
หลายคนเชื่อว่าโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับเป็นโรคของผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ผู้ที่ไม่ดื่มเลยก็มีความเสี่ยงสูงไม่ต่างกัน โดยมีสาเหตุมาจาก “ของที่คิดว่าดี” ที่หลายคนรับประทานเพื่อบำรุงสุขภาพ เช่น อาหารเสริม วิตามิน หรือยาบำรุงต่างๆ ซึ่งหากบริโภคไม่ถูกวิธีหรือไม่จำเป็น ก็อาจกลายเป็นภาระให้ตับทำงานหนักจนอักเสบ และกลายเป็นระเบิดเวลาที่นำไปสู่โรคร้ายได้

ตับเปรียบเสมือนโรงงานขนาดใหญ่ของร่างกาย มีหน้าที่สำคัญกว่า 500 อย่าง รวมถึงการกำจัดสารพิษออกจากเลือด สร้างสารที่จำเป็นต่อร่างกาย และสังเคราะห์สารอาหารที่ได้รับมาไปใช้งาน แต่เมื่อใดก็ตามที่เราบริโภคสิ่งใดๆ เข้าไปเกินความจำเป็น ตับจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขับสารเหล่านั้นออกจากร่างกาย
สารที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงแค่แอลกอฮอล์หรือยาอันตราย แต่ยังรวมถึงวิตามินและอาหารเสริมที่หลายคนเชื่อว่าเป็นประโยชน์ ซึ่งหากร่างกายได้รับในปริมาณที่เพียงพอจากอาหารหลักอยู่แล้ว การรับประทานเพิ่มเข้าไปก็ไม่ต่างอะไรกับการเพิ่มภาระให้ตับต้องทำงานหนักเพื่อกำจัดส่วนเกินทิ้งไป

ความเชื่อที่ว่า "ยิ่งกินยิ่งดี" อาจใช้ไม่ได้กับอาหารเสริมและวิตามิน การบริโภคเกินขนาดหรือติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ อาจส่งผลให้เกิดภาวะ “ตับอักเสบจากยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” (Drug-Induced Liver Injury: DILI) ซึ่งเป็นภาวะที่เซลล์ตับถูกทำลายโดยตรง
งานวิจัยและการเก็บข้อมูลผู้ป่วยพบว่า ภาวะตับอักเสบจากยาและอาหารเสริมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และในกรณีที่รุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันได้ ซึ่งภาวะตับอักเสบเรื้อรังนี้เองที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการเกิดพังผืดในตับ ตับแข็ง และพัฒนาไปเป็นมะเร็งตับในที่สุด
นอกเหนือจากอาหารเสริม อีกหนึ่งตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งตับในคนไม่ดื่มแอลกอฮอล์ คือ สารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเป็นสารพิษที่สร้างจากเชื้อรา มักพบปนเปื้อนในอาหารแห้งที่เก็บรักษาไม่ดี เช่น ถั่วลิสงป่น พริกป่น กระเทียมแห้ง และธัญพืชต่างๆ สารพิษชนิดนี้เป็นสารก่อมะเร็งโดยตรงและเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของมะเร็งตับในหลายประเทศ
โรคตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อตับเริ่มทำงานผิดปกติ อาจมีสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ปรากฏขึ้น
การดูแลตับที่ดีที่สุดไม่ใช่การหาซื้อวิตามินหรืออาหารเสริมมารับประทาน แต่คือการกลับสู่พื้นฐานของการมีสุขภาพดี การไม่ดื่มเหล้าหรือเบียร์เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องใส่ใจปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ด้วย ก่อนตัดสินใจรับประทานอาหารเสริมใดๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ เพื่อประเมินความจำเป็นและความปลอดภัย
การเลือกรับประทานอาหารที่สดใหม่ ปรุงสุกสะอาด และหลีกเลี่ยงอาหารแห้งที่เก็บไว้นานจนอาจมีเชื้อรา ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยงจากมะเร็งตับ การตรวจสุขภาพประจำปีและตรวจการทำงานของตับเป็นประจำ จะช่วยให้เราทราบถึงความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที