ต้นไม้ไม่ช่วย! อ.เจษฎ์ เปิดชัด 3 ปัจจัยเด็ด "นำงูเข้าบ้าน" เผยวิธีป้องกันงูที่ได้ผลจริง

ต้นไม้ไม่ช่วย! อ.เจษฎ์ เปิดชัด 3 ปัจจัยเด็ด "นำงูเข้าบ้าน" เผยวิธีป้องกันงูที่ได้ผลจริง

ต้นไม้ไม่ช่วย! อ.เจษฎ์ เปิดชัด 3 ปัจจัยเด็ด "นำงูเข้าบ้าน" เผยวิธีป้องกันงูที่ได้ผลจริง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

อ.เจษฎ์ เปิดเผย 3 ปัจจัยที่ "นำงูเข้าบ้าน" ชี้ช่องเพื่อป้องกันงูเข้าบ้านให้ถูกจุด ย้ำปลูกพืชสมุนไพรไม่ช่วยไล่งู! 

อ.เจษฎ์ยืนยัน ไม่มีต้นไม้ชนิดใดไล่งูได้จริง แนะนำจัดบ้านให้เป็นระเบียบ ลดแหล่งอาหารและที่ซ่อน เพื่อป้องกันงูเข้าบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ

กระแสแชร์ข้อมูลในโซเชียลเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้หรือสมุนไพรเพื่อกันงู กลายเป็นเรื่องที่คนจำนวนมากเชื่อว่าช่วยป้องกันงูเข้าบ้านได้จริง ทั้งสูตร “ปลูกสมุนไพรไล่งู” หรือ “4 ต้นไม้ งูเห็นแล้วหนี เหมาะวางในบ้านเสริมฮวงจุ้ย” แต่จากการอธิบายของ ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ยืนยันชัดว่าไม่มีพืชชนิดใดที่ทำให้งูกลัวหรือหนีหายไปจากบ้านได้ การป้องกันงูเข้าบ้านอย่างได้ผลจึงไม่ใช่การปลูกต้นไม้ แต่คือการจัดการสภาพแวดล้อมและปัจจัยเสี่ยงรอบตัวเราให้ถูกจุดมากกว่า

กระแส "ต้นไม้กันงูเข้าบ้าน" ที่สร้างความเข้าใจผิด

ข่าวที่ถูกแปลและแชร์ต่อจากเว็บไซต์ต่างประเทศ โดยเฉพาะจากเวียดนาม ระบุว่ามีต้นไม้ 4 ชนิดที่ช่วยขับไล่งู ได้แก่ ตะไคร้ ลิ้นมังกร โรสแมรี่ และโกฐจุฬาลัมพา โดยอ้างว่ากลิ่นน้ำมันหอมระเหยหรือรูปทรงของใบไม้ทำให้งูรู้สึกกลัวและไม่กล้าเข้าใกล้ นอกจากนี้ ในไทยเองยังเคยมีข้อมูลบนโซเชียลที่อ้างว่าต้นไม้ 5 ชนิด เช่น เสลดพังพอน หอมแย้ ดาวเรือง ฟ้าทะลายโจร และระย่อม สามารถทำให้งูไม่กล้าเข้าบ้านได้ แต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ผ่านการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญด้านงูหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้เลย

เมื่อรายการ “ชัวร์ก่อนแชร์” ของสำนักข่าวไทย ช่อง 9 อสมท ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับผู้เชี่ยวชาญจากสวนงู สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ก็ได้รับคำตอบตรงกันว่า แนวคิด “ต้นไม้กันงู” เหล่านี้ไม่เป็นความจริง งูไม่ได้จดจำหรือกลัวพืชชนิดใดเป็นพิเศษ แต่จะเลือกอยู่ในที่ที่รู้สึกปลอดภัย มีที่หลบซ่อน และมีอาหารเพียงพอมากกว่า ดังนั้นการหวังพึ่งต้นไม้เพื่อป้องกันงูเข้าบ้านอาจทำให้คนประมาท และไม่ได้แก้ที่สาเหตุที่แท้จริง

ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัด: งูไม่ได้กลัวต้นไม้ แต่ใช้เป็นที่หลบซ่อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านงูอธิบายว่า โดยธรรมชาติแล้วงูมักอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ ตามกองของ หรือพื้นที่ที่มีสิ่งของรกทึบ เพราะช่วยพรางตัวและทำให้รู้สึกปลอดภัย พวกมันไม่ได้สนใจว่าพืชตรงนั้นคือชนิดใด ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร กลิ่นแรง หรือแม้แต่พืชมีหนาม งูก็สามารถเลื้อยผ่านหรืออาศัยอยู่ได้ตามปกติ กลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากต้นไม้ต่างๆ แทบไม่มีผลต่อการไล่หรือป้องกันงูเลย

