ประชุมระดับชาติ เรื่อง การค้าและการพัฒนาอาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

การประชุมระดับชาติ เรื่อง "การค้าและการพัฒนาอาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จัดโดย โรงพยาบาลรามาธิบดี ราชบัณฑิตสถาน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จัดการประชุมระดับชาติ เรื่อง "การค้าและการพัฒนาอาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 21-22 สิงหาคม 2552 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ เกษตรกร ภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้บริโภค ในการปรับโครงสร้างที่ช่วยส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการค้าและการพัฒนาอาหารปลอดภัย พลังงานชีวภาพ และการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดโซ่อุปทาน ภายใต้เป้าหมายให้ประชาชนมีรายได้ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เรื่อง "นโยบายของกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาการเกษตรต่อการพัฒนาอาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในภูมิภาค

โดย Ganesh Thapa, Ph.D., Regional Economist, Asia and the Pacific Division, International Fund for Agricultural Development (IFAD) วันที่ 21 สิงหาคม 2552 กล่าวสรุปว่า

ทิศทางนโยบายของกองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาการเกษตร (IFAD) ต่อการพัฒนาอาหาร พลังงานและสิ่งแวดล้อม สำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดย IFAD เป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศและผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2520 เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน และความมั่นคงด้านอาหารในประเทศที่กำลังพัฒนา มีเป้าหมายเพื่อให้คนในชนบทมีรายได้ที่สูงขึ้น และเพื่อให้มีความมั่นคงด้านอาหารระดับครัวเรือน แม้ว่าภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีผลความก้าวหน้าในการลดความยากจนในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ภูมิภาคนี้ก็ยังคงมีความยากจนในระดับสูง โดยประมาณ 3ใน 4 ของผู้ที่อาศัยในภาคชนบทยังพึ่งพาภาคการเกษตรที่เป็นแหล่งของการจ้างงานและรายได้ ซึ่งปัญหาความยากจนหลักอยู่ในพื้นที่ที่เสียเปรียบ เช่น ภูเขา พื้นที่แห้งแล้ง พื้นที่ชายฝั่ง รวมทั้งชนพื้นเมืองที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น โลกของความยากจนของคนชนบทกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะขาดความก้าวหน้าในการต่อรองการค้าในเวทีตลาดโลก รวมทั้งผู้บริโภค และระบบอาหารที่ขับเคลื่อนไปสู่ตลาดภายในประเทศและภูมิภาคใหม่ ที่ส่งผลให้เกิดโอกาสใหม่สำหรับเกษตรกรและผู้ผลิตในชนบท อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ยังรุมเร้าอย่างต่อเนื่อง ได้มีการคิดค้นงานวิจัยเกษตรด้านเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร ในด้านความแห้งแล้ง และความเค็มของดิน เป็นต้น

ในช่วงปีที่ผ่านมา ตลาดหลักมีความผันผวนของพลังงานชีวภาพ ที่มีศักยภาพต่อการเพิ่มรายได้ของเกษตรกรในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ความยากจน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งภาคประชาชนยังขาดความเข้าใจ ดังนั้นโครงการต่างๆ ของ IFAD จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ความยากจนในระดับชนบท และระดับท้องถิ่น มีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้นและยั่งยืน รวมทั้งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดิน น้ำ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตร การผลิตที่มีประสิทธิภาพ การดำเนินการทางการเงิน โอกาสการจ้างงาน การพัฒนาธุรกิจ กระบวนการและนโยบายระดับชาติและระดับท้องถิ่น

IFAD ได้มีการพัฒนาเรื่องของพลังงานทดแทนในพื้นที่ชนบทที่เป็นฐานของปัจจัยต่างๆ คือ 1) การเชื่อมโยงระหว่างราคาของพลังงาน ภาคการเกษตร และการพัฒนาด้านพลังงานทดแทน เช่นพลังงานฐานชีวภาพ ซึ่งเปรียบเสมือนแหล่งเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร 2) การพัฒนาพลังงานฐานชีวภาพเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยผ่านการผลิตพลังงานสะอาด และการลดก๊าซเรือนกระจก 3) เพื่อให้เกิดการจ้างงานผ่านระบบห่วงโซ่อุปทาน และสุดท้ายเพื่อลดปัญหาความยากจนโดยผ่านการพัฒนาพลังงานในท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม มีความท้าทายในประโยชน์ของการพัฒนาพลังงานทดแทน การพิจารณาความสำคัญภาคการเงิน ระดับการพัฒนาเทคโนโลยี การผลิตพลังงานชีวภาพจะได้กำไรเมื่อราคาสูงขึ้นถึง 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งมีความเป็นไปได้ในการแลกเปลี่ยนระหว่างการผลิตอาหาร และการผลิตพลังงานชีวภาพ ทั้งนี้ IFAD เน้นการผลิตพลังงานชีวภาพบนพื้นที่ไร้ประโยชน์ที่ไม่ได้ใช้ในการผลิตอาหารและสนับสนุนต่อพืชที่มีความหลายหลาย เช่น ข้างฟ่างหวาน ความมั่นคงในการเป็นเจ้าของที่ดินสำหรับเกษตรกรที่ยากจน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่พยายามจะมีที่ดินในการผลิตพลังงานชีวภาพ ทั้งนี้ สัญญาการทำเกษตรกรรมต้องได้รับความร่วมมือจากทั้ง 2 ฝ่าย และควรเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ มีความเหมาะสมต่อฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายต่างๆ เป็นโอกาสต่อการส่งเสริมพลังงานทดแทน กล่าวคือ 1) ราคาพลังงานที่สูงขึ้น มีการคาดการณ์ในระยะยาวว่า การพัฒนาพลังงานชีวภาพเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งหลายๆ ประเทศในภูมิภาคยังมีพื้นที่อีกมากที่สามารถปลูกพืชพลังงานทดแทน โดยกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศจีนมีแหล่งทรัยพากรการเกษตรที่มีความเหมาะสมต่อการผลิตพัฒนาพลังงานชีวภาพ เช่น ปาล์มน้ำมันในประเทศอินโดนีเซีย อ้อยและมันสำปะหลังในประเทศไทย รวมทั้งอ้อยและมะพร้าวในประเทศฟิลิปปินส์ จะเห็นได้ว่า มีเทคโนโลยีมากที่จะเริ่มต้นผลิตพลังงานชีวภาพในหลายๆ ประเทศ ความเป็นไปได้สำหรับการพัฒนาพลังงานชีวภาพนี้ ท้ายที่สุดรัฐบาลของกลุ่มประเทศเหล่านี้ มีเป้าหมายนโยบายเพื่อการผลิตพลังงานชีวภาพนี้

IFAD มีความยินดีที่จะเข้าร่วมในโครงการเพื่อพัฒนาการเกษตรสำหรับพลังงานทดแทนในภูมิภาค โดยความร่วมมือของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย และ SEARCA โอกาสในการพัฒนาพลังงานชีวภาพในประเทศกัมพูชา จีน ลาว พม่า และเวียดนาม อย่างสมบูรณ์ โดยกลยุทธ์ในการพัฒนาพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืนในหมู่เกาะแปซิฟิก เริ่มมีการกำหนดรูปแบบ การวิจัยผลของการพัฒนาพลังงานชีวภาพในภาคเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร ความยากจน และสิ่งแวดล้อม ได้เริ่มดำเนินการแล้วในประเทศจีน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ดังนั้น IFAD มีความยินดีที่ร่วมงานกับสถาบันต่างๆ ของไทยด้วยในเรื่องนี้

หวังว่า การประชุมนี้จะสร้างความเข้าใจต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านอาหาร พลังงานทดแทน และการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตในกลุ่มประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง ********** คำปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "นโยบายของรัฐบาลต่อการพัฒนาอาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อมในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

การประชุมในวันนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนการปฏิบัติการในการส่งเสริมการค้าและการพัฒนาอาหารปลอดภัย พลังงานชีวภาพและลดการปลดปล่อยก๊าชเรือนกระจก ตลอดจนห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน เพื่อเผยแพร่ยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการด้านอาหารปลอดภัย พลังงานชีวภาพ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ เกษตรกร ภาครัฐ สถาบันการเงิน ภาคการศึกษา และผู้บริโภค ในการปรับโครงสร้างที่ช่วยส่งเสริม และกระตุ้นให้เกิดการค้าและการพัฒนาอาหารปลอดภัย พลังงานชีวภาพ และลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน และเพื่อส่งเสริมการบริโภคอาหารและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ปลอดภัย ได้คุณภาพ และช่วยลดการเกิดก๊าซเรือนกระจก

ไทยต้องเผชิญกับความท้าทายและสภาพปัญหา ที่จำเป็นต้องหาทางแก้ไขปัญหา ภายใต้กติกาทางการค้าที่ต้องจัดทำขึ้นใหม่อีกครั้ง ณ กรุงโฮเปนเฮเกน ในปลายปีนี้ เพื่อความยั่งยืนของการพัฒนาอาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อม

ปัจจัยที่ส่งผลต่อ 3F (Food, Fuel, Forest)

ภาวะโลกร้อน มีปัญหาด้านสภาพแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ

ความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นเศรษฐกิจดีขึ้นโดยเร็ว ขณะที่ประชากรผู้สูงอายุมีแนวโน้มสูง ทำให้แรงงานลดลง ความต้องการพลังงานและอาหารสูงขึ้น การผลิตภายในประเทศ ต้องปรับให้ทัน แม้จะมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยเปลี่ยนวิถีชีวิต แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้ภาวะการค้าขายและโครงสร้างระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ เมืองเติบโต ชนบทลดลง และการประกอบอาชีพการเกษตร มีแนวโน้มลดลงดังนั้น ระบบกฎหมายจึงต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันไปพร้อมกัน

สิทธิทางการเมือง จึงต้องคำนึงการดำเนินนโยบายภาครัฐ ภาครัฐ ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และหาแนวทางดำเนินนโยบายในการบริหารงาน ทั้งในระดับอาเซียน GMS ACTNEC และ BIMSTEC ไทยต้องปรับนโยบาย 3 ด้านได้แก่ 1. ด้านพลังงาน

ภาวะโลกร้อนเกิดจากการบริโภคพลังงานที่สูงและปล่อยมลภาวะ ดังนั้น การจัดการจึงควรทำควบคู่ไปพร้อมกับการใช้พลังงานที่สะอาด พลังงานทางเลือก ซึ่งมีแผนลดการพึ่งฟอสซิล ใน 15 ปีข้างหน้า ได้แก่ ไบโอดีเซล พลังงานทดแทนอื่นๆ หรือการสร้างพลังงานขนาดย่อมในชุมชน อาทิ การสร้างพลังงานจากขยะ หรือ พลังงานชีวมวล

ข้อจำกัดคือ แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ถ้าผู้บริโภคไม่ยอมรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นจากพลังงานทดแทน ก็จะยาก รัฐบาลจึงต้องบริหารให้เกิดความพอดีระหว่างการปรับโครงสร้างและผู้บริโภค รัฐบาลจะให้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ซึ่งต้องยอมแบกรับภาระในการใช้พลังงาน ภาครัฐจะค่อยๆ แบ่งเบาภาระประชาชน และส่งเสริมช่วยเหลือโดยผ่านการปรับโครงสร้างภาษี อาทิ ภาษีสรรพสามิต และการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 2. ด้านอาหาร

ไทยโชคดีที่มีอาหารเพียงพอ ประเด็นอยู่ที่จะใช้ประโยชน์ และสร้างโอกาสการป้อนอาหารเพิ่มได้อย่างไร ซึ่งต้องจัดระบบและการลงทุน โครงการไทยเข้มแข็งเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแหล่งน้ำและชลประทานเพื่อภาคการเกษตร โดยเน้นโครงการขนาดกลางและขนาดเล็ก และคาดหวังว่าจะเพิ่มผลิตภาพการผลิตภาคเกษตรไทย นอกจากนี้ยังมีการทำเกษตรยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ ทฤษฎีใหม่ ครอบคลุม เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน และเกษตรยั่งยืน

การปรับนโยบายการแทรกแซงราคาพืชผลทางการเกษตรใหม่แทนนโยบายเดิม เพื่อเตรียมรับนโยบายการเปิดเสรีการค้าในปี 2553 โดยมุ่งที่เกษตรกร มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกร และการประกันราคา ซึ่งจะไม่ทำลายกลไกตลาด ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะดำเนินการในฤดูกาลผลิตนี้ 3. ด้านสิ่งแวดล้อม

คือ ที่ดินและป่า รัฐบาลจะสร้างหลักประกันให้เกษตรกรมีสิทธิทำกิน ไม่บุกรุกป่าเพิ่ม โดยมีทิศทางทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ด้านเกษตรได้กำหนดนโยบายการจัดการที่ดิน โดย 1) ออกโฉนดชุมชน ให้มีหลักประกันในเอกสารสิทธิ์ เพื่อไม่ให้ตกไปสู่มือผู้อื่น 2) มีแนวคิดให้คนในชุมชนอยู่ร่วมกับป่า เพื่อให้เกิดการรักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สำหรับภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลกำหนดนโยบายให้ภาคอุตสาหกรรมอยู่กับชุมชนได้อย่างกลมกลืนและยั่งยืน โดยอาศัยบทเรียนจากกรณีการพัฒนาพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทิศทางทั้ง 3 ด้าน จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ต้องอาศัยความมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ได้แก่ภาคธุรกิจ ต้องเข้าใจกติกา ภาครัฐต้องเปลี่ยนแนวการทำงาน ภาคประชาชน และสังคมต้องเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ เพื่อให้แนวนโยบายดังกล่าวประสบผลสำเร็จในที่สุด

อย่างไรก็ตาม นโยบายอาหารและพลังงานของแต่ละประเทศ ต้องสอดคล้องกันเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน ด้านพลังงานและอาหาร ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ************** รายงานเรื่อง "ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่ออาหารและพลังงาน โดย ศ.ดร. สันทัด โรจนสุนทร ราชบัณฑิตสถาน

(ดัดแปลงจากบทความ ดร.สิรี ชัยเสรี คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร ม.เกษตรศาสตร์)

มนุษย์มีความสัมพันธ์กับอาหารและพลังงานในบริบทของผู้ผลิตและผู้บริโภค เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจึงส่งผลต่อปริมาณอาหารและพลังงานซึ่งส่งผลกระทบต่อมนุษย์ในที่สุด

การที่มนุษย์จำเป็นต้องบริโภคทั้งอาหารและพลังงาน ประเด็นด้านอาหารและพลังงาน จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคมมนุษย์โดยตรง ดังนั้น เมื่อประสบปัญหาขาดแคลนขึ้น มนุษย์จึงต้องใช้ปัญญาช่วยแก้ปัญหาภายใต้การนำองค์ประกอบความร่วมมือที่สำคัญ ได้แก่ 1) ความร่วมมือระหว่างประเทศ 2) ความปลอดภัยด้านอาหาร และ 3) การให้ความสำคัญกับพลังงาน ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ได้แก่

1.การเกิดก๊าซเรือนกระจกในอากาศ (CO2 และ CH4) ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนอาหารและการเปลี่ยนช่วงระยะการเติบโตของพืช เช่น กรณีกาแฟ จนเกิดผลกระทบต่อช่วงเวลาการผลิตพืช

2. การขาดแคลนน้ำ ที่ส่งผลกระทบให้ปริมาณผลผลิตลดลง เช่น ข้าวสาลี และอ้อย

3. การจับปลาทะเลได้ลดลง

4. การเพิ่มขึ้นของระดับราคาสินค้าพืชและอาหารซึ่งเกิดจากอุปสงค์ตามการขยายตัวของ ประชากรโลก

การเกิดก๊าซเรือนกระจกจากห่วงโซ่มูลค่าของอาหารสามารถวัดปริมาณการปล่อยก๊าซออกสู่บรรยากาศได้จากรายงานการบันทึกค่าก๊าซเรือนกระจก (Carbon footprint) ณ จุดต่างๆ อาทิ การศึกษาวงจรชีวิตข้าว (อิตาลี) ที่ได้ข้อสรุปว่าข้าวอินทรีย์ไม่สามารถช่วยลดการเกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมได้ ขณะที่การศึกษาเรื่องวงจรชีวิตประจำวัน (Life Cycle Inventory) ในการกินข้าวขัดขาว (ญี่ปุ่น) พบว่า ช่วยลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกได้ แต่เนื่องจากการปรับเปลี่ยนวิถีการบริโภคนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และท้าทายให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้มีโอกาสเข้ามาสนับสนุนเพื่อปรับพฤติกรรมการบริโภคดังกล่าว นอกเหนือจากนั้น การลดของเสียจากการจัดทำบรรจุภัณฑ์ให้ดีขึ้น การปรับขนาดให้เหมาะสมต่อการขนย้าย การปรับใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้นเพื่อยืดระยะเวลาการจำหน่าย (shelf life) โดยเฉพาะกระบวนการผลิตอาหารประเภทเนื้อแดงและนม ซึ่งพบว่ามีกระบวนการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง ดังนั้น อุตสาหกรรมดังกล่าวของไทยจึงต้องปรับตัวและวางแผนจัดการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก พร้อมกับมุ่งสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา เพื่อให้การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามวงจรชีวิตของอาหารเป็นไปตามมาตรฐานสากล

*************** การอภิปรายเรื่อง "ทิศทางการปรับตัวของประเทศในด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของอาหารต่อผลกระทบของพลังงานชีวมวล

1. พระราชบัญญัติคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ พ.ศ. 2551 โดย ศ.ดร.นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ

อาหารเป็นเรื่องใหญ่ เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม พลังงาน ส่งออกปีละประมาณ 7 แสนล้านบาท มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องประมาณ 30 กว่าหน่วยงาน ทำให้การดำเนินงานไม่เป็นเอกภาพ คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ มีหน้าที่กำหนดนโยบาย กลยุทธ์ ติดตาม ประเมินผล เพื่อชี้นำและแก้ไขปัญหาการทำงานให้มีประสิทธิภาพทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การขนส่ง การกระจายสินค้าจนถึงผู้บริโภค ในด้านอาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลัก 4 ประการ คือ ความมั่นคง คุณภาพ ความปลอดภัย และอาหารศึกษา เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และส่งผลต่อการมีสุขภาพที่ดี

ความมั่นคงทางด้านอาหาร FAO ได้ให้นิยามว่า "ทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยเพื่อการดำรงชีวิต สำหรับประเทศไทยในฐานะที่เป็นฐานการผลิตพืชอาหารที่สำคัญของโลก มีอาหารเพียงพอทั้งในสภาวะปกติและสภาพอากาศแปรปรวน

คุณภาพอาหาร เป็นคุณค่าที่ผู้บริโภคคาดหวังทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและคุณค่าทางโภชนาการ

ความปลอดภัย อาหารที่รับประทานต้องปลอดภัยจากเชื้อจุลินทรีย์ สารเคมี และมีกระบวนการจัดการที่เหมาะสมตลอดห่วงโซ่อาหาร

