สาวแสบสร้างโปรไฟล์ดี แต่งเรื่องลูกโคม่า-แม่ป่วยหนัก หลอกยืมเงินคนที่รู้จักทางเน็ตกว่า 4 แสน

สาวแสบสร้างโปรไฟล์ดี แต่งเรื่องลูกโคม่า-แม่ป่วยหนัก หลอกยืมเงินคนที่รู้จักทางเน็ตกว่า 4 แสน
Sanook! Regional

สนับสนุนเนื้อหา

สาวแสบสร้างโปรไฟล์ดี อ้างลูกป่วย แม่โคม่า หลอกยืมเงินคนใจบุญ เหยื่อสูญเงินกว่า 4 แสน 

24 ต.ค.64 เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ สน.บางนา น.ส.ส้ม (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี ผู้จัดการฝ่ายคลังสินค้าบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง พร้อมนายวิษณุ เตยอ่อน ทนายความ เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.ไพบูลย์ มาลา รอง สว.(สอบสวน) สน.บางนา เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมกรณีที่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.พลอยตะวัน อายุ 42 ปี  เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ในข้อหาฉ้อโกง โดยการหลอกลวงให้หลงเชื่อยอมโอนเงิน 18 ครั้ง รวมเป็นเงิน 435,000 บาท

ผู้เสียหายเปิดเผยว่า เมื่อปี 2557 มีเฟซบุ๊กบัญชีชื่อ Ploytawan Adisaksophonbordee ใช้รูปโปรไฟล์เป็นหญิงผิวขาวหันหลังส่งคำขอเป็นเพื่อน เมื่อเข้าไปดูโปรไฟล์ พบว่ามีการโพสต์ภาพหญิงสาวหน้าตาดี ขณะทำบุญ ไปเป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานรัฐและเอกชน รวมถึงไปท่องเที่ยวต่างประเทศ และยังแอบอ้างว่าจบการศึกษาระดับสูงจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง ทำงานอยู่ในบริษัทชื่อดัง นอกจากนี้และยังบอกข้อมูลว่าเป็นเจ้าของสวนทุเรียนด้วย ตนเห็นว่าบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ และเป็นคนที่มีความสนใจในหลักธรรม ชอบทำบุญเหมือนกันจึงรับเป็นเพื่อน ก่อนจะทำความรู้จักกันเรื่อยมาทางเฟซบุ๊ก

ตลอดเวลา 5 ปีที่รู้จักผ่านเฟซบุ๊ก หญิงคนนี้โพสต์ภาพของเด็กผู้หญิงอ้างว่าเป็นรูปลูกสาวหลายภาพ ตั้งแต่แรกเกิด ขณะไปท่องเที่ยวบ้าง ไปส่งลูกที่โรงเรียนบ้าง จนถึงตอนเข้าโรงพยาบาลรักษาตัว ต่อมาปี 2562 ได้ขาดการติดต่อกับบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวไป

ภายหลังเมื่อวันที่ 15 มี.ค.64 หญิงรายนี้ติดต่อโทรมาคุยผ่านMessenger(โดยไม่เปิดวิดีโอ) เล่าเรื่องราวชีวิตในช่วงที่ขาดการติดต่อไป พร้อมเล่าว่าเกิดปัญหาชีวิตลูกสาวป่วยเป็นโรคไข้เลือดชนิดร้ายแรง ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลไปแล้วกว่า 18 ล้านบาท

เขายังบอกด้วยว่าจะต้องจ่ายค่าเทอมให้ลูกสาวเป็นเงิน 35,000 บาท ถ้าไม่จ่ายค่าเทอมภายในวันนี้ทางโรงเรียนจะไม่ให้ลูกสาวเข้าสอบพร้อมเพื่อน เขาเกิดความวิตกกังวล ก่อนจะออกปากขอยืนเงินตน 40,000 บาท ด้วยความที่รู้จักคุ้นเคยพูดคุยกันผ่านเฟซบุ๊กมานานกว่า 5 ปี ก่อนขาดการติดต่อ ประกอบกับความสงสารเด็กที่เห็นภาพลูกเขาป่วยและอนาคตทางการศึกษาของเด็ก ตนจึงบอกไปว่าขณะนี้ตนไม่มีเงินสดเลย แต่ถ้าต้องการจริงๆ ก็จะใช้เงินในบัตรเครดิตโอนเงินให้ก่อน น.ส.พลอยตะวัน กล่าวขอบคุณและแจ้งเลขบัญชีธนาคารกสิกรไทยเลขที่ 5302454495 ชื่อบัญชี น.ส.พลอยตะวัน อดิศักดิ์โสภณบดี ของเธอมาให้ จึงได้โอนเงินจำนวน 40,000 บาท โดยสัญญาว่าหากจำนองที่ดินสวนทุเรียนได้จะคืนทันที

