แอร์โรว์ร่วมสร้างกุศล

''ช่วยช้างกลับบ้าน''

ตามที่ มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ ได้จัดโครงการ คืนช้างสู่ป่าเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เพื่อปล่อยช้างคืนสู่ธรรมชาติ จำนวน 81 ตัว ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ หนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนคือ ผลิตภัณฑ์แอร์โรว์ โดยบริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งตระหนักถึงปัญหาของช้างไทยที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่นกัน จึงร่วมปล่อยช้างจำนวน 8 ตัว คืนสู่ป่าภายใต้โครงการ แอร์โรว์ ช่วยช้างกลับบ้าน ซึ่งที่ผ่านมาได้ปล่อยช้างไปแล้วจำนวน 6 ตัว ล่าสุดกับการปล่อยช้าง 2 ตัวสุดท้าย ซึ่งจะทำการปล่อยในวันที่ 16 ธ.ค. 2552 ทั้งนี้แอร์โรว์ ได้จัดงานแถลงข่าวไปเมื่อ เร็ว ๆ นี้ ที่โรงแรมโฟร์ซีซันส์

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ กล่าวว่า มูลนิธิก่อตั้งขึ้นเพื่อสนองพระราชปณิธานใน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นาถ ที่ทรงมีพระราชประสงค์อยากปล่อยช้างคืนสู่ธรรม ชาติ ตั้งเป้าเริ่มแรกไว้ที่ 81 ตัว ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากเกิน 81 ตัวด้วยซ้ำ แต่ละตัวมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1 ล้านบาท ซึ่งความจริงมากกว่านี้แต่มูลนิธิฯ ตั้งไว้เท่านั้น โดยก่อนปล่อยช้างเข้าป่าต้องได้รับการดูแลอยู่ประมาณปีครึ่งให้ปรับสภาพ ตรวจดีเอ็นเอ ฝังชิพสำหรับติดตามผล เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถดำรงชีวิตอยู่ในป่าได้ ทั้งนี้การจะแก้ปัญหาช้างได้นั้นต้องแก้ปัญหาคนก่อน เพราะคนพาช้างเข้ากรุง มาเร่ขายกล้วยขายอ้อยเดือนหนึ่งมีรายได้เป็นแสน สังเกตแววตาช้างให้ดีช้างที่ผ่านการทรมานมาจะมีอยู่ 2 แววตา คือ ตกใจสุดขีดและอยากได้รับความช่วยเหลือ เมื่อช้างมาอยู่ในกรุงส่วนใหญ่มักป่วยด้วยวัณโรคเพราะสูดควันพิษจากท่อไอเสีย ฉะนั้นเราต้องช่วยกันส่งช้างคืนสู่ป่าให้ได้มากที่สุด อย่าเห่อแพน ด้ามากกว่าช้างที่เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเรา อีกทั้งช้างยังตกลูกยากกว่าเพราะจะตกลูกได้ทุก ๆ 10 ปี จึงเป็นสมบัติล้ำค่าของเรามาก

ด้วยพระบารมีและด้วยกุศลทำให้โครงการสำเร็จลุล่วงด้วยดี จากนี้คงสานต่อการปล่อยช้างสู่ป่าไปเรื่อย ๆ แต่อาจเปลี่ยนชื่อเป็นปล่อยช้างเพื่อประโยชน์ สุขแห่งแผ่นดิน ทั้งนี้เรื่องชื่อต้องหารือในมูลนิธิฯ ก่อน การช่วยช้างก็เหมือนช่วยป่าด้วย เพราะมูลช้างมีประโยชน์ ต้นไม้หลายชนิดขึ้นจากมูลช้าง และบางชนิดถ้าไม่ผ่านท้องช้างจะไม่งอก ทำให้ป่าเกิดความหลากหลาย อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันอย่างจริงจัง หน้าที่ของมูลนิธิฯ คือประสานผู้ที่เกี่ยวข้องให้มาช่วยกัน ไม่ใช่งานง่ายแต่ก็ต้องทำ อยากให้คนทำกุศลด้วยความเข้าใจไม่ใช่อารมณ์ เมื่อเข้าใจแล้วจะทำให้หลงกุศลซึ่งดีกว่าหลงตัณหา ดร.สุเมธ กล่าว.

เรื่องล่าสุดของหมวด สังคม

ดูหมวด สังคม ทั้งหมด