เช็กข่าวชัวร์ : เหนื่อย ง่วง หิวซ้ำ หลังทานอาหาร เป็นอาการเสี่ยงเบาหวานกำเริบ จริงเหรอ?
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1972/9862638/fc_thumbnail1200x720(11).jpgเช็กข่าวชัวร์ : เหนื่อย ง่วง หิวซ้ำ หลังทานอาหาร เป็นอาการเสี่ยงเบาหวานกำเริบ จริงเหรอ?

เช็กข่าวชัวร์ : เหนื่อย ง่วง หิวซ้ำ หลังทานอาหาร เป็นอาการเสี่ยงเบาหวานกำเริบ จริงเหรอ?

แชร์เรื่องนี้

Fact Check สัญญาณเตือนอาการหลังมื้ออาหาร เสี่ยงเบาหวานกำเริบ จริงหรือไม่?

ในช่วงที่ผ่านมา มีการแชร์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเตือนว่า หากมีอาการหลังมื้อเย็น เช่น เหนื่อย ง่วง หิวซ้ำ มือร้อน ใจสั่น เวียนหัว แปลว่าน้ำตาลในเลือดสูงหรือโรคเบาหวานกำเริบ จนสร้างความกังวลให้กับผู้อ่านจำนวนมาก

กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า ข้อความดังกล่าวเข้าข่ายข่าวปลอม (Fake News) ด้านสุขภาพ และเป็นการสรุปข้อมูลทางการแพทย์ที่คลาดเคลื่อน อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเบาหวาน

คำถาม

จริงหรือไม่ที่อาการหลังมื้ออาหาร เช่น เหนื่อย ง่วง ใจสั่น เวียนหัว เป็นสัญญาณว่าน้ำตาลในเลือดสูงหรือโรคเบาหวานกำเริบ ตามที่มีการแชร์ต่อกันในโลกออนไลน์?

การตรวจสอบ

จากการตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์ พบว่าอาการที่ถูกอ้างถึง เช่น เหนื่อย ง่วง หรือหิวซ้ำหลังมื้ออาหาร สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารมื้อใหญ่เกินไป ความเหนื่อยสะสม การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ระบบประสาทอัตโนมัติ หรือความเครียดในชีวิตประจำวัน

อาการเหล่านี้ไม่ใช่อาการเฉพาะที่ใช้วินิจฉัยภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือโรคเบาหวานแต่อย่างใด ในทางการแพทย์ อาการที่มักพบร่วมกับภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลดผิดปกติ และตาพร่ามัว

ขณะที่อาการใจสั่น หน้ามืด เวียนศีรษะ หรือใกล้เป็นลม มักสัมพันธ์กับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นคนละภาวะกับที่ข้อความต้นทางกล่าวอ้าง ทำให้ข้อมูลที่แชร์นั้นมีความคลาดเคลื่อนอย่างชัดเจน

แพทย์ย้ำว่า การประเมินภาวะน้ำตาลในเลือดไม่สามารถอาศัยอาการเพียงอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยวิธีทางการแพทย์เท่านั้น การสื่อสารว่ามื้อเย็นทำให้น้ำตาลพุ่งจนเกิดอาการทั้งหมด เป็นการสรุปเกินจริงและอาจสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น

ข้อเท็จจริง

ข้อมูลเตือนอาการหลังมื้ออาหารว่าเป็นสัญญาณน้ำตาลในเลือดสูงหรือเบาหวานกำเริบ เป็นข่าวปลอม ไม่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ และไม่สามารถใช้แทนการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดได้

แหล่งอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์