
การรับประทานอาหารไขมันต่ำ (Low-fat diet) อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพเสมอไป นายแพทย์หลิว ป๋อเหริน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์โภชนาการ ได้แบ่งปันเคสของผู้ป่วยชายวัย 60 ปีรายหนึ่ง ที่กลัวปัญหาความดัน ไขมัน เบาหวาน จึงควบคุมอาหารแบบไร้น้ำมันอย่างเข้มงวด แต่กลับต้องเผชิญกับอาการ "สมองล้า" (Brain Fog) อย่างรุนแรงจนเสียสมาธิในการทำงาน
จากการตรวจร่างกายพบว่า ผู้ป่วยรายนี้ขาดกรดไขมันที่จำเป็นอย่างรุนแรง ส่งผลให้ความยืดหยุ่นของผนังเซลล์แย่มาก นายแพทย์หลิวอธิบายว่า สมองของมนุษย์มีส่วนประกอบเป็นไขมันถึง 60% และต้องการ "น้ำมันดี" ในการขับเคลื่อนการทำงาน การที่ผู้ป่วยทานอาหารจืดชืดและไร้น้ำมันมานานหลายปี ทำให้สมองตกอยู่ในสภาวะหิวโหยจน "แห้งเหือด" ส่งผลให้เกิดอาการขี้หลงขี้ลืมและขาดสมาธิ
งานวิจัยขนาดใหญ่จากวิทยาลัยสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 2568 ซึ่งติดตามกลุ่มตัวอย่างวัยกลางคนและผู้สูงอายุนับหมื่นคนเป็นเวลา 15 ปี พบข้อมูลที่สอดคล้องกับหลักการอาหารแบบ MIND Diet ว่า กุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมไม่ใช่การกินน้ำมันให้น้อยลง แต่คือการเลือกกินน้ำมันให้ถูกประเภท
การได้รับ "กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (MUFA)" จากพืช เช่น น้ำมันมะกอกหรือถั่วเปลือกแข็ง มีส่วนช่วยชะลอการเสื่อมถอยของสมองได้เฉลี่ย 2-3 ปี นอกจากนี้ กรดไขมัน Omega-3 (DHA/EPA) จากปลาทะเลน้ำลึก ยังช่วยให้ผนังเซลล์อ่อนนุ่มและไหลลื่น ทำให้การส่งสัญญาณประสาททำได้รวดเร็วขึ้น

นายแพทย์หลิวได้แนะนำขั้นตอนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อบำรุงสมอง ดังนี้:
หลังจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและเลือกรับประทานน้ำมันที่ดีเป็นเวลา 3 เดือน ผู้ป่วยรายดังกล่าวกลับมาพบแพทย์พร้อมระบุว่า "ความรู้สึกเหมือนหมอกในสมองจางหายไป ปฏิกิริยาตอบโต้เร็วขึ้น และมีพลังใจมากขึ้น" นี่เป็นเครื่องยืนยันว่าการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องไม่ใช่การตัดไขมันทิ้งทั้งหมด แต่คือการเลือกเติมสารอาหารที่สมองต้องการอย่างแท้จริง
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :health.setn.com