สินค้าเกษตรป่วนเจอล้วงลูก

สุดท้ายขายได้ต่ำกว่าเดิม

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลจากความไม่ชัดเจนของนโยบายระบายสินค้าเกษตร ฤดูกาล 51/52 ของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่สั่งให้ยกเลิกการระบายสินค้าเกษตรบ่อยครั้งตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้กระทรวงพาณิชย์ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจัดเก็บ และดูแลสภาพ สินค้าเกษตรทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลังมากถึงเดือนละ 342 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการเช่าโกดังสำหรับข้าว 6 ล้านตัน ตันละ 36 บาทต่อเดือน รวมค่าใช้จ่ายเดือนละ 216 ล้านบาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 348,000 ตัน ค่าโกดังตันละ 60 บาทต่อเดือน ค่ารมยาตันละ 15 บาท รวมค่าใช้จ่ายเดือนละ 26 ล้านบาท

ขณะที่มันเส้น 1.76 ล้านตัน ค่าเช่าโกดังตันละ 21.90 บาทต่อเดือน ค่าพลิกกองเดือนละ 24 บาท รวมค่าใช้จ่ายเดือนละ 80 ล้านบาท และแป้งมัน 407,426 ตัน ค่าเช่าโกดังตันละ 25 บาทต่อเดือน รวมค่าใช้จ่าย 10 ล้านบาท

ทั้งนี้นับตั้งแต่เดือน เม.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนายอภิสิทธิ์ ที่มีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแล นโยบายสินค้าเกษตร ได้มีความสับสนต่อการระบายสินค้าเกษตรหลายเรื่อง จนทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งกับหน่วยงานภาคปฏิบัติ คือกระทรวงพาณิชย์บ่อยครั้ง ส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถระบายสินค้าเกษตรออกไปได้ และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บสต๊อกสินค้าเกษตร เสียโอกาสด้านราคาขาย และสินค้าเน่าเสียหายเพิ่มหลายพันล้านบาท

เริ่มตั้งแต่เมื่อเดือน ก.พ. 52 ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 แสนตันเพื่อใช้ส่งออก ในราคาเฉลี่ยกก. ละ 4 บาทกว่า แต่นายกอร์ปศักดิ์เห็นว่าราคาต่ำเกินไปจึงสั่งให้ยกเลิกและปรับกระบวนการขายใหม่ ส่งผลให้รัฐต้องแบกภาระค่าจัดเก็บต่อเนื่องนับร้อยล้านบาท และยังเกิดปัญหาข้าวโพดเน่าคาโกดังตามมา ทำให้ในที่สุดรัฐบาลต้องขายได้ราคาต่ำกว่าเดิม เหลือเพียง กก.ละ 3 บาทกว่า เมื่อหักลบราคาที่ขายได้ครั้งแรกแล้วต้องขาดทุนเพิ่มอีกหลายพันล้านบาท แถมสต๊อกข้าวโพดที่เหลือกว่า 3.4 แสนตัน ยังเป็นสินค้าด้อยคุณภาพ เนื่องจากมีการเลือกโกดังคุณภาพดีขายออกไปก่อนแล้ว

นอกจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้ว ข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ก็ยังเผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน แม้ว่าข้าวเปลือกจะมีแนวโน้มขายได้ราคาดีขึ้นจากอานิสงส์ที่ผลผลิตข้าวทั่วโลกลดลง แต่รัฐก็ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ไม่เช่นนั้นแม้ราคาข้าวจะสูงขึ้นแต่ถ้าเทียบกับค่าจัดเก็บที่เพิ่มมาตลอด 4-5 เดือน เดือนละ 200 ล้านบาท อาจไม่คุ้มค่าก็เป็นได้ เช่นเดียวกับมันสำปะหลังที่ยิ่งเก็บนานเชื้อแป้งก็ยิ่งลดลงและทำให้รัฐต้องขายได้ราคาถูกลง

เกรงว่าหากรัฐบาลเลือกจะเก็บรักษาสต๊อกไว้นาน แม้จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น แต่อาจไม่คุ้มค่า เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายทุกเดือน เดือนละ หลายร้อยบาท ประกอบกับสินค้าที่เก็บไว้จะมีคุณภาพลดลง เช่น แป้งมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันเส้นที่เก็บไว้ ถ้าดูแลไม่ดีจะทำให้เน่าเสียอีก ซึ่งที่ผ่านมาแม้รัฐบาลจะขายสินค้าเกษตรได้ราคาเพิ่มขึ้นบ้าง แต่เมื่อเทียบกับความเสียหายของผลผลิตและค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บที่เสียเพิ่มไปหลายพันล้านบาท ก็เกรงว่าอาจไม่คุ้มค่าได้

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกล่าวว่า การที่รัฐเลือกรักษาสต๊อกข้าวไว้สูงถึง 6 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกไม่สามารถปรับขึ้นได้เท่าที่ควร ทั้งที่จริงราคาน่าจะสูงกว่านี้และส่งผลดีต่อชาวนากว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากตลาดผู้ซื้อจากต่างประเทศยังไม่เร่งซื้อ เพราะมองว่ารัฐบาลไทยมีข้าวเยอะ ซึ่งหากรัฐเลือกเก็บข้าวต่อไปเรื่อย ๆ จะส่งผลเสีย ทั้งในแง่ราคา ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บหลายล้าน รวมถึงคุณภาพข้าวเสื่อมลง และในที่สุดหากไม่ยอมระบายรอจนข้าวฤดูกาลใหม่ทั้งไทย และต่างประเทศออกมามาก จะทำให้รัฐบาลไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากราคาข้าวเพิ่มสูงขึ้นในรอบนี้.

เรื่องล่าสุดของหมวด การเมือง

ดูหมวด การเมือง ทั้งหมด