Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
ธรรมะกับการเมืองของท่านพุทธทาสภิกข:"ทุกคนเป็นนักการเมืองโดยวามรู้สึก
แชร์เรื่องนี้
เนื่องในวันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม 2553 นี้ ตรงกับ "วันวิสาขบูชา ซึ่งสหประชาชาติได้ประกาศให้เป็นวันสากลโลกที่สำคัญอีกวันหนึ่งและยกย่องให้ "วันวิสาขบูชา เป็น "วันสันติภาพโลก ด้วยหลักธรรม คำสอนของศาสนา ที่จะนำพาไปสู่ความสงบสุข ท่ามกลางความขัดแย้งของสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะในปีนี้ ดูเหมือนว่า คนไทยทั้งชาติ ต้องตกอยู่ในความทุกข์ ความเศร้าสลดกับสถานการณ์ทางการเมืองที่วิกฤตและเพิ่งจะผ่านพ้นเหตุการณ์จลาจลมาได้ไม่นาน ดังนั้น การหาที่พึ่งทางใจเพื่อช่วยคลายความทุกข์ ความเศร้าลงได้ ก็คือหลักธรรมของพระพุทธศาสนานั่นเอง เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ สำนักข่าวแห่งชาติ ขออนุญาตหยิบยกหลักธรรมคำบรรยายบางช่วงบางตอนจากหนังสือ "ธรรมะกับการเมือง ของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งท่านได้แสดงธรรมไว้ที่สวนโมกขพลาราม ณ บริเวณ ลานหินโค้ง เชิงเขาพุทธทอง และเรียบเรียงเป็นบทความโดย ดร.วีระ สมบูรณ์ การแสดงธรรมครั้งนี้ เป็นการแสดงทัศนะทางการเมืองโดยพระมหาเถระแห่งคณะสงฆ์ไทย พุทธศาสนานิกายเถรวาท ที่มีเนื้อหาละเอียดซับซ้อนที่สุดแหล่งหนึ่ง และธรรมบรรยายเรื่องนี้ ท่านพุทธทาสแสดงจบลงในช่วงก่อนหน้าเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพียงสิบวันเท่านั้น จึงเป็นการแสดงทัศนะทางการเมืองในช่วงที่ความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งในทางความคิดและปฏิบัติการ กำลังเขม็งเกลียวจนถึงขีดสุด เป็นช่วงที่ความระส่ำระส่ายทางการเมืองเกิดขึ้นทั่วเมืองไทย รวมทั้งในคาบสมุทรอินโดจีน และอีกหลายแห่งหลายมุมในโลก ท่านพุทธทาสแสดงไว้ในตอนต้นของหนังสือว่า พุทธบริษัทควรมีท่าทีพื้นฐานอย่างไร ต่อสิ่งที่เรียกว่า การเมือง ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากแน่นอน เพราะคนไทยทั่วไปมักเห็นว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ เรื่องของผลประโยชน์ และบางทีก็สรุปฟันธงไปเลยว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรก เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ห่างจากธรรมะ ห่างจากศีลธรรม ยิ่งถ้าเป็นพระภิกษุสงฆ์ด้วยแล้ว ก็ควรหลีกเลี่ยง ไม่ควรใส่ใจ ไม่ควรข้แต่สิ่งที่ท่านพุทธทาสนำเสนอนับแต่แรก ก็คือ การตอบโต้ต่อทัศนะที่มองการเมืองด้านเดียว แต่ในแง่ร้ายในลักษณะดังกล่าวนี้ ท่านกลับเห็นว่า การเมืองคือ สิ่งที่ทุกคนต้องสนใจ และพุทธบริษัทก็ต้องสนใจ ทั้งนี้เพราะเรื่องของการเมืองกับเรื่องของศีลธรรมนั้น ไม่อาจแยกขาดจากกันได้เลย โดยพื้นฐาน ท่านพุทธทาสเห็นว่า พุทธบริษัทควรมองการเมืองในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโลก เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ของมนุษย์ในโลก เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมในโลกนี้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง "รู้จักรับผิดชอบ รู้จักกตัญญูกตเวที ต่อสิ่งที่มันมีประโยชน์แก่เรา หรือว่าเราได้อาศัยมาก่อนแล้ว และการเมืองก็คือส่วนหนึ่งของวิถีทางที่ประโยชน์ได้เกิดกับเรา และก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีทางที่จะทำประโยชน์ตอบแทนแก่เพื่อนร่วมสังคม เพื่อนร่วมโลก รวมทั้งเพื่อทำให้โลกและระบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ในโลกมีความปรกติ มีความสงบ และอยู่ในภาวะที่ดียิ่งๆ ขึ้นได้ ความเป็นปรกตินี้เอง ที่เป็นสาระสำคัญของศีลธรรม เมื่อกล่าวถึงศีลธรรม เราอาจนึกถึงศีลห้า ศีลแปด หรือศีลของพระภิกษุ สามเณร และอื่นๆ ท่านพุทธทาสต้องการเน้นให้แก่นสารของศีลธรรมทั้งหลายทั้งปวงว่า อยู่ที่ความเป็นปรกตินั่นเอง การสมาทานถือศีลธรรมชุดใด ก็เป็นการตั้งจุดมุ่งหมายและดำเนินวิถีชีวิตของตนเองและหมู่คณะให้เกิดความเป็นปรกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งนั่นเอง กล่าวโดยรวมก็คือ "สิ่งใดที่อาจจะทำให้ปรกติได้ สิ่งนั้นย่อมเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม ยิ่งไปกว่านั้น ท่านพุทธทาสยังเน้นย้ำว่า ศีลธรรมไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องเฉพาะกับคนแต่ละคนเท่านั้น ศีลธรรมมีได้หลายระดับ นับแต่ศีลธรรมของปัจเจกบุคคล ศีลธรรมของสังคม " ที่ผูกพันกันเป็นหมู่ย่อมๆ เรียกว่าสังคมหนึ่งๆ และ "ศีลธรรมของโลกทั้งโลก และไม่ว่าจะในระดับไหน ก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวเนื่องกับการเมือง ทั้งนี้เพราะ "การเมืองมันก็ต้องการทำให้เกสงบ แล้วศีลธรรมก็คือตัวการทำความสงบ ในเมื่อศีลธรรมทุกระดับล้วนเป็นไปเพื่อความเป็นปรกติ เป็นไปเพื่อความสงบ และการที่จะให้บรรลุความเป็นปรกติหรือความสงบนี้ ไม่อาจปราศจากการเมืองได้ จึงเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่คนทุกคนจึงเกิดความสนใจทางการเมือง ดังที่ท่านกล่าวสรุปไว้อย่างชัดเจนว่า "เราเป็นคน คนหนึ่งในโลก ก็ต้องสนใจ เรื่องของโลก ซึ่งมันเกี่ยวมาถึงตัวเรา เราควรจะถือว่า ประชาชนทุกคนเป็นนักการเมือง.... ทุกคนมันเป็นนักการเมืองอยู่โดยความรู้สึก หากเข้าใจพื้นฐานของการเมืองในลักษณะนี้ แม้แต่พระก็คงต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่มิใช่การเมืองที่ "หมายถึงการต่อสู้ทางการเมือง ของพวกนักการเมืองที่เขาต่อสู้เพื่อประโยชน์ของคนแต่ละคน แต่ละพวก ถ้าอย่างนี้แล้ว พระอย่าไปเกี่ยวข้องเลย ดร.วีระ แสดงความเห็นด้วยว่า การที่ท่านพุทธทาสขยาย "พื้นที่ ความหมายของการเมืองให้กว้างขวางครอบคลุมนี้ เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะเท่ากับท่านดึงเอาการเมืองออกมาจากการผูกขาดของนักการเมือง ของรัฐบาล หรือแม้การผูกขาดของรัฐ รวมทั้งดึงเอาข้อพิจารณาเกี่ยวกับการเมืองออกมาจากสภาพการณ์ ที่มักทำให้การเมืองเป็นเรื่องร้าย เป็นเรื่องสกปรก เป็นเรื่องของอำนาจหรือผลประโยชน์ดิบ ยิ่งการที่ท่านเสนอให้เราถือว่า "ประชาชนทุกคนเป็นนักการเมือง และ "ทุกคนเป็นนักการเมืองโดยความรู้สึก ด้วยแล้ว เท่ากับว่า ความเป็นประชาชนก็ดี ความเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกนึกคิดก็ดี ก็คือรากฐานของการเมืองนั่นเอง ดังนั้น การเมืองจึงไม่อาจแยกจากธรรม ไม่อาจแยกจากศีลธรรม และการเมืองก็คือส่วนหนึ่งของความพยายาม ในการสร้างความเป็นปรกติของมนุษย์ทุกรูปนาม ทุกหมู่เหล่า รวมตลอดไปถึงมนุษย์ทั้งมวล
แชร์เรื่องนี้
แท็ก :