ลุยต่อไม่ท้อ "ต่าย อรทัย" ขอผันตัวเองเป็นแม่ค้าออนไลน์ เข้าใจหัวอกคนตกงาน

ลุยต่อไม่ท้อ "ต่าย อรทัย" ขอผันตัวเองเป็นแม่ค้าออนไลน์ เข้าใจหัวอกคนตกงาน
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

จากซุปเปอร์สตาร์ลูกทุ่งมาขายของออนไลน์ ทำให้ ต่าย อรทัย เข้าใจหัวอกคนตกงาน ผันตัวมาเป็นแม่ค้ากว่าจะหาเงินได้แต่ละบาทไม่ง่าย สะเทือนใจไวรัสโจมตีแบบไม่มีวันหยุด สวนทางกับการรักษาและป้องกัน สงสาร "มนุษย์รายวัน" ตกงานขาดรายได้ จะอยู่กันยังไง ขนาดคนมีเงินเก็บยังคิดมาก

ต่าย อรทัย นักร้องลูกทุ่งหญิงซุปเปอร์สตาร์ เจ้าของฉายา "สาวดอกหญ้า" พูดคุยกับ Sanook.com บอกเล่าอารมณ์ ท่ามกลางการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 โจมตีแบบไม่มีวันหยุด มีผลกระทบเกิดกับพี่น้องคนไทย ได้รับความเดือดร้อนแบบไม่เคยพบพานทุกหย่อมหญ้า

"สะเทือนใจ" ต่ายบอกความรู้สึก ที่มีกับปัญหาผู้ติดเชื้อไม่สามารถเข้าถึงเตียงในโรงพยาบาลได้ ล้มตายราวกับใบไม้ร่วง เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคขยายเป็นวงกว้าง รวดเร็ว และกลายพันธุ์มีอิทธิฤทธิ์มากยิ่งขึ้น

"เพื่อนพ้องน้องพี่หรือว่าคนที่เรารู้จักส่งมาให้ดู มันมีมากกว่าที่เห็นในข่าวอีก เคยเห็นแต่ประเทศอื่นเขาเป็น แต่ความจริง ณ ปัจจุบันบ้านเราก็เป็น บางทีอาจจะหนักกว่าเขาด้วยซ้ำหรือเปล่า เห็นคนนอนเสียชีวิตอยู่ข้างถนน เห็นคนได้รับการรักษาไม่ทัน สุดท้ายติดเชื้อกันทั้งบ้าน"

"ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกออกมายังไงเหมือนกัน"

จากประเทศที่เคยได้รับคำชมจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ว่า สามารถดำเนินการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี

"ไม่เคยคิดเลยว่าจะมาถึงจุดนี้" ต่ายบอก

"รอบแรกปีที่แล้ว บ้านเราคือช่วยกันแบบดีมาก มันลดลงไปแล้ว ได้รับคำชื่นชมจากหลายประเทศ ไม่คิดเลยว่าพอรอบ 3 จะสวนทางกันเลย"

ในฐานะที่เป็นศิลปิน กลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบหนัก เป็นด่านแรกๆ ที่ต้องหยุดงาน เนื่องจากสถานบันเทิงต่างๆ ถูกสังปิด คอนเสิร์ต อีเวนต์ ถูกเลื่อน หรือยกเลิก ส่งผลให้ไม่มีรายได้

นักร้องลูกทุ่งหญิงที่ปล่อยเพลง "ลืมได้แต่ปาก" ออกมาเป็นผลงานล่าสุุด ผันตัวมาเป็นแม่ค้าขายของออนไลน์ เป็นอาชีพเสริมสร้างสภาพคล่อง โดยไม่ต้องไปยุ่งกับเงินสำรอง เริ่มจากขายเสื้อผ้านักร้อง และเสื้อผ้าที่สวมใส่ในชีวิตประจำวันจนกลี้ยงตู้ ก่อนปักหลักขายน้ำพริกกากหมู ขนมปั้นขลิบ

"เรามีพ่อแม่มีครอบครัว มีทีมงาน บางคนอาจมองว่าต่ายไม่ลำบาก แต่ในมุมของเรา เราก็มีภาระหน้าที่ ที่เราต้องรับผิดชอบ ของต่ายเองก็ไม่ได้ต่างจากทุกคน ก่อนโควิดมารอบแรกได้ทำบ้าน ก่อนหน้านั้นก็ลงทุนเรื่องของการทำโชว์หมดไปก้อนใหญ่ หวังว่าโควิดรอบแรกหมดไป เราจะมีงานคอนเสิร์ตได้ทุนคืนกลับมา แต่สุดท้ายแล้วมันพังหมดเลย"

เมื่อมาเป็นแม่ค้า ต้องพูดเพิ่มแรงจูงใจในการซื้อให้ลูกค้า ต่ายยอมรับว่า ช่วงแรกๆ รู้สึกขัดกับบุคคลิกเป็นคนพูดน้อย แต่หลังจากขายบ่อยขึ้น พูดบ่อยขึ้น เริ่มสนุกกับอีกบทบาทที่เธอเป็นคนเลือกเอง

