
นาซ่ายิงจรวดพุ่งชนดวงจันทร์ตรงเป้า
นาซ่ายิงจรวดพุ่งชนดวงจันทร์และใช้ดาวเทียมสำรวจหาน้ำเมื่อช่วงค่ำวันที่ 9 ต.ค.ตรงเป้าที่ได้กำหนดไว้
องค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐ หรือ นาซ่า มีกำหนดยิงจรวดน้ำหนัก 2,200 กิโลกรัมพุ่งชนขั้วใต้ของดวงจันทร์ ตรงบริเวณที่เรียกว่าหลุม เซเบียส ในวันนี้ตามโครงการแอลครอส LCROSS หรือ ลูนาร์ เครเตอร์ ออพเซอร์เวชั่น แอนด์ เซนซิ่ง แซทเทิลไลท์ Lunar CRater Observation and Sensing Satellite ซึ่งใช้งบถึง 79 ล้านดอลลาร์
จรวดจะชนกับพื้นผิวดวงจันทร์ในเวลา 7.31 น.เช้านี้ตามเวลาสหรัฐหรือ 18.31 น.ตามเวลาไทย แรงระเบิดจะทำให้สิ่งที่อยู่ใต้พื้นผิวดวงจันทร์พวยพุ่งออกมา หลังจากนั้นดาวเทียมสำรวจน้ำหนักเกือบ 891 กิโลกรัมที่มีกล้อง 5 ตัว จะบันทึกภาพการระเบิด สำรวจกลุ่มควันของเศษฝุ่นที่พุ่งสูงถึง 10 กิโลเมตรจากหลุมดวงจันทร์ รวมทั้งตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบว่ามีน้ำอยู่จริงหรือไม่ ก่อนดาวเทียมจะตกกระทบผิวดวงจันทร์ในอีก 4 นาทีหลังการพุ่งชนของจรวด
นาซ่า ระบุว่าจรวดจะพุ่งชนดวงจันทร์ด้วยความเร็ว 9,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วกว่าเสียง 7 เท่า แรงกระแทกที่เกิดขั้นเทียบเท่ากับแรงระเบิดทีเอ็นทีน้ำหนัก 1 ตันครึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดหลุมกว้าง 20 เมตร ลึก 3 เมตรภายในหลุมเซเบียส และทำให้เกิดฝุ่นน้ำหนักรวมเกือบ 350 เมตริกตัน ซึ่งกลุ่มฝุ่นขนาดใหญ่นี้สามารถสังเกตเห็นได้จากพื้นโลกด้วยการส่องกล้องโทรทรรศน์ และผู้อำนวยการโครงการ แอลครอส บอกว่า แรงพุ่งชนจะไม่ส่งผลกระทบต่อดวงจันทร์มากไปกว่าขนตาที่ร่วงลงบนเครื่องบิน
ก่อนหน้านี้นักวิจัยเคยตีพิมพ์บทความในวารสาร"ไซแอนซ์" เมื่อเดือนที่แล้วระบุว่า พื้นผิวระดับไม่กี่มิลลิเมตรบนดวงจันทร์ประกอบด้วยโมเลกุลของน้ำ และนักดาราศาสตร์ คาดหวังว่า ภารกิจของแอลครอสครั้งนี้จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ขึ้นในการยืนยันว่ามีน้ำอยู่บนดวงจันทร์และช่วยไขความกระจ่างว่ามีปริมาณน้ำมากน้อยแค่ไหน โดยนาซ่าเชื่อว่า อาจมีน้ำแข็งหลงเหลืออยู่ในหลุมต่างๆบนดวงจันทร์ โดยลึกลงไปในหลุมเหล่านี้ไม่เคยได้รับแสงแดดมานานหลายพันปี ทำให้น้ำแข็งไม่ละลายสูญหายไป
ล่าสุด นาซา แถลงว่า ประสบความสำเร็จในการบังคับให้จรวดพุ่งจนหลุมโพรงแห่งหนึ่งทางใต้ของดวงจันทร์ ในภารกิจค้นหาน้ำแข็งที่อาจซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นผิว ก่อนที่ดาวเทียมแอลครอส จะพุ่งชนตามไปในอีก 4 นาทีต่อมาเพื่อเก็บภาพ และเก็บข้อมูลต่างๆ ในฝุ่นผงที่กระจายอยู่กลับมายังโลก