"ปีเตอร์ โฟดิฟาย" เปิดชีวิตก่อนจับไมค์เป็นนักร้อง เผยมรสุมชีวิตโดนยึดบ้าน-ถูกฟ้องล้มละลาย

"ปีเตอร์ โฟดิฟาย" เปิดชีวิตก่อนจับไมค์เป็นนักร้อง เผยมรสุมชีวิตโดนยึดบ้าน-ถูกฟ้องล้มละลาย
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

เปิดชีวิตนักร้อง ปีเตอร์ โฟดิฟาย เจ้าของเพลงฮิตอย่าง โฟดิฟาย ล่าสุดได้มาเปิดใจถึงเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตทั้งถูกยึดบ้านและถูกฟ้องล้มละลายในรายการคุยแซ่บ Show ทางช่อง one 

   

เพลงพี่ดังมายาวนานมาก ดังมาทั้งหมดกี่ปีแล้ว ?

ปีเตอร์ : "ดังมาทั้งหมด 18 ปีแล้ว" 

ทราบข่าวว่าทั้งแต่งเอง ร้องเอง ท่าเป็นยังไง ?

ปีเตอร์ : "ที่มาเพลงนี้คือผมดูในรายการตลกก็คืออีเหี่ยวฟ้า เวลาเขาเล่นตลกแล้วเขาหมดมุข เขาจะอุทานว่า โฟดิโฟดิโฟดิฟาย แล้วคนก็ฮาตรึมทุกครั้ง เราก็เลยคิดว่าถ้าเรามีเพลงซักเพลงนึงแล้วเราร้องออกมาจะได้ฮาเหมือนเหี่ยวฟ้า ก็เลยแต่งเพลงนี้ออกมาแล้วมันก็ได้ผลเลย"

ณ ตอนนั้นเพลงนี้ดังขนาดไหน ?

ปีเตอร์ : "ดังจนไม่รู้ตัวว่าพี่ดัง คนติดต่ออกรายการ ออกเกมโชว์ แล้วก็จ้างไปร้องเพลงต่างประเทศไปโซนยุโรปไปมาหมดเลย" 

เห็นว่าเกือบจะไม่ได้ร้องแล้ว เกือบจะไม่ได้ดัง เกิดอะไรขึ้น ?

ปีเตอร์ : "เคยได้ทำเพลงอัลบั้มนึง 8 คน มันเป็นฉิ่ง ฉาบ ทัวร์ ในกลุ่มก็จะมี แจ๊ส ชวนชื่น, จูน ชวนชื่น, โอเลี้ยง เชิญยิ้ม, ลูกนก สุภาพร ถึงวันที่เขาจะเด็ดตัวไปทำอัลบั้มพิเศษ คนนี้ไปทำเดี่ยว คนนี้ไปทำคู่ พอมาถึงปีเตอร์เขาบอกว่าปิดการประชุม เขาไม่เอาปีเตอร์เพราะเขาบอกว่าบุคลิกแบบนี้น่าเป็นพิธีกรมากกว่า"

ตอนนั้นใจเป็นยังไง ?

ปีเตอร์ : "เขามองเห็นอะไรเราเนี่ย 1 ปีที่ไปคอนเสิร์ตเราก็โชว์ให้เขาเห็นว่าร้องแบบนี้ เต้นแบบนี้ แต่เขาไม่มองเห็นตรงนั้น ก็เลยน้อยใจ เราเข้ากรุงเทพฯครั้งนี้เราต้องการมาทำอัลบั้มก็เก็บของจะกลับพัทยาเลย อาจารย์ จรัญ สารีวงษ์ บอกว่าอย่าเพิ่งโต๊ะให้เค้าฟังตรงนั้นเลย" 

ย้อนไปในช่วงวัยรุ่นพี่เป็นคนที่ไหน ?

ปีเตอร์ : "เป็นคนจังหวัดปราจีนบุรีพออายุ 17-18 ก็มาอยู่พัทยาเลย มาถึงพัทยาใหม่ๆ ก็อยากจะเป็นเบลบอยเพราะเพื่อนบอกว่าได้ทิปเยอะ แต่เขาให้รอก่อน ตอนนั้นก็ไม่มีตังค์แล้วก็เลยไปชกมวยก่อนที่วอล์คกิ้ง สตรีท พัทยาใต้ ไปโชว์แม่ไม้มวยไทยให้ฝรั่งดู ไปชกกับฝรั่ง ถ้าเราคว่ำฝรั่งได้เราได้ 350 บาท แต่ถ้าเสมอหรือแพ้ได้ 220 บาท" 

แล้วตอนไหนที่ผันตัวมาเป็นนักร้อง ?

