Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
ส่องสถานการณ์ "เด็กเร่ร่นในประเทศไทย
แชร์เรื่องนี้
ปัจจุบันจำนวนเด็กเร่ร่อนในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสาเหตุของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมมหภาคเปลี่ยนไป เกิดปัญหาการสร้างความไม่เป็นธรรมในสังคม การกระจายรายได้ที่แตกต่างกัน เกิดการขยายตัวตามเมืองใหญ่ๆ ประชาชนละทิ้งถิ่นฐานอพยพเข้าสู่ตัวเมืองในสภาพที่ไม่พร้อม ขัดสนยากจนต้องอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด สองข้างทางรถไฟ บุกรุกที่สาธารณะ ประกอบกับมีเด็กเร่ร่อนต่างชาติที่หลั่งไหลมาจากประเทศเพื่อนบ้านติดพรมแดนไทย ได้แก่ สหภาพพม่า ลาว และกัมพูชา ทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนเด็กเร่ร่อนในประเทศไทยมากขึ้น ล่าสุด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลและรับผิดชอบเรื่องนี้ ได้จัดเวทีเสวนาทางวิชาการ เรื่อง การศึกษาสำหรับเด็กเร่ร่อน เช่น สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ซึ่งมีภารกิจในการจัดทำและเสนอนโยบายและแผนการศึกษาของชาติ ก็ได้จัดทำนโยบายการจัดการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสขึ้น โดยมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้รับผิดชอบการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดการบูรณาการทางสังคม เพื่อเป็นแม่บทให้เด็กด้อยโอกาส 6 กลุ่ม คือ เด็กที่ถูกปล่อยปละละเลยซึ่งรวมเด็กเร่ร่อนด้วย เด็กถูกละเมิดสิทธิ เด็กประพฤติตนไม่เหมาะสม เด็กพิการทางกาย/ทางจิตใจ อารมณ์/สติปัญญาและการเรียนรู้ เด็กขาดโอกาส/ยากจนเข้าไม่ถึงบริการของรัฐ และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันอย่างมีคุณภาพตามความร่วมมือของเครือข่ายต่างๆภายใต้การบริหารจัดการและการสนับสนุนงบประมาณที่เหมาะสม โดยมีเป้าหมายการดำเนินยุทธศาสตร์ต่างๆให้แล้วเสร็จในปี 2554 นอกจากนั้น การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาการ ก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยการเสนอให้มี สสส.ทางการศึกษา ซึ่งรวมถึงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาส โดยให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นด้วย ในส่วนงานวิชาการ รองศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ อังสุคะวาทิน จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาสำหรับเด็กและผู้มีความสามารถพิเศษ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สะท้อนปัญหาจากรายงานการวิจัยว่า สถานการณ์เด็กเร่ร่อนในประเทศไทยขณะนี้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสาเหตุในเรื่องของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม การอพยพเข้ามาหางานในเมือง ระบบครอบครัวที่เปราะบาง ซึ่งสาเหตุต่างๆเหล่านี้จะนำตัวเด็กไปสู่ 5 มิติ คือ 1.ขบวนการค้ามนุษย์ 2.กระบวนการค้ายาเสพติด 3.การขายบริการทางเพศ 4.การเป็นแรงงานเด็ก และ 5.การตกเป็นเหยื่อของระบบสังคม เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม และจากรายงานการวิจัยของคณะกรรมการพัฒนายุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส (พ.ศ.2550-2552) ได้ประมาณการว่า ในปี พ.ศ.2549 มีเด็กเร่ร่อนจำนวน 20,000 คน และจะเพิ่มเป็น 30,000 คนภายใน 3 ปี แต่องค์กรของภาครัฐและเอกชนสามารถให้การช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ได้เพียง 5,000 คน อีก 25,000 คนที่เหลือจะดำเนินการอย่างไร ในขณะที่เรื่องของงบประมาณและบุคลากรการทำงานภาคสนาม ในส่วนของรัฐบาลและองค์กรเอกชนระดับภูมิภาคยังมีปัญหาความไม่เพียงพอ โดยค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนต่อคนนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาทต่อปี ซึ่งเวลานี้มี 40-50 องค์กรที่เข้าไปช่วยเหลือ โดยได้รับงบประมาณดำเนินการแต่ละปีในวงเงินเพียง 180,000 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ ยังขาดการทำงานเชิงรุกเข้าไปในพื้นที่ เพราะยังคงมีเด็กเร่ร่อนนอกระบบจำนวนมาก ในหลายพื้นที่ที่ต้องรีบเข้าไปให้ความคุ้มครองปกป้อง สงเคราะห์ เยียวยาและบำบัดรักษาอีกเกือบ 15,000-20,000 คน หากมีการจัดตั้ง สสส.ทางการศึกษา มาดูแลเด็กเหล่านี้ในรูปแบบคณะกรรมการในพื้นที่ ประกอบด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีการจัดตั้งศูนย์ดำเนินการเป็นสำนักงานกระจายตามภูมิภาค น่าจะทำให้เกิดการบูรณาการในพื้นที่ และจะทำให้มีความคล่องตัวมากกว่าการให้ภาครัฐมาบริหารจัดการ สำหรับเส้นทางของเด็กเร่ร่อนนั้น จะค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามารวมศูนย์อยู่ที่กรุงเทพฯ โดยมีจุดพักอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ ในแต่ละภูมิภาค เช่น ภาคเหนือ เด็กเร่ร่อนจำนวนไม่น้อยมาจากเด็กชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ ข้ามฝั่งชายแดนแม่สายบริเวณ จ.เชียงรายและจังหวัดอื่นๆ มีขบวนการค้ามนุษย์ซื้อเด็กราคาถูกเข้ามาเลี้ยงให้เติบโต เพื่อนำไปสู่การเป็นขอทานและแรงงานเด็กในตัวจังหวัดเชียงใหม่ ต่อไปที่ลำปางและท้ายสุดมาอยู่รวมกันที่กรุงเทพฯ ในภาคตะวันออก บริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา ใน จ.สระแก้วเด็กยากจนและเด็กเร่ร่อน จะอยู่บริเวณชายแดนเป็นจำนวนมาก ในรูปของเด็กเร่ร่อน ยากจน ขอทาน และแรงงานเด็กข้ามชาติ เด็กบางคนถูกนายหน้าซื้อจากพ่อแม่ และส่งต่อเข้าสู่ตัวเมือง จ.สมุทรปราการ สมุทรสาคร และ กทม. เกิดรูปแบบของวงจรเด็กขอทานและแรงงานเด็กที่มีการจัดส่งอย่างเป็นระบบ เส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเกิดเด็กเร่ร่อนเกือบทุกจังหวัด และบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว มีเด็กเร่ร่อนหนีเข้ามาในบริเวณ จ.อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี และศูนย์พักรวมอยู่ที่ จ.นครราชสีมา ก่อนเคลื่อนย้ายเข้าสู่กรุงเทพฯ และมีเส้นทางไปกลับ กทม.-พัทยาบ่อยครั้ง เพื่อการขายบริการทางเพศให้แก่ชาวต่างชาติ กรณีของภาคใต้ แนวโน้มของเด็กเร่ร่อนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะเกิดเด็กกำพร้าและเด็กเร่ร่อนมากขึ้น มีการเคลื่อนตัวเข้าสู่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา ในพื้นที่ภาคใต้เองมีเด็กเร่ร่อนเกิดขึ้นในหลายจังหวัด นับแต่สภาพชุมชนดั้งเดิมหลายจุดในอำเภอเมือง และมีจุดใหญ่รวมเด็กเร่ร่อนมากขึ้นใน จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวตามชายหาดต่างๆ สถานที่ท่องเที่ยวและบริเวณห้างสรรพสินค้าจะพบเด็กเร่ร่อนเดินทางมาจากจังหวัดอื่นๆ แทบทุกภูมิภาค เมื่อสืบถึงภูมิหลัง แหล่งที่มา ครอบครัว การศึกษา ประวัติเด็ก พบว่าเด็กเร่ร่อนเหล่านี้เกิดขึ้นมาในสภาพไร้ตัวตน ขาดหลักฐานทางราชการ ไร้โอกาสทางการศึกษา มีสภาพถูกกระทำในรูปแบบต่างๆ เมื่อเริ่มออกเร่ร่อนอาจมีอายุยังน้อย เส้นทางเดินของเด็กบางคนกำหนดเองได้ แต่จำนวนไม่น้อยถูกขบวนการค้ามนุษย์ซื้อมาเลี้ยงให้เติบโตขึ้น และถูกบังคับให้ทำงาน สุดท้ายเด็กเร่ร่อนจะค่อยๆ เดินทางเข้าสู่ตัวเมืองใหญ่ๆ มีจุดพักเมืองท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาค แล้วมารวมกันที่ กทม.ตามเส้นทางอันตรายของการเป็นเหยื่อและเครื่องมือทางเพศ ยาเสพติด ขอทาน แรงงานเด็กและอื่นๆ จากผลสรุปของงานวิจัยเรื่องนี้ยังระบุด้วยว่า สภาพปัญหาของเด็กเร่ร่อนขยายตัวมากขึ้น ทั้งในเชิงปริมาณและความซับซ้อนรุนแรงที่เกี่ยวข้องในหลายองค์ประกอบ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้กระบวนการแก้ปัญหามีแนวทางชัดเจนยิ่งขึ้น ลำดับปัญหาเร่งด่วนของเด็กเร่ร่อน ในเชิงการแก้ไขดำเนินการควรเป็นดังนี้ 1.เด็กเร่ร่อนในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 20,000 คน แต่อยู่ในความดูแลขององค์กร/ หน่วยงานรัฐ และองค์กรเอกชนเพียง 5,000 คน ยังมีเด็กอีก 15,000 คน ที่เร่ร่อนอยู่ทั่วไป ความจำเป็นเร่งด่วนคือ การรุกเข้าหาเด็กเร่ร่อนให้ได้เร็วที่สุด การเร่ร่อนของเด็กใช้เวลาสั้นไม่เกิน 6 เดือน ยิ่งพบเด็กได้เร็วมากเท่าใด กระบวนการแก้ไขเยียวยา การบำบัดรักษา และการศึกษาพัฒนาจะง่าย และรวดเร็วขึ้น มีโอกาสในการเปลี่ยนแปลงไปสู่การยุติการเร่ร่อนได้อย่างถาวร 2.เด็กเร่ร่อนต่างชาติบริเวณด่านแม่สาย จ.เชียงราย และโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เป็น 2 จุดชายแดนที่มีเด็กเร่ร่อนทะลักเข้ามาจำนวนมาก ที่ จ.เชียงรายมีเด็กเข้าออก 40-50 คนต่อวัน มีเด็กอยู่ในมูลนิธิ 2 แห่ง คือบ้านครูเหงา และครูน้ำ ประมาณ 200-300 คน ซึ่งกำลังขาดแคลนปัจจัยสี่อย่างหนัก เด็กอยู่กันอย่างแร้นแค้น ต้องพึ่งเงินบริจาคซึ่งได้รับน้อยมาก เพราะเป็นองค์กรเอกชนขนาดเล็กติดชายแดนห่างไกล แทบไม่มีใครรู้จัก แต่ภารกิจในพื้นที่นั้นหนักมาก เช่นเดียวกับบริเวณโรงเกลือ มีเด็กกัมพูชาเข้าออกตรงบริเวณจุดผ่านด่าน 10 บาทถึงวันละ 2,200 คน แต่มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยรับช่วยเหลือเด็กได้เพียง 40-50 คน เนื่องจากสถานที่คับแคบและขาดบุคลากร 3.ชาวต่างชาติ 200-300 คน ที่ใช้บริการทางเพศราคาถูกกับเด็กเร่ร่อนที่พัทยา จ.ชลบุรี จำเป็นต้องรีบดำเนินการแก้ไข ด้วยการดำเนินคดีกับผู้ทำหน้าที่จัดหานายหน้า ที่เปิดบ้านหลายหลังรองรับเด็กเร่ร่อน การเอาผิดกับพวก Phedofile ชาวต่างชาติตามข้อบัญญัติของกฎหมาย ให้ยุติการย่ำยีเด็กไทย การบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง 4.การช่วยหาหลักฐานทางราชการ การพิสูจน์สัญชาติเด็กเร่ร่อนไทยและเด็กเร่ร่อนต่างชาติ เพื่อให้สามารถเข้าสู่การบริการของรัฐบาลไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างถูกต้อง 5.การมีนโยบายโดยตรงกับปัญหาขบวนการค้ามนุษย์เด็กเร่ร่อน ผู้หญิง และเด็กในลุ่มแม่น้ำโขง 4 ประเทศ ไทย พม่า ลาว และเขมร การแก้ปัญหาภายในและภายนอกเรื่องการส่งต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน การมองปัญหาร่วมกันในเชิงภูมิภาค ทวิภาคี ในมิติสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก และกฎบัตรสหประชาชาติ เป็นต้น สำหรับยุทธศาสตร์ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่อนนั้น คณะผู้วิจัยเสนอดังนี้ 1.นโยบายและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและชาติพันธุ์ที่อันตรายในระยะยาว กับการแก้ไขปัญหาขบวนการค้ามนุษย์ ผู้หญิง และเด็กลุ่มแม่น้ำโขงของ 4 ประเทศ คือ ไทย พม่า กัมพูชา และลาว จำเป็นต้องมีการประชุมปรึกษาหารือ ในประเด็นปัญหาร่วมกันในระดับภูมิภาค และระดับทวิภาคี การหลั่งไหลของเด็กชนกลุ่มน้อย เด็กยากจนขัดสนในแนวชายแดน กับประเทศเพื่อนบ้าน จำเป็นต้องยุติ และหามาตรการให้เด็กทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษามากขึ้น 2.นโยบายและยุทธศาสตร์ระดับประเทศในเรื่องของเด็กด้อยโอกาสกลุ่มต่างๆ จำเป็นต้องมีมาตรฐานและความชัดเจนในเรื่องต่อไปนี้เพิ่มขึ้น 2.1 การที่เด็กเร่ร่อนขาดโอกาสและทุนทางการศึกษา สาเหตุหนึ่งมาจากการขาดเอกสารทางราชการ สูติบัตร ทะเบียนบ้าน เลข 13 หลัก บัตรประจำตัวประชาชน ดังนั้น จะต้องมีกระบวนการเพื่อให้ได้หลักฐานการเป็นคนสัญชาติไทย เลข 13 หลัก โดยเร็ว 2.2 ระบบการศึกษาจำเป็นต้องยืดหยุ่น คลายกฎเกณฑ์ในเชิงปฏิบัติให้มากยิ่งขึ้น 2.3 การมีบ้านเปิด (Open House) ให้กับเด็กเร่ร่อนในหลายจุดที่มีลักษณะฉุกเฉินให้เด็กสามารถเข้าพักค้างคืน มีความปลอดภัย และมีเจ้าหน้าที่ดูแลคุ้มครองเด็กเหล่านี้ 2.4 การบังคับใช้กฎหมายและมีบทลงโทษอย่างหนักกับกลุ่มผู้แสวงหาประโยชน์ในกลุ่มเด็กเร่ร่อน ไม่ว่าจะเป็นขบวนการซื้อขายมนุษย์ใน จ.เชียงราย ชาวไทยและชาวต่างประเทศที่นิยมซื้อบริการทางเพศกับเด็กที่พัทยา ชลบุรี หรือกลุ่มที่ส่งเด็กออกขอทานตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ เป็นต้น 3.การสร้างเครือข่าย ระบบข้อมูล ทำเนียบองค์กร การส่งต่อเด็กเร่ร่อน กระบวนการแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่อนอย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพ 4.การปรับเปลี่ยนทัศนคติประชาชนให้เกิดมีมุมมองด้านลบในความหมายของเด็กเร่ร่อนจรจัด 5.การตระเตรียมนิสิตนักศึกษาให้มีจิตใจอาสา และจิตใจสาธารณะ ทำงานเพื่อเด็กและสังคม เป็นต้น ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ให้ข้อมูลทิ้งท้ายนี้ว่า คณะผู้วิจัยได้ทำรายงานผลสรุป เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนายุทธศาสตร์ สำหรับแก้ไขปัญหาเด็กยากจน และเด็กด้อยโอกาสไปแล้ว ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า โดยหลักการเนื้อหาการวิจัย ครอบคลุม 70-80% แต่การนำไปสู่การปฏิบัติในบางมาตรการอาจจะยาก เนื่องจากมีเรื่องทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเวลานี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปบางเรื่องแล้ว เช่น การขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอช่วยดูแล แต่เวลานี้อาจเป็นไปได้ยาก แต่ที่แน่นอนคือ ในขณะนี้ยังมีเด็กยากจน และด้อยโอกาสจำนวนหลายแสนคน ที่กำลังรอรับความช่วยเหลือทางการเงินอยู่...!!
แชร์เรื่องนี้
แท็ก :