จากนั้นในวันเดียวกันนี้เวลา 19.23 น. น.ส.พลอยตะวัน ได้ส่งข้อความมาแจ้งว่าเงินที่โอนมาจำนวน 40,000 บาทไม่พอจ่าย ขอยืมเงินอีก 20,000 บาท เพื่อจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลลูกสาวที่ค้างไว้กับทางโรงพยาบาล และแจ้งว่าจะคืนให้ทั้งหมดภายในสิ้น เดือน มี.ค. 2564 พร้อมทั้งส่งภาพถ่ายรูปรายการเดินบัญชีธนาคารมาให้ดู ตนเห็นว่ามีเงินเข้าออกบัญชีเป็นเงินกว่า 7 ล้านบาท ทำให้เกิดความเชื่อถือว่าเป็นเรื่องจริง

วันที่ 16 มี.ค. น.ส.พลอยตะวัน ได้โทร.มือถือมาแจ้งว่าเงิน 20,000 บาทได้รับแล้ว แต่ยังไม่พอค่ารักษายังขาดอยู่ ออกปากขอยืมอีก 10,000 บาท ตนตอบกลับไปว่าเงินในบัญชีไม่มี น.ส.พลอยตะวัน บอกถ้าอย่างนั้นขอยืมอีกแค่ 7,000 บาท ก็ได้ ตนจึงโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้งไปให้ 7,000 บาท

วันที่ 17 มี.ค.น.ส.พลอยตะวัน ส่งข้อความมาหาแจ้งว่า มันหนักนะเงินไม่พอจ่าย จ่ายไปไม่เหลือเลยลูกจะกินอะไร มีแต่ค่าใช้จ่าย เครียด อยากจะตาย ลูกต้องไปโรงเรียน ไหนจะค่าน้ำมัน ค่ากิน ค่าทางด่วน นี่เพิ่งจะวันที่ 17 เอง เครียดสิ ไหนจะจ่ายค่าโรงพยาบาลที่ค้างอีก ก่อนจะโทร.Messenger มาคุยก่อนขอยืมอีกจำนวน 2,000 บาท เพื่อจะนำไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟและค่าน้ำมันรถ

ตกเย็น น.ส.พลอยตะวัน โทร.แจ้งว่าแม่ของเธอลื่นล้มในห้องน้ำต้องรักษาตัวด่วน ออกปากขอยืมเงิน โดยพูดให้เกิดความสงสารว่าแม่อาการหนักมาก แม้จะปฏิเสธไปว่าไม่มีเงินแล้ว แต่ น.ส.พลอยตะวัน พยายามพูดจนตนใจอ่อน โอนเงินไปให้อีก 20,000 บาท  

เขาส่งข้อความมาขอบคุณ และอ้างว่าจะต้องไปรับลูกมาเยี่ยมคุณแม่ที่โรงพยาบาล ไม่มีเงินสดเลย ก่อนจะขอยืมเงินเป็นค่าเดินทางและสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลแม่อีก 10,000 บาท ด้วยความเชื่อและเป็นคนขี้สงสาร ตนจึงโอนให้อีกครั้งตามที่ น.ส.พลอยตะวัน ขอมา

สายวันเดียวกัน น.ส.พลอยตะวัน แจ้งมาทาง Messenger ว่าต้องย้ายแม่ไปผ่าตัดอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีก 75,000 บาท ซึ่ง น.ส.พลอยตะวัน บอกว่าเขารวบรวมจากญาติได้เพียง 25,000 บาท ยังขาดอยู่อีก 50,000 บาท จึงอยากจะให้เราช่วยเหลือ ด้วยความสงสารและหลงเชื่อจึงโอนเงินไปให้จำนวน 40,000 บาท

ตกค่ำมา น.ส.พลอยตะวัน โทรMessenger มาแจ้งว่าแม่อาการทรุดหนักจะขอความช่วยเหลืออีกครั้ง ตนตอบกลับไปว่าไม่มีเงินเหลือให้ยืมแล้ว

