เสนาะ เทียนทอง (5 ) ตอน..น้ำตาลูกผู้ชาย
ย้อนเวลาไปเมื่อ 13 ปีก่อน (20 สิงหาคม 2539 )พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในสถานะเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี โดยกล่าวหานายบรรหารว่า บริหารประเทศโดยขาดความรู้ ความสามารถ และขาดภาวะแห่งความเป็นผู้นำ ฯลฯ
แม้ว่าในการลงมติ เสียงส่วนใหญ่ของส.ส.ฝ่ายรัฐบาล จะโหวตไว้วางใจนายบรรหาร แต่ผ่านไปได้เพียงวันเดียว สิ่งที่ไม่มีใครคาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อนายบรรหาร ประกาศยุบสภา ( 27 กันยายน 2539 )โดยไม่แจ้งให้พรรคร่วมรัฐบาลทราบล่วงหน้าก่อน
รวมทั้ง เสนาะ เทียนทอง ซึ่งทำหน้าที่ ผู้จัดการรัฐบาล ในขณะนั้น ก็ไม่ทราบมาก่อนเช่นกัน ส่งผลให้ต่อมา ผู้จัดการรัฐบาล อย่าง เสนาะ ต้องหันหลังให้พรรคชาติไทย
ผมไม่ได้เห็นแก่ตัวที่ออกจากพรรคชาติไทย แต่มันมีที่มาที่ไป ป๋าเหนาะ เริ่มเข้าสู่เหตุการณ์ที่ทำให้ต้องออกจากพรรคที่เขารักมากที่สุด
เรื่องมีอยู่ว่า ช่วงที่ พี่บรรหารถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแรง ตั้งแต่เช้า ก็มีความพยายามที่จะบีบให้พี่บรรหารลาออก ผมเองไม่รู้เรื่องมาก่อน
สาเหตุที่พรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งประกอบด้วยพรรคชาติไทย ความหวังใหม่ กิจสังคม นำไทย ประชากรไทย และมวลชน รวมหัวกันบีบนายบรรหาร ก็เพราะพรรคฝ่ายค้านโจมตีว่านายกรัฐมนตรีรับเงินจากต่างประเทศซึ่งผิดกฎหมาย และเศรษฐกิจกำลังตกต่ำ สินค้าราคาแพง และนักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน
ก่อนที่จะมีการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล จึงหารือกัน โดยมีความเห็นสอดคล้องกันว่า นายกฯบรรหาร ควรแสดงสปิริต ลาออก แล้วให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี อาวุโสอันดับ 1 และเป็น หัวหน้าพรรค ความหวังใหม่ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน
พอใกล้ถึงเวลาโหวตไว้วางใจนายกฯผมก็ไปในห้องที่เขาคุยกัน พบมี (ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตหัวหน้าพรรคมวลชน ขณะนั้น )กำลังฉอดๆอยู่ นอกจากนั้นมี พี่จิ๋ว (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ) แล้วก็ ดร.อำนวย วีรวรรณ (หัวหน้าพรรคนำไทย ) กำลังคุยกัน จะเอาพี่จิ๋วขึ้นมาแทน
แต่ทางพี่บรรหารไม่ยอม ในช่วงนั้นหมอเอื้อ (นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ) ก็จะขึ้นไปทำหน้าที่ประธานในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตอนนั้นฝ่ายค้านเต็มห้องประชุมแล้ว เพราะได้เวลาที่จะต้องโหวตลงคะแนนไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี แต่รัฐบาลยังไม่เข้าไปในห้องประชุม เราก็นั่งฟังอยู่
พอทั้งหมดเข้าไปในห้องประชุม เหลือ 2 คนคือ เสนาะ กับพี่บรรหาร
เอาไงเหนาะ เคลียร์ให้พี่หน่อย พี่จะลาออกภายใน 7 วัน บรรหาร หารือกับป๋าเหนาะ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล เป็นตัวกลางเจรจากับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อขอมาตรงๆป๋าเหนาะรับปากช่วยไกล่เกลี่ยให้
หลังคุยกันเสร็จ พี่บรรหารก็แถลงว่า จะขอลาออกภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันนี้ แล้วก็จะขอให้พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน แถลงข่าวใหญ่เลย ปรากฏว่า ให้ผมเป็นตัวประสาน แล้วก็ไปโหวตกัน แล้วก็ให้ผมเป็นตัวประสานจัดตั้งรัฐบาล แล้วเอาพี่จิ๋ว เป็นนายกฯ จะเอาอย่างไร ประสานเรียบร้อยหมดแล้ว
ยังไม่ครบ 7 วันที่ จะต้องยื่นเลย ปรากฏว่า พี่บรรหาร ไม่ได้ลาออก แต่ยุบสภาแทน
นี่คือสาเหตุที่ทำให้ เสนาะ เทียนทอง ตัดสินใจต้องเดินออกจากพรรคชาติไทย
ผมรับไม่ได้ โกหกผม หลอกผม ไม่เป็นไร แต่อย่าหลอกผมให้ไปหลอกคนอื่นผมรับไม่ได้ ผมจะพูดอยู่เสมอคำนี้ ผมรับไม่ได้ เท่ากับ คำพูดของเรา เห็นไหม ป๋าเหนาะ พูดอะไรมันน่าเชื่อถือ เป็นเอกลักษณ์เลย คำไหน คำนั้น ถ้าไม่งั้นไม่ต้องมาพูด ถ้าหลอกโดยตรงโกรธ แต่เดี๋ยวก็หาย แต่ให้ไปหลอกคนอื่น ..เสียหาย อันนี้ถือว่า ยอมไม่ได้
หลังจาก พี่บรรหาร ยุบสภาแล้วก็เชิญไปทานข้าววันนั้น
แหละ ที่ทำเนียบ เพราะว่าเราต้องเป็น รัฐมนตรีรักษาการ เพราะยุบสภาแล้ว ทานข้าวเสร็จก็ไปคุยกันที่ห้องพี่บรรหาร ผมไม่ได้พูดอะไร
เหนาะ..นั่งก่อนสิ บรรหารเชิญนั่ง
จะนั่งทำไม ผมกับพี่ไม่มีอะไรจะคุยกัน ผมขอแยกทางตั้งแต่วินาทีนี้ ป๋าเหนาะ ยืนยันเสียงแข็ง ทางบรรหารเห็นท่าทางเอาจริงของเลขาธิการพรรค ก็บอกให้ใจเย็นๆ
พี่ไม่น่าทำกับผมอย่างนี้ ไม่น่าให้ผมไปหลอกคนอื่น เราอยู่ด้วยกันไม่ได้ เอาไว้ต่างคนต่างอยู่อาจจะรักกันเองก็ได้
ในที่สุด เสนาะ และส.ส. กลุ่มใหญ่ได้ลาออกจากพรรคชาติไทย
ผมเดินออกจากพรรคชาติไทย ไปกันหมดเลย เหลือ 10 กว่าคนต้องไปลนลานหาพรรคสังกัด จริงๆนะตอนนั้น จากพรรคใหญ่เป็นพรรคเล็กเลย ออกมาหมด 60 กว่าคนออกมาหมด ออกมากับผม
อยู่กับราชครูนานถึง 21 ปี อยู่เหมือนลูกเหมือนหลานของอามาณ (พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย) ตอนถอยออกมาจากพรรคชาติไทย น้ำตาลูกผู้ชายมันไหลออกมา..แบบไม่ทันรู้ตัว
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