ปีเตอร์ : "ชกมวยทุกวันบ้านก็ไม่มี ห้องก็ไม่มี ชกเสร็จก็นอนข้างเวที อยู่ประมาณเดือนนึง คุยกับเพื่อนว่าไม่ไหวก็เลยสมัครเป็นพนักงานเสิร์ฟ เขาเขียนว่ารับพนักงานเสิร์ฟ 10 ตำแหน่ง มีห้องและอาหารให้ เดือนละ 800 บาท ห้องพักฟรี อาหารฟรี เราได้ 800 ถือว่าคุ้ม เราได้ทิปจากที่ทำงานด้วย"

ยังไม่เห็นการเป็นนักร้องได้เลย ?

ปีเตอร์ : "ตอนนั้นในร้านอาหารเขามีนักร้องหญิงอยู่ 3 คน นักร้องชาย 1 คน ทีนี้นักร้องชายไม่ยอมมาทำงานประมาณ 3 วัน แขกที่ร้านก็โวยวายเขาอยากฟังผู้ชายร้องเพลงบ้าง กัปตันเลยเดินมาหาว่าร้องเพลงได้มั้ย เขาเคยเห็นเราร้องเพลงในห้องน้ำ พอร้องเสร็จเขาก็ปรบมือดังเลย มันเหมือนเสียงสวรรค์ แล้วเขาก็ขอเพลงอีกไม่ซ้ำแนวเลย วันนั้นได้ทิป 400 บาท"

ครึ่งนึงของเงินเดือนเลย พอเราได้ทิป 400 เป็นแรงบันดาลใจเลยมั้ยว่าอาชีพนี้แหละที่เราต้องการ ?

ปีเตอร์ : "ยังไม่ได้คิด เพราะยังไม่รู้ว่าจะได้เป็นหรือเปล่า 3 วันนักร้องคนนั้นไม่มา เราก็ขึ้นร้องแทนเขาทุกวัน เจ้าของร้านเขาก็ทะเลาะกับนักร้องว่าไป 3 วัน ทำไมไม่บอก เจ้าของไล่นักร้องออก เขาก็เรียกว่าปีเตอร์พรุ่งนี้ไม่ต้องมาเสิร์ฟแล้วแต่มาเป็นนักร้องเลยก็เลยได้ร้องตั้งแต่วันนั้นจนบัดนี้เลย"

แล้ววันนึงมาเจอ อ.จรัญ สารรีวงษ์ ได้ยังไง ?

ปีเตอร์ : "ประมาณไม่ถึงปีก็ย้ายมาร้องตรงที่อัลคาซ่า ไอซ์แลนด์ คาเฟ่  อาจารย์จรัญ สารีวงษ์ กับ เอกราช สุวรรณภูมิ เขามาโชว์ที่พัทยาใต้ แต่แวะทานอาหารร้านที่ผมร้องเพลงอยู่ มันเหมือนพรหมลิขิตอะไรซักอย่าง เขาเห็นผมทั้งร้องทั้งเล่นมุข ทอล์คโชว์ด้วย เขาเลยให้เด็กเสิร์ฟเขียนมาบอกให้เชิญไปนั่งกับอาจารย์ อาจารย์เขาก็บอกว่าเขาเป็นโปรดิวเซอร์ ไมค์ ภิรมย์พร ลูกนก สุภาพร เราก็ตาโตเลย อาชีพนักร้องก็ต้องการทำอัลบั้ม เขาก็ถามว่าต้องการไปทำงานกับอาจารย์มั้ย เราก็เลยตอบรับ ไม่ลังเลเลย ตื่นเช้ามาก็ไปหาเขาที่กรุงเทพฯ" 

ตอนที่เขาชวนพี่มาพี่อายุเท่าไหร่แล้ว ?

