ผู้ชาย vs ผู้หญิง เพศไหนฉลาดกว่า? จิตวิทยาให้คำตอบความ "สุดโต่ง" ที่หลายคนคาดไม่ถึง!

ผู้ชาย vs ผู้หญิง เพศไหนฉลาดกว่า? จิตวิทยาให้คำตอบความ "สุดโต่ง" ที่หลายคนคาดไม่ถึง!

ผู้ชาย vs ผู้หญิง เพศไหนฉลาดกว่า? จิตวิทยาให้คำตอบความ "สุดโต่ง" ที่หลายคนคาดไม่ถึง!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

รู้หรือไม่... สมองของผู้ชายและผู้หญิง มีโครงสร้างแตกต่างกัน ทำให้มีแนวโน้มถนัดในด้านต่างกัน แล้วทำไมผู้ชายจึงมักเป็น "อัจฉริยะ" หรือ "ล้มเหลว" มากกว่าผู้หญิง?

คำถามว่า "ใครฉลาดกว่าระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง" กลายเป็นประเด็นถกเถียงมานานในห้องเรียน ที่ทำงาน และบนโลกออนไลน์ แต่ผลการศึกษาทางจิตวิทยากลับให้คำตอบที่เหนือความคาดหมายคือ ไม่มีใครฉลาดกว่าใครอย่างชัดเจน เพียงแค่ "ฉลาดกันคนละด้าน"

ความฉลาดคืออะไร?  ก่อนจะฟันธงว่าใครฉลาดกว่า ต้องเข้าใจก่อนว่า “ความฉลาด” ในเชิงจิตวิทยานั้นครอบคลุมหลายด้าน ไม่ได้วัดแค่ผลสอบหรือความสามารถทางคณิตศาสตร์เท่านั้น โดยทั่วไปความฉลาดแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท เช่น

  • ความสามารถทางภาษา: การสื่อสาร พูด เขียน และเข้าใจคำศัพท์

  • ความสามารถทางคณิตศาสตร์และตรรกะ: การคิดอย่างเป็นระบบ การคำนวณ และการวิเคราะห์ปัญหา

  • ความสามารถทางมิติสัมพันธ์: การรับรู้ทิศทาง การตีความแผนที่ การจินตนาการวัตถุหมุน

  • ความเข้าใจผู้อื่น : ความเห็นอกเห็นใจ การสื่อสารทางอารมณ์

  • การควบคุมตนเอง : ความสามารถในการจดจ่อ ความจำ และควบคุมอารมณ์หรือแรงกระตุ้น

สมองของผู้ชายและผู้หญิงมีโครงสร้างแตกต่างกัน ทำให้มีแนวโน้มถนัดในด้านต่างกัน ซึ่งอาจเรียกได้ว่า "ต่างกันแต่ไม่ด้อยกว่ากัน"  และเนื่องจากมีจุดเด่นคนละแบบ เมื่อทำงานร่วมกัน จะช่วยเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าแข่งขันกัน

โดยงานวิจัยด้านประสาทวิทยาเผยว่า สมองของผู้ชายโดยเฉลี่ยใหญ่กว่าผู้หญิงประมาณ 10% โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดเชิงมิติและการเคลื่อนไหว เช่น กลีบข้าง (parietal lobe) และสมองน้อย (cerebellum)

ในทางตรงกันข้าม สมองของผู้หญิงมีการเชื่อมโยงระหว่างสมองซีกซ้ายและขวามากกว่าถึง 20% ทำให้ผู้หญิงมักเก่งด้านการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน เข้าใจภาษา และแสดงอารมณ์ได้ดี

แล้วทำไมผู้ชายจึงมักเป็น "อัจฉริยะ" หรือ "ล้มเหลว" มากกว่าผู้หญิง? นักจิตวิทยาพบว่า การกระจายของไอคิว (IQ) ในเพศชายมีแนวโน้มจะ "สุดโต่ง" กว่าเพศหญิง กล่าวคือ ผู้ชายบางคนมีไอคิวสูงมากในระดับอัจฉริยะ ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ชายอีกกลุ่มหนึ่งที่มีไอคิวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก ตรงกันข้าม ผู้หญิงมีการกระจายของไอคิวที่ "สมดุล" มากกว่า

นั่นอาจอธิบายได้ว่าทำไม ผู้ชายมักได้รางวัลระดับโลกอย่างโนเบลมากกว่า แต่ผู้หญิงกลับมีแนวโน้มเรียนจบมหาวิทยาลัยมากกว่า, มีเกรดเฉลี่ยดีกว่า และสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มากกว่าประมาณ 10-15%

โดยความแตกต่างนี้เริ่มตั้งแต่ในครรภ์ นักวิทยาศาสตร์พบว่า ความแตกต่างของสมองชาย-หญิงเริ่มตั้งแต่เดือนที่ 4–7 ของการตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนเพศชาย (เช่น เทสโทสเทอโรน) จะไปกระตุ้นให้สมองของทารกชายพัฒนาในทิศทางเฉพาะ ถ้าไม่มีฮอร์โมนดังกล่าว สมองจะพัฒนาเป็นแบบหญิงโดยอัตโนมัติ สิ่งนี้ชี้ว่า ความแตกต่างด้านโครงสร้างและหน้าที่ของสมองมีต้นกำเนิดจากชีววิทยา ไม่ใช่แค่การเลี้ยงดูหรือวัฒนธรรม

สรุปแล้วใครเก่งเรื่องอะไร?

  • ผู้หญิงมักเก่งด้านการสื่อสาร อารมณ์ และการจัดการหลายอย่างพร้อมกัน

  • ผู้ชายมีแนวโน้มจะเก่งเรื่องตรรกะ มิติสัมพันธ์ และการคิดเป็นระบบ

แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทักษะต่างๆ สามารถ "ฝึกฝน" ได้ ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเพศอีกต่อไป โลกยุคใหม่ต้องการความสามารถรอบด้าน เมื่อยุคดิจิทัลความฉลาดไม่ได้วัดจากไอคิวอย่างเดียวอีกต่อไป แต่รวมถึงความฉลาดทางอารมณ์ (EQ), ความสามารถในการปรับตัว, การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งหลายด้านเหล่านี้ ผู้หญิงมีความโดดเด่นอยู่แล้ว และกำลังกลายเป็นทักษะที่ตลาดงานให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

ท้ายที่สุดจึงอาจสรุปได้ว่า ไม่มีใคร "ฉลาดกว่า" อย่างแท้จริง ดังนั้น แทนที่จะมองว่าใครฉลาดกว่าใคร เราควรยอมรับว่า "ผู้ชายและผู้หญิงมีความฉลาดคนละแบบ" และเมื่อนำความถนัดของแต่ละเพศมาผสมผสานกัน จะทำให้เกิดพลังแห่งความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แนวคิด "พหุปัญญา" (Multiple Intelligences) โดย Howard Gardner ก็ชี้ว่า มนุษย์เรามีความฉลาดหลากหลายด้าน และควรพัฒนาให้รอบด้าน ไม่จำกัดแค่แบบเดียว

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล