พันธบัตรผู้สูงอายุแสนล้าน

จอง29-30มี.ค.จำกัดอายุ60ปีขึ้น ครม.สั่งล้มโครงการไทยเข้มแข็ง

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบให้กระทรวงการคลังออกพันธบัตรออมทรัพย์วงเงินไม่เกิน 1 แสนล้านบาท เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือพ.ร.ก.เงินกู้ฯ ที่จะครบกำหนดชำระในปีงบประมาณ 54-55 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สำหรับพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งครั้งนี้ กำหนดจำหน่ายให้กับผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปเป็นอันดับแรก ก่อนจะจำหน่ายให้ประชาชนเป็นการทั่วไป เพื่อ เป็นทางเลือกในการลงทุนและส่งเสริมการออมของประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ได้รับผลกระทบจากภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในระบบสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับต่ำส่งผลให้มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ให้ได้รับโอกาสลงทุนในพันธบัตรของรัฐบาลที่มีอัตราผลตอบแทนที่แน่นอนและมีความมั่นคงในการลงทุนสูง

ทั้งนี้พันธบัตรออมทรัพย์จะมีอายุ 6 ปี มีอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดโดยอ้างอิงกับอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลบวกส่วนชดเชยภาษีไม่เกิน 15% โดยจำหน่ายที่ธนาคารของรัฐและธนาคารพาณิชย์ที่กระทรวงการคลังจะกำหนดรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งผู้สูงอายุสามารถจองซื้อได้ขั้นต่ำตั้งแต่ 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ในวันที่ 29-30 มี.ค. 53 ขณะที่บุคคลทั่วไปจองซื้อได้ในวันที่ 31 มี.ค.-2 เม.ย. 53 และสามารถนำไปขายคืนก่อนครบกำหนดได้ที่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่นนั้บตั้งแต่พันธบัตรมีอายุครบ 6 เดือนขึ้นไปตามราคาที่จะตกลงกันเอง ซึ่งการโอนกรรมสิทธิ์สามารถทำได้ตั้งแต่อายุพันธบัตรครบ 6 เดือนขึ้นไปยกเว้นการโอนเพื่อเป็นหลักประกันและกรณีผู้ถือกรรมสิทธิ์นั้นเสียชีวิต ทายาทสามารถโอนได้ก่อนเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้ครม.ยังเห็นชอบให้ยุติโครงการไทยเข้มแข็งของส่วนราชการที่ไม่ได้เสนอขอจัดสรรวงเงินในส่วนของพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนที่อนุมัติไปแล้วในส่วนแรกวงเงิน 2 แสนล้านบาท ต่อสำนักงบประ มาณให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 23 ก.พ.นี้ หรือโครงการที่ได้รับเงินจัดสรรแล้วแต่ไม่สามารถลงนามในสัญญาให้แล้วเสร็จได้ภายในวันที่ 31 มี.ค. 53 โดยให้นำเงินของโครงการที่ยุติไปให้กับโครงการที่มีความพร้อมดำเนินการมากกว่าแต่ไม่ได้รับอนุมัติ ยกเว้นโครงการของกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาที่ครม.มีมติเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 53 ให้ขยายเวลาการยื่นคำขอจัดสรรต่อสำนักงบประมาณ ออกไปก่อน โดยหน่วยงานที่ยังไม่ขอจัดสรรประกอบด้วย หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงกลาโหม, การท่องเที่ยวและกีฬา, เกษตรและสหกรณ์, คมนาคม, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยีสาร สนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที มหาดไทย, ศึกษาธิการ และสาธารณสุข

สำหรับหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรวง เงินภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งไปแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 15,852 โครงการ วงเงิน 158,784.59 ล้านบาท ลงนามในสัญญาแล้ว 6,238 โครงการ วงเงิน 110,044.66 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 34,767.15 ล้านบาท หรือ 21.90% ของจำนวนเงินจัดสรร โดยมีหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรแล้วแต่ยังไม่ลงนามในสัญญา 9,614 โครงการ วงเงิน 48,604.79 ล้านบาท.

เรื่องล่าสุดของหมวด การเมือง

ดูหมวด การเมือง ทั้งหมด