
เหตุการณ์ ลิฟต์ค้าง ในสภาวะปกติก็น่าตกใจแล้ว แต่หากเกิดขึ้นพร้อมกับ "ไฟดับ" ความมืดและความกังวลเรื่องอากาศหายใจจะยิ่งทวีคูณ ความเข้าใจผิดหลายอย่างอาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้ วันนี้เราได้รวบรวม 4 ขั้นตอนสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการเอาตัวรอดในสถานการณ์วิกฤตที่ไฟฟ้าสำรองมีจำกัด
เมื่อไฟดับ ลิฟต์จะตัดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าสำรอง (Emergency Battery) ซึ่งมีพลังงานจำกัด หน้าที่หลักของแบตเตอรี่นี้คือเลี้ยงระบบไฟส่องสว่าง พัดลมระบายอากาศ และระบบสื่อสาร การกดปุ่มฉุกเฉินรัวๆ ด้วยความตกใจ จะเป็นการดึงพลังงานจากแบตเตอรี่สำรองไปใช้อย่างรวดเร็ว
ผลเสียคือ: หากแบตเตอรี่หมด พัดลมระบายอากาศจะหยุดทำงานทันที ไฟจะดับสนิท และจะทำให้คุณเริ่มหายใจลำบาก ดังนั้น ให้กดแจ้งเหตุเพียงครั้งเดียวให้สัญญาณดัง แล้วรอการตอบรับ เพื่อเซฟพลังงานไว้เลี้ยงระบบหมุนเวียนอากาศให้ได้นานที่สุด
ก่อนจะรีบโทรหาใคร ให้ตั้งสติและเงี่ยหูฟังเสียงรอบข้าง โดยเฉพาะเสียงของ "พัดลมระบายอากาศ"
หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องปีนขึ้นเพดาน ซึ่งอันตรายมาก ความจริงแล้วลิฟต์ทุกตัวมีช่องอากาศธรรมชาติอยู่บริเวณ "รอยต่อประตู" หากรู้สึกว่าอากาศเริ่มไม่พอ ให้มองหาช่องเล็กๆ ตรงกลางระหว่างบานประตูลิฟต์
วิธีทำ: ใช้นิ้วมือ หรือบัตรแข็ง ค่อยๆ แหย่เข้าไปและง้างประตูออกเพียงเล็กน้อย ให้เกิดช่องว่างแค่นิดเดียวก็เพียงพอให้อากาศจากภายนอกไหลเข้ามาได้ (คำเตือน: ง้างเพียงเพื่อให้มีช่องอากาศเท่านั้น ห้ามพยายามงัดประตูจนเปิดกว้างหรือพาตัวออกไปเองเด็ดขาด เพราะลิฟต์อาจขยับได้)
เมื่อมั่นใจว่าติดต่อขอความช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว หรืออยู่ในระหว่างรอ สิ่งที่ต้องทำคือ "ห้ามตะโกน" และ "ขยับตัวให้น้อยที่สุด" ให้นั่งลงกับพื้นนิ่งๆ เพื่อลดการเผาผลาญออกซิเจนของร่างกาย และปรับการหายใจเพื่อลดความตื่นเต้นด้วยจังหวะ 4-2-4 ดังนี้
การทำเช่นนี้จะช่วยรักษาระดับออกซิเจนในเลือด ลดอัตราการเต้นของหัวใจ และช่วยให้ครองสติรอความช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัยที่สุด