ฮาร์วาร์ดค้นพบ 3 กิจกรรมง่ายๆ แต่ทำให้เด็ก "ฉลาดกว่าเพื่อน" ในวัยเดียวกัน อย่างเห็นได้ชัด!!
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1973/9866202/newnewnewnewnewnewnew-thumbna_1.jpgฮาร์วาร์ดค้นพบ 3 กิจกรรมง่ายๆ แต่ทำให้เด็ก "ฉลาดกว่าเพื่อน" ในวัยเดียวกัน อย่างเห็นได้ชัด!!

ฮาร์วาร์ดค้นพบ 3 กิจกรรมง่ายๆ แต่ทำให้เด็ก "ฉลาดกว่าเพื่อน" ในวัยเดียวกัน อย่างเห็นได้ชัด!!

แชร์เรื่องนี้

Harvard คอนเฟิร์ม! เปิด 3 กิจกรรม "ธรรมดา" แค่เล่นง่ายๆ แต่ช่วยบูสต์สมอง ให้ลูกฉลาดกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน พ่อแม่ทำได้ที่บ้านทันที

ความฉลาดไม่ได้สร้างขึ้นจากการนั่งท่องตำราหน้าโต๊ะเรียนเพียงอย่างเดียว แต่มันซ่อนอยู่ใน "ช่วงเวลาแห่งการเล่น" ที่บริสุทธิ์ที่สุด... มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ค้นพบ 3 กิจกรรมสุดเรียบง่าย ที่พ่อแม่หลายคนมองข้าม แต่กลับช่วยบูสต์สมองลูกให้พุ่งทะยานได้อย่างไม่น่าเชื่อ!

คนเป็นพ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกฉลาด โดดเด่นที่โรงเรียน และมีความมั่นใจพร้อมรับมือกับโลกอนาคต เรามักพยายามหาสูตรสำเร็จหรือคอร์สเรียนแพงๆ เพื่อให้ลูก "ชนะตั้งแต่จุดสตาร์ท" แต่ความจริงแล้ว งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ได้ชี้ให้เห็นว่า ความลับของสมองอัจฉริยะซ่อนอยู่ใน 3 กิจกรรมในชีวิตประจำวันที่แสนธรรมดา ดังนี้

1. การฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine Motor): เมื่อปลายนิ้วเริ่ม "ร่ายรำ"

เรามักสนใจว่าลูกวิ่งได้ไกลแค่ไหน หรือกระโดดได้สูงเท่าไหร่ จนลืมมอง "สิ่งมหัศจรรย์" ที่เกิดขึ้นบนฝ่ามือเล็กๆ คู่นั้น กิจกรรมง่ายๆ อย่างการร้อยเข็ม ร้อยลูกปัด ต่อบล็อกไม้ หรือการปั้นดินน้ำมัน แท้จริงแล้วคือ "บทเพลงซิมโฟนี" ที่กำลังบรรเลงอยู่บนเปลือกสมองของลูก

ปลายนิ้วมือเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่หนาแน่นมาก ทุกครั้งที่ลูกปรับแรงบีบ หรือขยับองศามือเพื่อวางบล็อกไม้ สัญญาณนับล้านจะถูกส่งตรงไปยังสมอง กระบวนการนี้จะกระตุ้นสมองส่วนที่รับผิดชอบเรื่องการประสานงาน การวางแผน และการรับรู้ทางสัมผัส ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับ "ตรรกะและการคิดวิเคราะห์"

เปรียบเสมือนการสร้าง "ทางด่วนข้อมูล" ในสมอง ยิ่งถนนกว้าง เครือข่ายยิ่งแน่น การประมวลผลก็ยิ่งเร็ว นอกจากจะได้ความคล่องแคล่วแล้ว ยังช่วยฝึกสมาธิขั้นสูงอีกด้วย ดังนั้น ปล่อยให้ลูกได้ตัดกระดาษ ต่อจิ๊กซอว์ หรือนวดแป้งเล่นเถอะครับ อย่ากลัวเลอะ เพราะความเลอะเทอะคือปุ๋ยชั้นดีของปัญญา

2. การฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor): ปลุกพลังสมองด้วยการขยับตัว

หากกล้ามเนื้อมัดเล็กคือการปรับจูนภายใน กล้ามเนื้อมัดใหญ่ก็คือการ "ทะลวงจุดชีพจร" ให้ร่างกายและสมองตื่นตัว การได้วิ่งเล่นกลางแจ้ง ปีนป่าย หรือเล่นไล่จับ คือประสบการณ์ล้ำค่าในยุคที่เด็กๆ ถูกล้อมรอบด้วยหน้าจอมือถือ

การออกกำลังกายช่วยเพิ่มการทำงานของหัวใจและปอด ส่งออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยง "ศูนย์บัญชาการ" ในสมองได้อย่างเต็มที่ งานวิจัยใหม่ๆ พบว่า "สมองน้อย" (Cerebellum) ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ทรงตัว แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการเรียนรู้และการจดจ่อ เด็กที่ควบคุมร่างกายได้ดี มักจะมีแนวโน้มที่จะ "นั่งนิ่ง" และมีสมาธิในห้องเรียนได้ดีกว่า

นอกจากนี้ เกมที่มีกติกาอย่าง ซ่อนแอบ หรือกระโดดหนังยาง ยังช่วยฝึกปฏิกิริยาโต้ตอบและความจำมิติสัมพันธ์ ดังนั้น... ไล่ลูกออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านเถอะครับ ให้เขาได้สัมผัสโลกด้วยร่างกายของเขาเอง

3. การเล่นบทบาทสมมติ (Role-Playing): เวทีแห่งจินตนาการและการแก้ปัญหา

นี่คือกิจกรรมที่มักถูกผู้ใหญ่มองข้ามมากที่สุด แต่กลับมี "เวทมนตร์" มากที่สุด! เมื่อลูกเปลี่ยนเก้าอี้เป็นบ้าน เปลี่ยนผ้าเช็ดตัวเป็นผ้าคลุมเจ้าหญิง หรือเอาของเล่นมาตรวจไข้เหมือนหมอ นั่นคือช่วงเวลาที่สมองกำลังทำงานอย่างหนักหน่วง

ในโลกสมมตินั้น เด็กต้องสร้างพล็อตเรื่องเอง รับบทบาทเอง และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอง (เช่น "ตายแล้ว! ตุ๊กตาป่วยกะทันหันต้องทำยังไง?") กระบวนการนี้กระตุ้นจินตนาการและทักษะการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัด ความฉลาด (IQ) ที่ชัดเจนที่สุด

เพื่อให้เกมดำเนินต่อไปได้ เด็กต้องจำคาแรคเตอร์และเจรจากับเพื่อนร่วมเล่น นี่คือการฝึกสมาธิแบบ "Self-driven" (ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง) ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการถูกบังคับให้นั่งฟังเงียบๆ หลายเท่า หากเห็นลูกนั่งบ่นพึมพำหรือเล่นละครคนเดียว อย่าเพิ่งไปขัดจังหวะนะครับ เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่โลกภายในของเขากำลังเติบโตอย่างแข็งแรงที่สุด

แก่นแท้ของงานวิจัยจากฮาร์วาร์ดคือการพาการศึกษากลับสู่ "ธรรมชาติ" ความฉลาดไม่ได้มาจากแบบฝึกหัดที่แห้งแล้ง แต่ซ่อนอยู่ในความสนุกของการเล่น เพียงแค่ให้โอกาสลูกได้ขยับร่างกาย สัมผัสธรรมชาติ และปกป้องจินตนาการของเขาไว้ เราจะได้เด็กที่ไม่เพียงแค่ฉลาด แต่ยังมีความสุขและสุขภาพดีอีกด้วย

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :SOHA