
แต่สำหรับชายคนหนึ่ง ความงามกลับกลายเป็นสิ่งที่พรากวัยเด็ก ตัวตน และความเป็นมนุษย์ของเขาไปอย่างไม่อาจย้อนคืน
ชายคนนั้นคือ บียอร์น อันเดรเซน (Björn Andrésen) ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามว่า “ผู้ชายที่สวยที่สุดในโลก” ฉายาที่ฟังดูงดงาม หากแต่แฝงไว้ด้วยบาดแผลที่ติดตัวเขาไปตลอดชีวิต

ในปี 1971 โลกภาพยนตร์ได้รู้จักเด็กหนุ่มชาวสวีเดนวัยเพียง 15 ปี ผู้มีใบหน้าสวยงามราวกับรูปสลักคลาสสิก บียอร์น ได้รับบทเป็น “ทัดซิโอ” ในภาพยนตร์เรื่อง Death in Venice ของผู้กำกับระดับตำนาน ลูคิโน วิสคอนติ
บทบาทนี้ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชั่วข้ามคืน จากเด็กธรรมดาคนหนึ่ง เขาถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของความงามอันบริสุทธิ์ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ก่อนจะได้พบ บียอร์น นั้น วิสคอนติ เดินทางไปทั่วทวีปยุโรป เพื่อค้นหาเด็กหนุ่มที่จะเป็นตัวแทนของ “ความงามที่สมบูรณ์แบบ” ตามจินตนาการของเขา จนกระทั่งได้พบกับเด็กชายที่เขาเชื่อว่าไม่มีใครเทียบได้
ต่อหน้าสื่อ วิสคอนติ กล่าวประโยคที่กลายเป็นตราประทับตลอดชีวิตของ บียอร์น ว่า “นี่คือชายหนุ่มที่สวยที่สุดในโลก” ซึ่งฉายานี้เองที่นำพาชื่อเสียงมาสู่เขา พร้อมกับพันธนาการที่ไม่มีใครมองเห็น

ในช่วงการถ่ายทำและการโปรโมตภาพยนตร์ บียอร์น ไม่ได้ถูกปฏิบัติในฐานะเด็กคนหนึ่ง หากแต่ถูกมองเป็นเพียง “วัตถุแห่งความงาม” ที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ไว้ตลอดเวลา
ในกองถ่าย วิสคอนติ สั่งห้ามไม่ให้เขาออกไปเล่นหรือสบตากับใคร เพื่อคงภาพของเด็กหนุ่มผู้งดงามและลึกลับ บียอร์น เล่าว่า เขาถูกจ้องมองจากผู้ใหญ่รอบตัวด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความปรารถนา ซึ่งสำหรับเด็กวัย 15 ปี มันคือความรู้สึกอึดอัดและคุกคามอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ที่ บียอร์น บอกว่าเป็นบาดแผลที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิต คือการถูกพาไปปรากฏตัวในคลับเกย์แห่งหนึ่ง โดยที่เขาไม่เคยถูกถามถึงความสมัครใจ
ที่นั่น เขาถูกรายล้อมด้วยผู้ใหญ่ที่จ้องมองเขาราวกับเหยื่อ หรือขนมหวานบนถาดเงิน พนักงานและแขกพยายามเข้ามาสัมผัสตัวเขา ทุกอย่างเกิดขึ้นเพื่อสร้างบารมีให้ผู้กำกับและกระแสข่าว โดยแลกกับความปลอดภัยของเด็กคนหนึ่ง

เพื่อรักษาฉายา “ผู้ชายที่สวยที่สุดในโลก” บียอร์น ถูกห้ามทำกิจกรรมแบบเด็กผู้ชายทั่วไป เขาถูกห้ามตากแดดเพราะกลัวผิวเสีย ห้ามตัดผม และต้องวางตัวนิ่ง เงียบ และขรึมอยู่ตลอดเวลา
ความต้องการส่วนตัวของเขาถูกลดทอนลง จนเหลือเพียงหน้าที่เดียวคือ นั่งอยู่เฉยๆ เพื่อให้ผู้คนมอง บียอร์น เปรียบความรู้สึกในช่วงเวลานั้นว่า เขาเหมือน “สัตว์ประหลาดในสวนสัตว์” ที่ถูกจ้องมอง แต่ไม่มีใครรับฟัง

ในเวลาต่อมา บียอร์น ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ชื่อเสียงและความหล่อเหลาที่โลกมอบให้ ได้ทำลายวัยเด็กของเขาอย่างสิ้นเชิง และทิ้งบาดแผลทางใจที่ต้องใช้เวลานับสิบปีกว่าจะเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับมัน
เรื่องราวของเขาคือเครื่องเตือนใจว่า ความงามไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการพรากศักดิ์ศรี ความปลอดภัย และความเป็นมนุษย์ของใครก็ตาม โดยเฉพาะเมื่อคนคนนั้น ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งเท่านั้น

บียอร์น ใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เขามีบุตรสาว 1 คนในปีค.ศ. 1984 จากการสมรสกับอดีตภรรยา ซูซันนา โรมัน ซึ่งทั้งคู่แต่งงานกันในช่วงปี ค.ศ. 1983–1987 ต่อมา ทั้งสองมีบุตรชายอีกหนึ่งคนชื่อ เอลวิน เกิดในปี ค.ศ. 1986 แต่เสียชีวิตในปีเดียวกันจากภาวะไหลตายในทารก ขณะมีอายุเพียง 9 เดือน
การสูญเสียลูกชายสร้างบาดแผลทางใจอย่างรุนแรงให้กับ บียอร์น และทำให้เขาตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าเป็นเวลานาน หลายปีต่อมา ในการให้สัมภาษณ์เมื่อปีค.ศ. 2020 เขาเปิดใจว่าเชื่อมั่นว่าจะได้พบกับลูกชายอีกครั้ง “ในชีวิตหลังความตาย”
บียอร์น อันเดรเซน ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคมะเร็งเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 2025 ด้วยวัย 70 ปี
อัลบั้มภาพ 20 ภาพ