TTA ปิดมิดรายได้-กำไรปี53 เชื่อค่าระวางเรือทรงตัว

 นายจันทรจุฑา จันทรทัต กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA เปิดเผยว่า สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในปี 2553 ทั้งในส่วนของรายได้และกำไรยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาพรวมแนวโน้มธุรกิจเดินเรือ คาดว่าน่าจะมีความต้องการใช้เรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่อย่างไรก็ตามจำนวนเรือใหม่ที่เข้ามาเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจะมีเรือใหม่เข้ามาอีกประมาณ 2,900 ลำ หรือ 263 ล้านเดทเวทตัน  นอกจากนี้ คาดว่าจำนวนเรือใหม่น่าจะเพิ่มขึ้นมาก ดูจากจำนวนเรือสินค้าแห้งเทกองน่าจะขยายตัวอย่างน้อย 10% ขณะที่ความต้องการใช้เรือไม่น่าจะถึงที่ระดับดังกล่าว เพราะฉะนั้นทำให้คาดการณ์ว่าอัตราค่าระวางเรือเฉลี่ยน่าจะทรงตัวจากปีก่อน  ส่วนธุรกิจบริการนอกชายฝั่งคาดว่าน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะบริษัทเมอร์เมดฯ เตรียมรับเรือใหม่อีกจำนวน 3 ลำ ใน 4-5 เดือนข้างหน้า โดยเมื่อปลายเดือนพ.ย.ที่ผ่านมาได้รับเรือแล้ว 1 ลำ ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะส่งผลให้ธุรกิจบริการนอกชายฝั่งมีกำไรที่ดีขึ้น  ขณะที่ในส่วนของการเข้าซื้อหุ้น UMS เมื่อปีที่ผ่านมา ประเมินว่าธุรกิจถ่านหินมีแนวโน้มที่ดีกว่าปีนี้ เพราะปริมาณการใช้ถ่านหินในอุตสาหกรรมไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น โดย UMS มีปริมาณนำเข้าถ่านหินและขายให้ลูกค้าเฉลี่ยขยายตัว 7% นอกจากนี้น่าจะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มราคาถ่านหินในตลาดโลกที่น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ซึ่งคาดว่าผลประกอบการของ UMS น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น  'หากดูผลการดำเนินงานในปี 2553 ที่ไม่รวมรายการพิเศษเข้ามาเกี่ยวข้อง เชื่อว่าน่าจะเพิ่มขึ้นจากการลงทุนใหม่ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของค่าระวางเรือคาดว่าน่าจะทรงตัว เพราะจำนวนเรือใหม่ที่เข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้เรือยังไม่มากนัก' นายจันทรจุฑา กล่าว ทั้งนี้ในส่วนของแผนการซื้อเรือมือสองนั้น บริษัทฯ คงต้องรอดูราคาที่เหมาะสมเพราะเชื่อว่าราคาเรือมือสองมีโอกาสปรับตัวลดลง ซึ่งการลงทุนดังกล่าวบริษัทฯ จะต้องระมัดระวัง ทั้งนี้แม้ว่าปัจจุบันราคาเรือมือสองจะปรับตัวลดลงแต่ก็ไม่มากเมื่อเทียบกับดัชนี BDI  ทั้งนี้ในปีก่อนบริษัทฯ ได้มีการขยายการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตของบริษัทฯ ในอนาคต โดยได้เข้าซื้อหุ้น 100% ของ บริษัท Nemo Subsea โดยบริษัทฯ ใช้เม็ดเงิน 454 ล้านบาท และซื้อหุ้นบริษัท เมอร์ตัน กรุ๊ป 21.2% ใช้เม็ดเงิน 170 ล้านบาท ซื้อหุ้นบริษัท EMC Gestion 100% ใช้เม็ดเงิน 374 ล้านบาท และซื้อหุ้นบริษัท UMS จำนวน 89.55% ใช้เม็ดเงิน 3,129 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินทั้ง 4 โครงการรวมอยู่ที่ 4,127 ล้านบาท ซึ่งการขยายลงทุนดังกล่าวเพื่อสอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะกลางของบริษัทฯ

เรื่องล่าสุดของหมวด เศรษฐกิจ

ดูหมวด เศรษฐกิจ ทั้งหมด