อาหารศึกษา ควรมีการแสวงหาความรู้โดยการทำวิจัย ให้ได้ Good Practice เพื่อให้ความรู้ สร้างความตระหนัก และพฤติกรรมที่ถูกต้องในห่วงโซ่อาหารและการบริโภคอาหาร

สถานการณ์ด้านอาหาร ในปัจจุบัน พบว่า ยังมีปัญหาการขาดแคลนอาหาร ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ โดยพบว่า ประชากรแถบแอฟริกา เอเชียใต้ และบางส่วนของลาตินอเมริกา มีอาหารไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการขาดแคลนสารอาหาร เช่น วิตามิน A ธาตุเหล็ก สังกะสี และไอโอดีน อย่างไรก็ตาม ยังพบปัญหาภาวะโภชนาการเกิน เช่น โรคอ้วน เบาหวาน มะเร็ง ประมาณ 1.6 ล้านคนทั่วโลก

การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ต้องพิจารณาทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ ดิน น้ำ สภาวะแวดล้อม พันธุ์ การควบคุมป้องกันโรค ที่เหมาะสม ตามมาตรฐานของประเทศไทยและมาตรฐานสากล

สรุป คณะกรรมการฯ มีหน้าที่กำหนดนโยบายและกลยุทธ์ ตั้งแต่ด้านระบบการผลิต การบริโภค และด้านการค้า ให้มีความมั่นคงและความปลอดภัย ทั้งในภาวะปกติและไม่ปกติ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ให้เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศและสากล 2. ความมั่นคงและความปลอดภัยของอาหารระดับส่งออก โดยนายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือเบทาโกร

เบทาโกรเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ ด้านอาหารแบบครบวงจร ตั้งแต่การเลี้ยงสัตว์ อาหารสัตว์ ยา ตลอดจนถึงการแปรรูป ซึ่งผลผลิตหลักได้แก่ ไก่ สุกร มีตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ และมีโรงงานผลิตอาหาร ยา สัตว์ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารซึ่งส่วนใหญ่ร่วมดำเนินการกับพันธมิตร

บริษัทฯ ได้กำหนดกลยุทธ์ธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับ Food Safety เป็นอย่างมาก ได้แก่

Business Partnership โดยร่วมดำเนินธุรกิจกับหลายบริษัท เช่น Mitsubishi Corporation, Sumitomo Corporation เป็นต้น เพื่อเรียนรู้ธุรกิจจากพันธมิตรคู่ค้า

Food Safety โดยจัดทำ 4 โครงการ ได้แก่ Assured Betagro Chicken Program (ABCP), e-Traceability, GIS Mapping System และ BQM (Betagro Quality Management)

Corporate Social Responsibility โดยจัดทำโครงการ Neighborhood Development Project by Population & Community Development Association (PDA) มูลนิธิสายธาร และครัวโรงเรียน

Management Efficiency Enhancement โดยการำระบบไคเซน (Kaizen) จากประเทศญี่ปุ่นมาปรับใช้ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น และนำระบบ TPM (Total Productivity Management) มาใช้ในองค์กร นอกจากนี้ ยังได้มีส่วนร่วมในการนำระบบ TPM ไปใช้ในโครงการหลวงด้วย

Research and Development มีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุน (Cost down) และเพิ่มกำไรโดยการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) สร้างความแตกต่าง (Differentiation) ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product) และแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ (New Knowledge) โดยเริ่มศึกษาจากสิ่งใกล้ตัว และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึง Food Safety เป็นสำคัญ

สรุป Food Safety เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ทั้งในด้านองค์ความรู้ วิธีการ ตลอดจนสร้างการตระหนัก (Mindset) ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากในการดำเนินการ ตลอดจนการรักษามาตรฐานและตอบสนองความต้องการของลูกค้า 3. ผลกระทบของพลังงานชีวภาพต่อการผลิตอาหารของประเทศไทย โดย ศ.ดร.สมชาติ โสภณรณฤทธิ์ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์

พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญของระบบการผลิต ประเทศไทยมีประชากร 63 ล้านคน GDP 9.1 ล้านล้านบาท บริโภคพลังงาน 1.69 ล้านล้านบาท เทียบกับ GDP เท่ากับ 15.2 ตัน/ล้านบาท และเทียบกับประชากรเท่ากับ 1.05 ตัน โดยพลังงานส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ การบริโภคพลังงานดังกล่าว ก่อให้เกิดก๊าซ CO2 194 ล้านตัน โดยส่วนใหญ่เป็นการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง ดังนั้น การพัฒนาพลังงานทดแทน จึงเป็นแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และลดการปล่อยก๊าซ CO2

เอทานอล เป็นพลังงานที่รัฐส่งเสริมให้ใช้ทดแทนน้ำมันเบนซิน โดยมีกากน้ำตาลและมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ ซึ่งมีเพียงพอกับการผลิต E 10, E 20 และแก๊สโซฮอลล์ 95 แต่อาจจะไม่เพียงพอหากส่งเสริมให้มีการผลิต E 85 อย่างไรก็ตาม พบว่า เอทานอลมีอัตราการให้พลังงานต่ำ แต่ปล่อย CO2 ในปริมาณที่ไม่ลดลงมาก เมื่อเทียบกับการใช้พลังงานจากน้ำมัน ทั้งนี้ หากรถไฟฟ้าเข้ามทดแทน คาดว่าจะใช้เอทานอลต่อไปไม่นาน

ไบโอดีเซล เป็นพลังงานที่รัฐส่งเสริมให้ใช้ทดแทนน้ำมันดีเซล โดยใช้วัตถุดิบจากปาล์มน้ำมันและน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว อาจจะมีปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ และเกิดการแย่งพื้นที่การผลิตระหว่างการผลิตเป็นอาหารและผลิตเป็นพลังงานทดแทน พบว่า ไบโอดีเซลมีอัตราการให้พลังงานสูง และปล่อย CO2 น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเอทานอล ดังนั้น ภาครัฐควรส่งเสริมให้มีวัตถุดิบเพียงพอ โดยการเพิ่มผลผลิต และพัฒนาพืชชนิดอื่นทดแทน เช่น สบู่ดำ สาหร่าย เป็นต้น เพราะไบโอดีเซลยังคงเป็นพลังที่ใช้ในรถบรรทุก

นอกจากนี้ ยังมีการนำเซลลูโรสมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตทั้งเอทานอลและไบโอดีเซล ซึ่งอัตราการให้พลังงานสูงและอัตราการปล่อย CO2 ต่ำ แต่ต้นทุนการผลิตยังไม่คุ้มค่าต่อการผลิตเชิงพาณิชย์ หรือการนำเทคโนโลยีแบบไฮบริดมาใช้ทดแทน ซึ่งเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น หรือกรณีของ Hydrogen Car เป็นเทคโนโลยีที่ท้าทาย จะทำให้ลดการใช้เชื้อเพลิงลง ส่งผลให้การปล่อย CO2 ลดลง และมีราคาไม่แพง **************** รายงานเรื่อง "อาหารสำคัญเช่นใดกับมนุษยชาติ

โดย รศ.ดร. กมล เลิศวิทย์

ปัญหาด้านอาหารของประชากรไทยในปัจจุบัน พบว่าเด็กไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนมากขึ้น โดยมีสาเหตุสำคัญ ดังนี้

1. ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

2. ขาดการออกกำลังกาย

3. ขาดการพัฒนาผักและผลไม้ที่มีสารอาหารที่สำคัญไปยังกลุ่มผู้บริโภค การแก้ปัญหาด้านอาหารประเทศที่พัฒนาแล้ว เริ่มต้นด้วยกลุ่มผักและผลไม้ 5 สี ได้แก่ แดง เหลือง เขียว ม่วง และส้ม ภายใต้การส่งเสริมให้พัฒนาตำรับอาหาร โดยเริ่มที่กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เด็กและครอบครัว เน้นบทบาทของแม่บ้านและผู้ปรุงอาหารเป็นสำคัญ ขณะเดียวกันต้องกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ภายใต้รูปแบบและกลไกการดำเนินงานที่มุ่งสู่เป้าหมายและสังคมในภาพรวม ดังนี้ 1.โครงการ 5 A day หมายถึง การรณรงค์ให้ประชากรบริโภคผักและผลไม้ครบทั้ง 5 สี ดังนี้

1.1 สหรัฐฯ โดยผ่านเว็บไซต์ภายใต้การให้ความรู้ในการบริโภคผักในสาระสำคัญ ได้แก่

1) ความสำคัญของการบริโภคผัก

2) การวางแผนการผลิตอาหาร และการปรับปรุงตำรับอาหาร

3) การกระตุ้นให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วม และสร้างการรับรู้ให้แก่แม่บ้านเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการศึกษาและวิจัยในอนาคต

1.2 USDA โดยผ่านเว็บไซต์ด้านการควบคุมอาหารต่างๆ

1.3 ออสเตรเลีย ใช้สื่อสิ่งพิมพ์เพี่อบอกระยะเวลาการให้ผลผลิตของผักและผลไม้ในแต่ละฤดู และเผยแพร่ตำรับรายการอาหารของผักและผลไม้ 5 สี

2. โครงการ Farm to School หมายถึง การรณรงค์ภายในโรงเรียนโดยเน้นความสำคัญเรื่อง การประกอบอาหาร เช่น กรณีออสเตรเลียที่จัดทำโครงการพืชสวนครัว และห้องครัวเชิงปฏิบัติการในการประกอบอาหารภายในโรงเรียนภายใต้งบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ

3. โครงการประชาสัมพันธ์ด้านอาหารให้แพร่หลายอย่างยิ่ง เช่น การใช้รถบัสเป็นสื่อโฆษณาเพื่อให้เข้าถึงแหล่งชุมชนได้ดี หรือคลิปวิดีโอที่เผยแพร่สูตรและวิธีการปรุงอาหาร

4. การให้งบประมาณสนับสนุนเพื่อรณรงค์และส่งเสริมการบริโภคผักและผลไม้ทั้งในโรงเรียนและชุมชน กรณีประเทศไทย ถือว่าเป็นประเทศที่มีผักและผลไม้ที่มีประโยชน์อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มพืชพื้นเมืองที่มีองค์ประกอบทางเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูง และเป็นที่นิยมในต่างประเทศ เช่น ทับทิม มังคุด และมะรุม ดังนั้น จึงควรรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่ใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้แพร่หลายยิ่งขึ้น ตลอดจนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อปรับพฤติกรรมการบริโภคผักและผลไม้ของคนไทยให้มากขึ้น ตลอดจนมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของชุมชนเมือง ทั้งนี้ พบว่า ผลิตภัณฑ์อาหารชนิดใหม่ของไทยควรได้รับการประชาสัมพันธ์มากขึ้น เช่น ส้มตำไทยอบแห้ง ขนมขบเคี้ยว ซาลาเปาสี่ภาค และเมี่ยงคำเสียบไม้ นอกจากนั้น คู่มือเมนูสุขภาพ ปัญหาและสุขภาพร่างกายที่เป็นเอกสารในการเผยแพร่ ควรเพิ่มสื่อสิ่งพิมพ์และช่องทางการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน

ดังนั้น ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงการใช้ผักและผลไม้ เพื่อเป็นวัตถุดิบสำคัญและมุ่งออกแบบสินค้าให้เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภคภายใต้กระบวนการวิจัยและพัฒนาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

เรื่องล่าสุดของหมวด สังคม

ดูหมวด สังคม ทั้งหมด