วันที่ 24 มี.ค. น.ส.พลอยตะวัน โทร Messenger มาแจ้งว่าแม่จะต้องผ่าตัดเอาลิ่มเลือดออก ต้องใช้เงินค่าผ่าตัดขาดอยู่อีก 40,000 บาท ด้วยความเชื่อว่าแม่เขาป่วยจริง และอดสงสารไม่ได้ จึงโอนเงินให้อีกจำนวน 40,000 บาทในวันรุ่งขึ้น

วันที่ 26 มี.ค. น.ส.พลอยตะวัน โทร.มือถือมาแจ้งว่าแม่ต้องผ่าตัดอีกครั้ง ยังขาดเงินค่าใช้จ่ายอยู่อีกจำนวนมาก ก่อนออกปากขอยืมเงินจำนวน 40,000 บาท โดยอ้างว่าจะคืนเงินทั้งหมดให้ทันที กำลังเอาที่ดินจำนองธนาคาร ทำให้หลงเชื่อยอมโอนเงินให้อีกครั้งจำนวน 40,000 บาท

วันที่ 27 มี.ค. โทร Messenger มาแจ้งว่าเงินที่ได้รับยังไม่พอกับค่าผ่าตัดเอาลิ่มเลือดออก จะต้องใช้เงินเพิ่มก่อนจะขอยื่มอีก 10,000 บาท เห็นว่าธนาคารกำลังจะรับจำนองเดี๋ยวได้เงินก็จะคืนเรา จึงโอนให้ตามที่ขอมา

วันที่ 28 มี.ค.โทรมาบอกแม่อาการยังไม่ดีขึ้น เขาเครียดมาก ออกปากขอให้ช่วยเหลือด้านการเงินกับเขาอีกครั้ง จำนวน 50,000 บาท ด้วยความเชื่อและสงสารไหนๆ ช่วยมาแต่ต้นแล้ว จึงโอนไปให้ตามจำนวนที่ร้องขอมา

วันที่ 29 มี.ค.ส่งข้อความมาทาง Messenger ว่าแม่อาการไม่ดีขึ้นต้องการย้ายแม่จากสัตหีบเข้ามารักษาต่อที่ กทม.เนื่องจากไม่มีใครมาช่วยเฝ้าดูอาการจึงขอยืมเงินเพื่อเป็นค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายในการย้ายแม่เข้ามารักษาตัวที่ กทม.อีก 10,000 บาท ด้วยความเชื่อจึงโอนให้ตามที่ขอมา ตกเย็น น.ส.พลอยตะวัน ได้โทรMessenger มาคุยบอกว่าแม่ยังไม่ได้ย้ายยังรอดูอาการอยู่ห้องไอซียู พร้อมส่งภาพถ่ายในห้องรักษาพยาบาลมาให้ดู จำเป็นจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่ม ก่อนจะออกปากขอยืมเงินอีก 20,000 บาท ด้วยความเชื่อและสงสารจึงโอนให้ตามที่ร้องขอมา

วันที่ 31 มี.ค. น.ส.พลอยตะวันโทร Messenger มาบอกแม่มีอาการทรุดแพทย์แจ้งว่าแม่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะจะต้องรักษาด้วยการทำบายพาส จะต้องย้ายแม่ไปทำการรักษาที่โรงพยาบาลใหม่ ต้องจ่ายค่าผ่าตัด 250,000 บาท กำลังรวบรวมเงินจากญาติๆ ก่อนจะออกปากขอให้ช่วยเหลือยืมเงินอีกครั้งจำนวน 50,000 บาท ด้วยความสงสารและอยากได้เงินทั้งหมดคืน จึงโอนให้ในตอนบ่ายวันเดียวกัน

วันที่ 7 เม.ย. น.ส.พลอยตะวัน โทร.มือถือติดต่อมาแจ้งว่าแม่ผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ฟื้น ยังค้างค่ารักษาอยู่กับทาง รพ.อีก 100,000 บาท จึงอยากจะขอยืมอีก 50,000 บาท ด้วยความสงสารและหลงเชื่อจึงได้โอนเงินให้อีกครั้งตามที่ขอความช่วยเหลือ หลังจากโอนเงินแล้วได้ส่งข้อความไปพร้อมกับโทร.มือถือ กลับไปสอบถามว่าจะคืนเงินให้วันใด น.ส.พลอยตะวัน แจ้งว่าจำนองที่ดินกับธนาคารได้แล้วจะคืนให้ได้ในวันที่ 17 เม.ย. แต่เมื่อถึงกำหนดก็ไม่มีการโอนเงินคืนแต่อย่างใด ได้พยายามทวงถามอีกหลายครั้งแต่ น.ส.พลอยตะวัน บ่ายเบี่ยงมาตลอดจนกระทั่งไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย

ผู้เสียหายกล่าวต่อว่า ตนได้พยายามเข้าไปค้นหาข้อมูลบรรดาเพื่อนในเฟซบุ๊กของ Ploytawan Adisaksophonbordee เพื่อสอบถามว่าสามารถติดต่อกับ น.ส.พลอยตะวัน ได้หรือไม่ ก่อนจะพบว่ามีผู้เสียหายถูกหลอกเหมือนตนอีกนับสิบคน บางคนตามไปถึงบ้านของ น.ส.พลอยตะวัน ที่จังหวัดระยองแต่ไม่พบตัว

นอกจากนี้เมื่อเข้าไปดูข้อมูลในเฟซบุ๊กดังกล่าว ยังพบว่ามีการใช้ภาพถ่ายหญิงสาวสวมชุดครุยระบุชื่อว่า “ศาสดาจารย์ด็อกเตอร์พลอยตะวัน อดิศักดิ์โสภณบดี” ซึ่งมีตำแหน่งเป็นวิทยากรของโครงการอบรมแนวโน้มมาตรฐานการบัญชีและการสอบบัญชีที่สำคัญในปี 2558 สังกัดภาควิชาการบัญชีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เมื่อสังเกตในภาพที่โพสต์พบว่ารูปถ่ายของหญิงสวมชุดครุยเป็นภาพใบหน้าของ น.ส.พลอยตะวัน ซึ่งถูกตัดต่อแล้วนำรูปถ่ายไปแปะบนใบประกาศ กรณีดังกล่าวภาควิชาการบัญชี จุฬาฯ ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้วว่ามีผู้แอบอ้างเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2564

นอกจากนี้ ตรวจสอบในเฟซบุ๊ก ยังมีภาพการตัดต่อใบหน้าของ น.ส.พลอยตะวัน ไปใส่แทนใบหน้าหญิงสาวผิวขาวรูปร่างดี ทราบในภายหลังว่าผู้หญิงคนที่ถูกนำภาพมาแอบอ้างตัดต่อนั้น เป็นเจ้าของห้องเสื้อชื่อดัง ซึ่งการกระ

การกระทำดังกล่าว น.ส.พลอยตะวัน มีเจตนาที่จะให้ผู้ที่เข้ามาดูเฟซบุ๊กของเธอมีความเชื่อถือว่าเป็นผู้มีฐานะดีมีความรู้มีหน้าที่การงานดีโดย น.ส.พลอยตะวัน มีความประสงค์จะใช้หลอกลวงผู้อื่นให้หลงเชื่อ
จากการตรวจสอบข้อมูลผู้เป็นแม่ของ น.ส.พลอยตะวัน พบว่าแม่ของเธอ ไม่ได้อาศัยอยู่ที่ จ.ระยอง ไม่ได้ประสบอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำจะต้องผ่าตัดแต่อย่างใด

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนจึงแน่ใจว่า น.ส.พลอยตะวันได้หลอกลวงตนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้ตนหลงเชื่อจึงยอมส่งมอบทรัพย์สินให้ เป็นเหตุให้ตนได้รับความเสียหายจึงมาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.พลอยตะวันผู้ต้องหารายนี้ในข้อหาฉ้อโกงโดยมีเจตนาให้ได้รับโทษตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียก น.ส.พลอยตะวัน มาพบแจ้งข้อหาฉ้อโกง ก่อนจะเปิดโอกาสให้เจรจาผ่านมือถือกับผู้เสียหายต่อหน้าพนักงานสอบสวนว่ายินดีจะชำระเงินจำนวน 1 แสนบาท ให้ตนในวันที่ 10 ต.ค. 2564 ก่อน ส่วนที่เหลือจะมาตกลงกันอีกที แต่เมื่อถึงกำหนดวันนัด น.ส.พลอยตะวัน ไม่มาตามนัดหมาย ยังไม่มีการชำระเงินตามที่รับปากไว้ ตนได้แจ้งพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาถึงที่สุด ก่อนจะรวบรวมพยานหลักฐานและส่งสำนวนให้อัยการเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยพนักงานอัยการได้สั่งให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติมบางประเด็น จึงนัดตนมาสอบปากเพิ่มเติมในวันนี้