มทภ.1ยันหนุนตร.จับตาม็อบติดอาวุธป่วนกรุง

INN News

สนับสนุนเนื้อหา

พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า กองทัพพร้อมสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการรับมือการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ใน 38 จังหวัด ตามที่รัฐบาลได้ประเมินว่า มีการตั้งกองกำลังติดอาวุธ และเกรงว่า จะเกิดความวุ่นวาย ในช่วงก่อน และหลัง การตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนั้น ซึ่งขณะนี้ ทางตำรวจยังไม่ได้ร้องขอกำลังสนับสนุนจากทหาร โดยในเบื้องต้น คงเป็นหน้าที่ของตำรวจ ทหาร จะเข้าไปร่วมได้ ก็ต่อเมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือได้รับการแต่งตั้ง เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน แต่ในส่วนของกองทัพ ก็ได้เตรียมการไว้แล้ว โดยจะมีการเฝ้าระวัง และติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งการที่รัฐบาลออกมาตรการรับมือเช่นนี้ ก็เพื่อเป็นการป้องกันไว้ดีกว่าแก้ โดยยอมรับว่า กรุงเทพฯ และ
ปริมณฑล ถือเป็นพื้นที่เสี่ยง เพราะหลายครั้ง มักเกิดเหตุความวุ่ยวาย แต่ยืนยัน ไม่ใช่การสกัดกั้นคนเสื้อแดง ที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพ และปริมณฑล

ด้าน พล.ท. ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า ขณะนี้ ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องกองกำลังติดอาวุธ และยังไม่มีคำสั่งใดๆ ลงมาจากกองทัพบก ในเบื้องต้น คงต้องติดตามความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงภาคเหนืออยู่ห่าง ๆ ซึ่งก็มีแผนรองรับไว้แล้ว แต่เชื่อว่า ไม่น่าจะมีความวุ่นวายใดๆ ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มีคำสั่งให้สกัดกั้นคนเสื้อแดง ที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และปริมณฑล

ด้าน นายอมรพันธ์ นิมานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ถึงกรณีที่อาจจะมี กลุ่มคนเสื้อแดงทั้งประเทศจัดตั้งกองกำลังเพื่อตู้สู้กับรัฐบาลและออกมาเคลื่อนไหวรุนแรงในช่วงนี้ ว่าที่จังหวัดเชียงใหม่ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีความเคลื่อนไหวที่รุนแรงและผิดปกติแต่อย่างไร มีเพียงการชุมนุมจัดเวทีปราศรัยตามอำเภอต่างๆเท่านั้นซึ่งเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเฝ้าจับตาสถานีวิทยุชุมนุมที่อาจจะมีการปลุกระดมคนออกมาเคลื่อนไหว


นายอมรพันธ์ ระบุเพิ่มเติมว่า การซ่องสุมกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นยังเป็นแค่กระแสข่าวและยังไม่ได้รับมาตรการอะไรเป็นพิเศษจากกระทรวงมหาดไทย

ด้าน พล.ต.ต.เดชา ชวยบุญชุม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่าสถานการณ์ทั่วไปยังปกติอยู่ แต่ได้กำชับจุดตรวจให้มีการเข้มงวดมากขึ้นและมีการประสานความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆเพื่อรับมือการเคลื่อนไหวต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่าอดีตทหารพรานจำนวน 200 นาย ได้จัดตั้งกองกำลังโดยมีการฝึกการป้องกันตัวที่สถานวิทยุชุมชนแห่งหนึ่งนั้น เรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนยังเป็นเพียงกระแสข่าวเท่านั้น