ในมุมของงู พื้นที่ที่เหมาะต่อการอยู่อาศัยคือที่ที่มีที่ซ่อนและมีอาหาร ไม่ใช่พื้นที่ที่ “ปลูกต้นไม้ชนิดพิเศษ” เพื่อป้องกันมัน ดังนั้นแม้จะปลูกเสลดพังพอน ดาวเรือง หรือฟ้าทะลายโจรไว้รอบบ้าน แต่หากบริเวณนั้นรก มีหนู กบ หรือสัตว์ตัวเล็กๆ ให้ล่าเป็นอาหาร งูก็ยังมีโอกาสเข้ามาอยู่ได้ตามเดิม การป้องกันงูเข้าบ้านจึงต้องมองที่โครงสร้างและสภาพแวดล้อมเป็นหลัก ไม่ใช่หวังผลจากพืชหรือสมุนไพร

ทำไม "ต้นไม้ไล่งู" จึงไม่ช่วยป้องกันงูเข้าบ้าน

ความเชื่อเรื่องสมุนไพรหรือพืชไล่งูมักอ้างว่า กลิ่นฉุนทำให้ระบบทางเดินหายใจของงูระคายเคือง หรือทำให้งูสับสนและหลีกเลี่ยงพื้นที่นั้น แต่ข้ออ้างเหล่านี้ไม่มีหลักฐานทดลองรองรับอย่างเป็นระบบ งูใช้ลิ้นและอวัยวะรับกลิ่นเฉพาะในการตรวจจับกลิ่นอาหารและสิ่งแวดล้อม และยังสามารถอาศัยอยู่ใกล้พืชที่มีกลิ่นแรงได้โดยไม่แสดงอาการเลี่ยงหนีอย่างที่มีคนเชื่อกัน

เช่นเดียวกัน พืชมีหนามหรือใบแหลมก็ไม่ได้ทำให้งูกลัวแต่อย่างใด เพราะงูสามารถเลื้อยผ่านพื้นที่ที่มีหนามหรือผิวขรุขระได้อยู่แล้ว หากบริเวณนั้นมีที่ซ่อนและอาหารพร้อม ก็ยังเป็นพื้นที่ที่งู้ต้องการอยู่ดี เมื่อต้องการป้องกันงูเข้าบ้าน จึงไม่ควรฝากความหวังไว้กับการปลูกต้นไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ต้องจัดการปัจจัยที่ดึงดูดงูเข้ามาตั้งแต่ต้น

3 ปัจจัยหลักที่ "นำงูเข้าบ้าน"

จากคำอธิบายของผู้เชี่ยวชาญ ปัจจัยที่ทำให้งูเข้ามาในบ้านหรือบริเวณที่อยู่อาศัย มักเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าพืชที่ปลูกไว้รอบบ้าน ปัจจัยสำคัญที่ควรให้ความสนใจมีอยู่ 3 ข้อหลักๆ ดังนี้

  1. พื้นที่เคยเป็นที่อยู่ของงูมาก่อน หากบ้านหรือที่ดินเคยเป็นพื้นที่รกร้าง ทุ่งหญ้า หรือใกล้แหล่งธรรมชาติที่มีงูอยู่เป็นทุนเดิม โอกาสที่งูจะยังวนเวียนอยู่ในพื้นที่ก็มีสูง แม้จะมีการปลูกบ้านหรือจัดสวนใหม่แล้วก็ตาม
  2. มีแหล่งอาหารของงูอยู่ในบริเวณบ้าน อาหารหลักของงู เช่น หนู กบ อึ่งอ่าง จิ้งจก และตุ๊กแก หากรอบบ้านมีสัตว์เหล่านี้อยู่มาก งูก็จะเข้ามาตามหาอาหารตามสัญชาตญาณ ยิ่งมีเศษอาหารและขยะที่ดึงดูดหนู ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่งูจะตามเข้ามาใกล้ตัวบ้านมากขึ้น
  3. มีที่หลบซ่อนที่ปลอดภัย พื้นที่รก มีวัสดุกองสุม ร่องแตกของกำแพง ท่อระบายน้ำเก่า หรือรูโพรงต่างๆ ล้วนเป็นที่ซ่อนตัวที่เหมาะสำหรับงู พื้นที่ที่อับ ชื้น และมีสิ่งของบังสายตา ทำให้มนุษย์มองไม่เห็น แต่งูกลับมองว่าเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยและน่าอยู่

เมื่อเข้าใจทั้ง 3 ปัจจัยนี้แล้ว จะเห็นได้ชัดว่าการป้องกันงูเข้าบ้านให้ได้ผล คือการลดโอกาสของอาหารและที่หลบซ่อน มากกว่าการมองหาต้นไม้หรือสมุนไพรมาปลูกไว้โดยรอบบ้านเพียงอย่างเดียว

ของที่คนเชื่อว่ากันงูได้ แต่จริงๆ ไม่ช่วย

นอกจากต้นไม้และสมุนไพรแล้ว ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการใช้สารหรือวัสดุต่างๆ เช่น กำมะถัน ปูนขาว น้ำมันก๊าด มะนาว มะกรูด หรือแม้กระทั่งเชือกกล้วย ว่าสามารถช่วยกันงูไม่ให้เข้าบ้านได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าของเหล่านี้ไม่มีหลักฐานว่าสามารถป้องกันงูได้จริง การนำไปโรย ล้อม หรือแขวนไว้รอบบ้าน จึงอาจทำให้รู้สึกอุ่นใจผิดๆ โดยที่ไม่ได้ลดความเสี่ยงจากงูอย่างแท้จริง

บางกรณี การใช้สารเคมีหรือวัตถุที่มีกลิ่นแรงอาจยิ่งส่งผลเสียต่อคนในบ้าน สัตว์เลี้ยง หรือสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่จะช่วยป้องกันงู เช่น กลิ่นน้ำมันก๊าดที่ระเหยง่ายหรือผงกำมะถันที่อาจระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ดังนั้น การป้องกันงูเข้าบ้านควรใช้วิธีที่ปลอดภัยและอิงหลักเหตุผลมากกว่าเชื่อคำบอกเล่าปากต่อปากเพียงอย่างเดียว

จัดบ้านอย่างไรให้ปลอดภัย ลดความเสี่ยงงูเข้ามาใกล้

หากต้องการป้องกันงูเข้าบ้านอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดการพื้นที่รอบบ้านให้ไม่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของงูและสัตว์ที่เป็นอาหารของมัน การดูแลอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดโอกาสที่งูจะเลือกเข้ามาอยู่ในบริเวณนั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

  1. จัดเก็บของให้เป็นระเบียบ ไม่มีกองไม้ กองอิฐ หรือกองของเก่า ที่เป็นที่หลบซ่อนชั้นดีของงู
  2. ตัดหญ้าและพุ่มไม้ให้เตี้ยอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงพื้นที่รกทึบติดตัวบ้านหรือกำแพง
  3. ดูแลไม่ให้มีเศษอาหารตกค้าง เพื่อลดจำนวนหนูและสัตว์ตัวเล็กๆ ที่เป็นอาหารของงู
  4. ตรวจเช็กและอุดรู โพรง หรือช่องว่างตามกำแพง ท่อระบายน้ำ และพื้นบ้านที่งูอาจเลื้อยผ่านเข้าออกได้
  5. หากบ้านอยู่ติดพื้นที่ธรรมชาติหรือทุ่งนา ควรตรวจตรารอบบ้านบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการวางของรกชิดแนวรั้ว

วิธีรับมือเมื่อเจองูในบ้าน

แม้จะพยายามป้องกันแค่ไหน ก็อาจมีโอกาสที่งูเลื้อยเข้ามาในบ้านได้ในบางสถานการณ์ ดังนั้นการรู้วิธีรับมืออย่างปลอดภัยจึงสำคัญไม่แพ้การป้องกันงูเข้าบ้าน เพื่อป้องกันอันตรายทั้งกับคนในบ้านและกับตัวงูเอง

  1. ตั้งสติให้มั่น อย่าเข้าไปใกล้หรือพยายามจับงูด้วยตัวเอง โดยเฉพาะหากไม่แน่ใจว่าเป็นงูมีพิษหรือไม่
  2. ให้เด็ก ผู้สูงอายุ และสัตว์เลี้ยงออกห่างจากบริเวณที่เจองู และปิดประตูหรือกั้นพื้นที่เพื่อลดการเคลื่อนย้ายของงู
  3. หากทำได้อย่างปลอดภัย อาจใช้ภาชนะที่แข็งแรง เช่น ถังน้ำหรือกล่องพลาสติก ครอบงูไว้ แล้ววางของหนักทับด้านบนเพื่อป้องกันการเลื้อยหนี
  4. แจ้งหน่วยกู้ภัยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โทรสายด่วน 199 เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญมาจัดการและนำงูไปปล่อยในที่เหมาะสม

ป้องกันงูเข้าบ้าน ต้องจัดการสภาพแวดล้อม ไม่ใช่หวังพึ่งต้นไม้

จากคำอธิบายของ อ.เจษฎ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านงู ทำให้เห็นชัดเจนว่าการปลูกต้นไม้หรือสมุนไพรไม่ได้ช่วยป้องกันงูเข้าบ้านอย่างที่โซเชียลมักแชร์กัน สิ่งที่มีผลจริงคือสภาพแวดล้อมรอบบ้านว่าเอื้อต่อการอยู่อาศัยของงูและสัตว์ที่เป็นอาหารของมันมากน้อยเพียงใด การจัดบ้านให้เป็นระเบียบ ลดที่ซ่อน ลดแหล่งอาหาร และรู้วิธีรับมือเมื่อเจองู จึงเป็นวิธีป้องกันงูเข้าบ้านที่ได้ผลและปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล