
คดีฆาตกรรมสุดสะเทือนใจในสหรัฐฯ เมื่อเกือบ 30 ก่อน ถูกหยิบกลับมาพิจารณาอีกครั้ง หลังศาลรัฐฟลอริดาเริ่มกระบวนการคัดเลือกคณะลูกขุนใหม่ในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความสนใจของสังคม เนื่องจากเป็นหนึ่งในคดีที่โหดร้ายต่อเด็กมากที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ของรัฐ
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อแบรดดี้ ขับรถพาแชนเดลล์ ผู้เป็นแม่ ไปยังไร่อ้อยที่ห่างไกลผู้คน ก่อนลงมือบีบคอจนเธอหมดสติ และทิ้งไว้โดยเข้าใจว่าเสียชีวิตแล้ว อย่างไรก็ตาม แชนเดลล์ฟื้นขึ้นมาได้ และสามารถโบกรถขอความช่วยเหลือจากผู้ที่ขับผ่านไปมา

หลังทำร้ายแม่ แบรดดี้ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาพาตัวควาติชา เด็กหญิงตัวน้อย ไปยังบริเวณทางหลวงอินเตอร์สเตต 75 ในเขตเอเวอร์เกลดส์ พื้นที่ที่รู้จักกันในชื่ออันน่าสะพรึงว่า “ตรอกจระเข้” ก่อนตัดสินใจทิ้งเด็กไว้ที่นั่นทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่
แบรดดี้ให้การภายหลังว่า เขากลัวว่าเด็กจะไปบอกผู้อื่นเกี่ยวกับการทำร้ายแม่ของเธอ และยอมรับในเอกสารคำร้องต่อศาลว่า รู้ดีอยู่แล้วว่าเด็กหญิงมีโอกาสรอดชีวิตน้อยมาก

สองวันถัดมา ชาวประมงสองคนพบร่างไร้วิญญาณของควาติชาในคลอง สภาพศพสร้างความสะเทือนใจอย่างรุนแรง แขนซ้ายของเด็กหญิงหายไป โดยผลชันสูตรยืนยันว่าถูกจระเข้กัดขาดหลังจากเสียชีวิตแล้ว
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดที่เจ็บปวดที่สุดคือ แพทย์นิติเวชระบุว่า ควาติชายังมีชีวิตอยู่ขณะถูกจระเข้กัดเข้าที่ศีรษะและหน้าท้อง แม้ในขณะนั้นเธออาจอยู่ในภาวะหมดสติ
ผลการชันสูตรยังพบรอยแผลที่ริมฝีปากจากการถูกปลาตอดกิน รอยถลอกตามร่างกายที่สอดคล้องกับการถูกผลักตกรถและไถลไปกับพื้นถนน โดยสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงเกิดจากแรงกระแทกอย่างรุนแรงที่ศีรษะด้านซ้าย
แบรดดี้เคยถูกตัดสินจำคุกและรับโทษประหารชีวิตตั้งแต่ปี 2007 จากคำตัดสินของคณะลูกขุน แต่ในปี 2016 ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยแย้งเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินโทษประหารของรัฐฟลอริดา ทำให้คดีของเขาถูกส่งกลับมาพิจารณาบทลงโทษใหม่
ภายใต้กฎหมายใหม่ของฟลอริดาในปี 2023 ศาลสามารถสั่งประหารชีวิตได้ หากคณะลูกขุนลงมติเห็นชอบเพียง 8 ต่อ 4 จากเดิมที่ต้องเป็นเอกฉันท์ ทำให้สถานการณ์ล่าสุดไม่เป็นผลดีต่อแบรดดี้นัก
ในการตัดสินคดีครั้งแรก ผู้พิพากษา เลนเนิร์ด อี. กลิก เคยกล่าวถ้อยคำที่สะท้อนความรู้สึกของสังคมไว้ว่า ผู้ใหญ่มีหน้าที่ต้องปกป้องเด็กๆ จากปีศาจร้าย ไม่ใช่ทำตัวเป็นปีศาจเสียเอง

ขอขอบคุณ
ข้อมูล :dailystar