยครั้งตามที่มีการแชร์ข้อมูล
ทั้งนี้ สาเหตุของการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศอาจเกิดจากความเครียด การขาดการออกกำลังกาย หรือภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย ดังนั้นแม้การมีเซ็กซ์บ่อยครั้งจะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่การดูแลสุขภาพองค์รวม การตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นประจำ และการปรึกษาแพทย์เมื่อพบความผิดปกติ ยังคงเป็นวิธีป้องกันและเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพที่สุด
เป็นเรื่องจริงตามผลงานวิจัย การหลั่งน้ำอสุจิ 21 ครั้งต่อเดือนมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากได้จริง แต่ในทางปฏิบัติควรคำนึงถึงสภาพร่างกายและวัย โดยเฉพาะผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไปควรเน้นการตรวจสุขภาพประจำปีควบคู่กันไป
ขอบคุณข้อมูลจาก