คำขอโทษจากหัวใจ "หมอสุภัทร" ผอ.รพ.จะนะ เสียใจเคยร่วมชุมนุม กปปส.

คำขอโทษจากหัวใจ "หมอสุภัทร" ผอ.รพ.จะนะ เสียใจเคยร่วมชุมนุม กปปส.
S! News (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

หมอสุภัทร ผอ.รพ.จะนะ สงขลา โพสต์เฟซบุ๊กขอโทษที่เข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. "ผมเป็นส่วนหนึ่งที่ไปกวักมือเรียกทหารมา ทำให้เกิดการรัฐประหาร" 

(14 ส.ค.) นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ได้โพสต์ข้อความแสดงความขอโทษ จากกรณีที่ตนเองเคยร่วมชุมนุมกับคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ที่ไม่ยอมรับการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ของรัฐบาลในขณะนั้น กลายเป็นการเปิดทางนำไปสู่การรัฐประหาร และการจัดตั้งรัฐบาล คสช. โดยระบุว่า 

วันแห่งการปลดปล่อยของผมเอง "คำขอโทษจากหัวใจ" จากปรากฏการณ์ความตื่นตัวและความกล้าหาญของนักศึกษาและนักเรียนทั่วไทย ที่ออกมาแสดงเชิงสัญญะในการเรียกร้องให้เผด็จการอำนาจนิยมในระบอบประยุทธ์และพวกลงจากอำนาจ คืนอำนาจให้ประชาชนด้วยการยุบสภา และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทำให้ผมต้องทบทวนตนเอง ทบทวนวิธีคิดของตนเอง และผมต้องยอมรับความจริงว่า “ผมเป็นส่วนหนึ่งที่ไปกวักมือเรียกทหารมา ทำให้เกิดการรัฐประหาร และสานต่ออำนาจอย่างฉ้อฉลมาถึงปัจจุบัน” “ผมคือส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ที่สร้างหายนะทำให้ประชาธิปไตยต้องถอยหลังไปอีกหลายสิบปี”

ตลอดเวลา 6 ปีที่ผ่านมาจากการรัฐประหาร คสช.เสียงเหล่านี้ดังอยู่ในหูของผมมาตลอด ดังบ้าง เบาบ้าง แล้วแต่จังหวะชีวิตและสถานการณ์บ้านเมือง การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของผมในขบวน กปปส.นั้น ความตั้งใจของผมและพี่น้องจำนวนมาก มุ่งหวังเห็นการปฏิรูปและเห็นประชาธิปไตยเดินไปข้างหน้า ทุกคนขับเคลื่อนอย่างมีความหวัง

โดยที่ไม่ตระหนักเลยว่า การไม่ยอมรับการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่ในครั้งนั้นซึ่งเป็นทางออกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย จะเท่ากับการสร้างเงื่อนไขและส่งเทียบเชิญให้กับคณะรัฐประหาร จนนำมาสู่การรัฐประหาร คสช.และฟื้นฟูระบอบทหารอำนาจนิยมและรัฐราชการ จนประเทศไทยถอยหลังไปนับสิบปี และเป็นภาระให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องมาต่อสู้อย่างกล้าหาญในวันนี้

หลังจากที่ผมไปสังเกตการณ์ในเวที “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องกล่าวคำว่า “ขอโทษกับน้องนักเรียนนักศึกษาและทุกคนในสังคมไทย ที่ผมได้เข้าร่วมการชุมนุม กปปส.จนนำมาซึ่งการรัฐประหารในครั้งนั้น”

ผมตระหนักชัดแล้วว่า “ไม่มีหรอกทางลัดสำหรับการสร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในสังคม อำนาจพิเศษใดๆ เช่นรัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลเฉพาะกิจ ก็คืออีกอำนาจเผด็จการชนชั้นนำหนึ่งทั้งสิ้น ก้าวไม่ข้ามและวนในวงจรเดิม การเปลี่ยนแปลงใหญ่ต้องขยับจากฐานราก ต้องกระเพื่อมมาจากประชาราษฎร์ ต้องไม่ส่งไม้ผลัดให้กับทหารหรือชนชั้นนำ ต้องอดทนตามหนทางในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพเสียงส่วนมากของสังคม”

“ในวันนั้น ผมออกนอกลู่นอกทาง หวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางลัด ซึ่งไม่มีจริง และยังถูกฉกฉวยพลังและความคาดหวังของประชาชนไปเสวยอำนาจในนามเผด็จการ คสช.ที่เลวร้าย”

นี่คือคำขอโทษจากใจ วันนี้ผมมีความสุขแล้วที่ได้ปล่อยวางอัตตาที่ผมได้ถือไว้ตลอดหกปี และผมก็ยืนยันที่จะเป็นอีกหนึ่งพลัง ในการร่วมขบวนการกับน้องๆ นักศึกษาในการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยและสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมไทยให้ก้าวข้ามจากอำนาจเผด็จการอำนาจนิยมสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ประเทศไทยนับจากวันนี้ไป จะต้องไม่เหมือนเดิม