"ปกติแล้วเราเป็นนักร้อง เวลาทำงานจาก 100 เปอร์เซ็นต์ ร้องเพลงแทบจะ 90 เปอร์เซ็นต์พูดแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าการที่เรามาขายของ เราพูดแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ร้องเพลงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์"

"ช่วงแรกๆ เวลาขายต้องมีลูกคู่ แต่พอมีการระบาดหนักลูกคู่ไปมาหาสู่กันลำบาก ก็ขายคนเดียว ตอนไลฟ์เน้นพูดคุย ถามไถ่ความเป็นอยู่แฟนเพลง แล้วก็แจ้งสินค้ามีล็อตใหม่แล้วนะ แนะนำว่าสั่งของยังไง และก็มีการร้องเพลง ครั้งละประมาณ 30-45 นาที แรกๆ เขินแต่ตอนนี้ชินแล้ว"

จากประสบการณ์ตรง ทำให้นักร้องลูกทุ่งหญิงขวัญใจมหาชน สัมผัสได้ว่าอาชีพนักร้องกับอาชีพแม่ค้า มีความแตกต่างกันหลายจุด

"จริงๆ การเป็นนักร้องก็อยู่กับการขายมาตลอด แต่ว่ามันไม่ใช่การขายแบบมีสต็อก ขายที่ตัวเราเอง ขายการทำเพลง ขายการทำโชว์ นำเสนอออกไปแล้วก็มีลูกค้ามาซื้องานเราไปโชว์ แต่การเป็นแม่ค้าขายของมันต่างกัน ต้องมีของอยู่ในสต็อก ต้องลงทุนเท่าไหร่ ขายให้ได้เท่าไหร่ การกะเกณฑ์ปริมาณของ การรักษาของ จะขายให้คนซื้อ ต้องขายยังไง"

นอกจากนี้ เมื่อมาเป็นแม่ค้า ทำให้มีความเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ค้า ต้องใช้พลังมากขนาดไหนกว่าจะหาเงินมาได้แต่ละบาท

"ยกตัวอย่างขายของในราคากระปุกไม่ถึงร้อย สมมติเรามีค่าใช้จ่าย หรือต้นทุนเดือนหนึ่งเกือบแสน ถ้าจะให้อยู่ได้เราต้องขายของให้ได้มากกว่า 1 แสน เดือนหนึ่งขายได้ 100-200 กระปุกก็ถือว่าเก่งแล้ว แต่ว่ามันต้องขายให้ได้เป็นพันกระปุก มันไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งในช่วงเวลานี้ มีคนตกงานผันตัวมาขายของ โดยเฉพาะของกินกันเยอะมาก"

รายได้จากการขายของออนไลน์ ได้ไม่เท่ากับที่ได้รับจากงานวงการบันเทิง แต่นักร้องลูกทุ่งชาวจังหวัดอุบลราชธานี พึงพอใจกับผลตอบแทนที่ได้รับ นำมาจ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ช่วยชะลอการนำเงินเก็บออกมาใช้ได้

ถามว่า เงินเก็บที่มี ใช้ดำรงชีวิตโดยไม่ต้องทำงานได้อีกนานแค่ไหน ต่ายตอบว่าน่าจะได้ประมาณ 10 ปี แต่ต้องใช้แบบประหยัดที่สุด ระยะเวลา 10 ปีหลายคน อาจจะดูว่านาน แต่ในสถานการณ์ที่ยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ มีบ้างที่รู้สึกเครียดและกังวลกับเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึง และกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

"อะไรก็เกิดขึ้นได้นะตอนนี้ ถ้าใช้เงินเก็บอย่างเดียว มันจะหมดสักวันหนึ่งแน่นอน แล้วเราก็จะยิ่งแย่กว่าเดิม เชื้อโรคพัฒนาแทบจะวินาทีต่อนาที แต่ว่าการรักษาของเราใช้เวลาหลายวัน บุคลากร อุปกรณ์การแพทย์ ไม่ได้เกิดขึ้นได้ทุกวินาทีเหมือนเชื้อโรค สิ่งที่เราคำนวณ 5 ปี 10 ปี ยังรอด แต่ถ้าเกิดมันเลวร้ายไปกว่านั้น ก็มีแอบคิดเผื่อ เผื่อมันเลวร้ายกว่านั้น"

ในการพูดคุยครั้งนี้ นักร้องขวัญใจคอเพลงลูกทุ่งอีสาน ทิ้งท้ายด้วยการแสดงความรู้สึกห่วงใย "มนุษย์รายวัน" เธอหมายถึง ลูกจ้างรายวัน คนหาเช้ากินค่ำ สู้ทำมาหากินสุจริต แต่รายได้ไม่พอเก็บ เป็นกลุ่มที่น่าสงสาร

"ขนาดเรายังเครียด"

เจอวิกฤตโรคระบาด วิกฤตเศรษฐกิจ เถ้าแก่บอกเลิกจ้าง ไม่มีงานทำ เจ้าหนี้มาทวงแล้วไม่มีเงินจ่าย อย่าว่าแต่เงินผ่อนรถผ่อนบ้าน เงินจะกินข้าวยังไม่รู้จะหาจากไหน

"เขาจะอยู่กันยังไง"

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง กับ บันเทิง