ปีเตอร์ : "อายุ 39 แล้ว ถือว่าเยอะแล้ว แต่เราคิดว่าเราทำงานด้วยผลงานดีกว่า เราเป็นเอ็นเตอร์เทน ไม่ต้องขายรูปร่างหน้าตาอะไร" 

จากนักมวย เด็กเสิร์ฟ นักร้องคาเฟ่ สุดท้ายได้เข้ามาเจอนักร้องที่เป็นซูเปอร์สตาร์พี่รู้สึกยังไงที่จะต้องเข้ามาอยู่ในทีมเดียวกับเค้า ?

ปีเตอร์ : "มันก็เกร็งนะว่าจะทำได้ดีมั้ย จะทำถูกใจมั้ย เราจะเข้ากับเขาได้มั้ย มันคิดไปหมด แต่ก็ด้วยความมั่นใจว่าเราก็กระบี่มือหนึ่งในพัทยานะ คนดังๆ ในกรุงเทพฯ ก็ไปดูเราเยอะ เราก็มีความมั่นใจมีอะไรก็แสดงออกมาให้หมดให้เต็มที่"

มีคนบอกว่าลุคของพี่แอบไม่แมนรู้สึกยังไงบ้าง ?

ปีเตอร์ : "ถึงกับน้อยใจเลยนะ แต่ไม่เป็นไรมองอะไรก็มองไป ใครหัวเราะผมยิ่งดี ยิ่งดีใจ ยืนยันว่าผมแมน แมนมากด้วย" 

ต่อให้มีคนเม้าว่าพี่ไม่แมน แต่ก็มีคนมาเสนอตัวให้ถึงห้องเลยโดยเฉพาะสาวๆ เห็นว่ามาเคาะประตูเลย ?

ปีเตอร์ : "ในช่วงโฟดิฟายและก็อาปานาเฮ่แล้ว ช่วงนั้นมันก็พีค 12 ปีมาแล้ว ไปเล่นอยู่จังหวัดนึงมีผู้หญิงมาเคาะประตู 2 คน เราก็ถามว่ามาหาใคร เขาก็บอกว่ามาหาพี่ปีเตอร์ เราก็ถามว่ามาหาพี่ทำไม เขาก็บอกว่าจะมาขอซีดีค่ะ เราก็บอกว่าไม่มีซีดี เอาเป็นเสื้อยืดไปก็แล้วกัน" 

นอกจากสุภาพสตรีแล้วมีสปีชีส์แบบอาจารย์บ้างมั้ย ?

ปีเตอร์ : "มีครับ ตอนนั้นเขามาขอลายเซ็นกับเบอร์โทรไป เค้าก็โทรมาเป็นเสียงผู้ชายเขาก็บอกว่าชอบนะ มากินข้าวกันหน่อยได้มั้ย คุยแล้วเหมือนกับว่าเขานึกว่าเราเป็นอะไรที่จะพอคุยกันได้ เราก็เลยบอกเขาตรงๆ ว่าเป็นพี่เป็นน้องกันดีกว่า"

เสนอตัวก็มีไม่ว่าจะเป็นชายแท้หญิงเทียม แต่ก็มีคนเป็นแม่ยกเอารถมาให้เลย พร้อมเปย์ ?

ปีเตอร์ : "ใช่ ให้รถเลย เค้าเป็นผู้หญิงที่ดูดี น่ารักไปหมดเลย เขาก็ถามว่าปีเตอร์ใช้รถอะไรอยู่ เราก็บอกว่าใช้รถตู้อยู่ เขาก็บอกว่าเราน่าจะเป็นรถใช้ได้แล้วนะ พรุ่งนี้เช็คเอ้าท์แล้วเดี๋ยวไปดูรถกัน พอตื่นเช้ามาเราก็ใจเต้นว่าจะเอารุ่นไหน อะไรยังไง แล้วหลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้เขาก็หายไปเลย ไม่มาอีกเลย"

มีช่วงนึงมีมรสุมชีวิตเกิดอะไรขึ้น ?

ปีเตอร์ : "เราซื้อบ้านหลังนึงดาวน์ไปสามแสน บ้านล้านกว่าบ้าน เราก็ผ่อนเดือนเกือบสองหมื่นเพราะตอนนั้นงานเราเยอะ จัดรายกาวิทยุด้วย ร้องเพลง 2 คาเฟ่ เงินเดือนมันเยอะ ประมาณปี 2539 ลั้นลามาก ซื้อบ้านแต่งบ้าน เอาเพื่อนมาปาร์ตี้ ประมาณ 2540 มันวูบไปเหมือนโควิดมาเลย ช่วงนั้นฟองสบู่แตก รายการวิทยุก็ไม่ได้ไปจัดเพราะสปอนเซอร์ไม่มีแล้ว คาเฟ่ก็เหลือที่เดียวขอลดเงินเดือน ประดังประเดใน 1 อาทิตย์"

สุดท้ายโดนฟ้องล้มละลาย ?

ปีเตอร์ : "ถูกต้อง โดนฟ้องล้มละลาย 3 ปี ไม่มีเงินผ่อนก็ให้เค้ายึดไป ติดบูโร"

ใช้เวลานานมั้ยกว่าจะกลับมาฟื้น ?

ปีเตอร์ : "ถึงจะโดนฟ้องล้มละลายใน 3 ปีก็ต้องปฏิบัติตัวให้เหมือนเดิม สรรพสิ่งเป็นสิ่งไม่แน่นอน เราต้องอยู่กับมันให้ได้ ก็ยังร้องเพลงเก็บหอมรอมริบไปเรื่อยๆ ฟ้องไปเราก็ไม่ต้องไปผ่อนแล้ว เพราะเราผ่อนไม่ได้เราก็ต้องทำตามกฎหมายไป เราสู้กับมันมาสามปีจนลุล่วงไปด้วยดีจนถึงวันนี้ปลดหนี้ไปได้จบแล้วเรื่องบ้านหมดแล้ว ฟื้นตัวแล้ว"

แล้วเกิดอะไรขึ้นเห็นว่าเคยนอนกับศพ

ปีเตอร์ : "ช่วงนั้นเป็นเด็กวัดเมื่อ 30 เกือบ 40 ปีมาแล้ว ก็อยู่รวมกันที่ศาลาที่เขาใช้ทำพิธีกรรมต่างๆ ของทางวัด เด็กวัดก็จะนอนเรียงกันพระพี่เลี้ยงก็จะนอนติดพระประธาน ด้านล่างก็จะเป็นโอ่งน้ำเอาไว้ล้างหน้า ล้างตา ล้างจาน วันดีคืนดีก็จะมีคนเดินมาปลุกให้ลุกตอนประมาณ 3-4 ทุ่ม นิมนต์หลวงพี่เพราะส่วนมากก็จะมีคนโดนรถชนตายเขาก็หามเอามาไว้วัด เอาศพวางไว้ข้างศาลาตรงโอ่งน้ำแล้วก็เอาน้ำราดเพื่อล้างแล้วก็นอนบนเสื่อ ผ้าขาวยังไม่มีก็เอาผ้าห่มคลุมหัวมา เราก็นอนติดกับศพใกล้แค่เอื้อม"

แล้วก็เห็นว่าเคยผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาแล้ว ?

ปีเตอร์ : "ส่วนใหญ่ก็คือคอนเสิร์ต ช่วงที่โฟดิฟายมาเราเล่นวันนึง 2-3 ที่ วัยรุ่นหน้าเวทีเยอะเค้าก็เต้นกัน ซักพักก็ได้ยินเสียงดัง ปัง! แต่เราก็ไม่ค่อยได้ยินหรอกเพราะเสียงเพลงมันดัง เขาก็เรียกให้เร้าเข้าหลังเวทีก่อน พอซักประมาณ 5 นาที เขาเคลียร์เสร็จแล้วก็เดินออกมา แล้วตรงที่เรายืนร้องอยู่เขาก็นอนฟุบอยู่ตรงหน้าเวที เลือดก็เต็มท้อง ถ้าเกิดเขายิงเฉียดมาก็โดนเรา บางทีก็เห็นวัยรุ่นเอามีดแทงกัน มันเห็นหมดเลย มันเฉียดเรา"

อันนี้แค่เฉียดๆ เห็นว่าใกล้ตายก็มี ?

ปีเตอร์ : "ใช่ เราเดินทางไปเล่นคอนเสิร์ต ขากลับก็ต้องมีตี 1 ตี 2 เราขับรถไม่เร็วอยู่ดีๆ ซักพักโครม เขาก็ชนเกาะกลางถนนรถเหินมาเลย เราก็เบี่ยงนิดนึง เฉียดเรานิดเดียวแต่มันก็มีเศษอะไรนิดเดียวที่โดนรถเรา" 

ติดตามชมรายการคุยแซ่บ Show ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา13.40-14.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama