''เป้าหมายลึกๆ อยากติดอันดับ ท็อปไฟว์''

แม้จะหันมาจับธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้ 3 ปีเศษ นั่งเก้าอี้ ประธานบริหาร บริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อย่างเต็มตัวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คงไม่ได้สร้างความผิดหวังให้กับผู้ถือหุ้นแต่ประการใดไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างการบริหารให้กระชับเสริมทัพด้วยการดึงมืออาชีพเข้ามาร่วมทีมเพื่อให้การบริหารเป็นไปอย่างคล่องตัว พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์เข้ากับปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไปและในฐานะแม่ทัพใหญ่ของเอสซี จะนำพาองค์กรไปในทิศทางใด เป้าหมายเป็นเช่นไรติดตามได้จากสัมภาษณ์พิเศษดังต่อไปนี้

+++ วางเป้าการเติบโตไว้อย่างไร

อยากเห็นการเติบโตของธุรกิจทุกปี และต้องไม่ต่ำกว่าอุตสาหกรรม เช่นเขาโต 5 %เราก็ต้องโต 5 % หรือไม่ก็ต้องเติบโตเป็นเลขสองหลักจากเดิมที่เคยเติบโตปีละ 20-25-30 % ซึ่งต้องเป็นไปตามเป้าหมายอันใดอันหนึ่ง แต่ขณะนี้คงเป็นไปไม่ได้ที่จะโตแบบเลขสองหลัก เพราะภาวะเศรษฐกิจมีผลกระทบมากแต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องไม่ต่ำกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมนี้ นั่นคือเป้าหมายหลัก

และถ้าจะถามว่าเราต้องการผลักดันให้ เอสซี แอสเสท ไปสู่จุดสูงสุด ณ จุดใด คำตอบก็คือ 1 ใน 5 ภายใน 3 ปี 4 ปี หรือ 5 ปี อันนี้คือความรู้สึกลึก ๆ ที่คิดไว้ แต่ ณ ขณะนี้เราติดอยู่ในอัน

ดับ 11 ซึ่งก็ถือว่าทำได้ในระดับหนึ่ง ฉะนั้นความหวังก็คงต้องขอขึ้นอันดับ 1 ใน10 ก่อน ซึ่งก็มีความเป็นไปได้

เพราะขณะนี้ถือว่าใกล้ความเป็นจริงจากเดิมที่เคยอยู่ในอันดับ 13 ของอุตสาหกรรมนี้ เนื่องจากได้มีการปรับเปลี่ยนองค์กรและวิธีการบริหารต่าง ๆ เพื่อเอื้อที่จะขยายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่มีการพัฒนารูปแบบดีไซน์บ้านให้เป็นที่ถูกใจลูกค้า ที่เขาหวังซื้อเพื่ออนาคต ดังนั้นการออกแบบดีไซน์จึงมีการคิดเรื่องพวกนี้คิดเผื่อความต้องการในอนาคตไว้ด้วย เช่น ห้องนั่งเล่นมีคนถามว่าทำไมต้องเป็นสี่เหลี่ยม ก็เราคิดเผื่อไว้ว่า ในอนาคต ลูกบ้านอาจเปลี่ยนใจทำเป็นห้องนอนจะได้สามารถนำเตียงเข้ามาใส่ได้ หรือมีเผื่อไว้สำหรับการขยายต่อเติมบ้านในอนาคต เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ลูกค้าสัมผัสได้โดยตรง

ส่วนการบริหารจัดการจะคำนึงถึงสองส่วนใหญ่คือ กระแสเงินสด และการบริหารจัดการที่ดี ดังจะเห็นว่าโครงการเราจะไม่ใหญ่เกินไป เปิดปุ๊บแล้วขายหมด ซึ่งการบริหารความเสี่ยงมีส่วนสำคัญ ต้องทำให้ดี จึงเห็นว่า เอสซี ไม่หวือหวา เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายใหญ่ และจะต้องเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าให้ได้ ต้องประคับประคองทั้งสองสิ่ง ใช้หลักการบริหารจัดการ และปรับเปลี่ยนองค์กรตลอดเวลา

+++ สะสมแลนด์แบงก์อย่างไร

นอกจากนี้จะดูเรื่องของการสะสมแลนด์แบงก์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาโครงการ ขณะนี้เรามีแลนด์แบงก์อยู่ 4-5 แปลง คิดเป็นมูลค่า 1,500 ล้านบาท ถ้ามีแลนด์แบงก์ที่ดีโอกาสในการขยายธุรกิจทำได้ง่าย แต่ก็ต้องสะสมให้บาลานซ์กับการลงทุน ต้องมีเพียงพอที่จะเติบโต ภายใน2-3 ปี เพราะถ้าตลาดดี ไม่มีที่ดินก็จะเสียโอกาสในการลงทุน

แลนด์แบงก์ที่สะสม จะเก็บเฉพาะที่อยู่ใน ไพรม์แอเรียร์ และเกรดเอ เท่านั้น เช่นถ้าเป็นคอนโดมิเนียมจะขึ้นตามแนวรถไฟฟ้า ถ้าเป็น ทาวน์โฮม ไม่อยู่ติดถนนใหญ่ก็ต้องเป็นถนนที่เข้าซอยไม่ลึก หรือถ้าเป็นบ้านเดี่ยวก็ต้องอยู่ใกล้ เส้นทางคมนาคมขนส่ง ใกล้ทางด่วน เป็นต้น

แต่ก็ถือเป็นการสะสมที่ไม่หวือหวา มีเพียงพอที่จะลงทุน และเก็บเท่าที่จำเป็นที่จะลงทุนในแต่ละปีนั้นไม่ได้คิดว่าจะขึ้นกี่โครงการแต่จะดูเป้าหมายรายได้ก่อน แล้วค่อยเปิดโครงการ แต่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5-6 โครงการในแต่ละปี

+++วางตำแหน่งสินค้าไว้ระดับไหน

เอสซี จับกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงสูง จุดขายที่เราวางไว้คือ ต้องอยู่ในระดับพรีเมียร์ในแต่ละแอเรียร์ เช่น แถววัชรพล กำลังซื้ออยู่ที่ 2-4 ล้านบาท บ้านราคา 4-5 ล้านบาท ทาวน์โฮม 2-3 ล้านบาท เราสร้างทาวน์โฮมขายในราคา 1.99 ล้านบาท แต่ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง คือมีคลับเฮาส์ มีสระว่ายน้ำ อยู่ในโครงการ หรืออย่างที่ เพชรเกษม 81 เป็นพันธมิตรกับโลตัส เพื่อเปิดมอลล์อยู่ด้านหน้าโครงการให้บริการแก่ลูกบ้าน และจะพยายามพัฒนาให้เข้าถึงความต้องการของลูกค้า

ขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการเอาความรู้สึกของผู้บริโภคมาช่วยกันแชร์มุมมอง ในอนาคตอาจพัฒนาไป

ถึงขั้นการสร้างมาตรฐานเดียวกันให้กับลูกค้าทั้งระบบ

ดังนั้นสิ่งที่ได้คือลูกค้าแบบปากต่อปากมีมากจาก 20 % เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการขายบ้านคนซื้อไม่ได้ซื้อเพราะความรู้สึกฉาบฉวย แต่ซื้อเพราะอยากซื้อและคิดอย่างรอบคอบ ซื้อแล้วอยู่ด้วยความสบายใจ ดังนั้น จึงต้องมีบริการหลังการขายตามมาหลายอย่างทั้งบริการแบบฉุกเฉิน เช่น น้ำประปา ไฟฟ้าเสียต้องเรียกช่างมาซ่อมได้ หรือการเป็นพี่เลี้ยงให้กับนิติบุคคล จนกว่าเขาจะดูแลกันเองได้ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ เอสซี พยายามเน้นในเรื่องการบริการมากเพื่อให้ แบรนด์ ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ และต้องการให้โปรดักต์อยู่ในใจลูกค้า

สินค้าของเอสซี ถ้าเป็นบ้านเดี่ยวก็ต้องแกรนด์ บูเลอวาร์ด ราคาหลักสิบล้านบาทต่อหลัง ซึ่งถือเป็นแบรนด์ในการสร้างอิมเมจ ส่วนวิสต้า ปาร์ค ก็ต้องเป็นทาวน์โฮม ที่มั่นใจว่าเหนือคู่แข่งเพราะมีบรรยากาศเหมือนบ้านเหมาะกับแนวโน้มความต้องการของคนรุ่นใหม่ เพราะสมบูรณ์แบบ

+++ มีแนวคิดจับตลาดล่างไหม

วันนี้เราจับตลาดกลางกับบน ตลาดล่าง ณ วันนี้เราไม่ทำ เพราะฐานล่าง จะเป็นอีกสเกลหนึ่ง ต้องมีความชำนาญ วันนี้เราทำเป็นนิช มาร์เก็ต คนละแบบ อยากทำแต่ว่าวันนี้เราไม่พร้อม เพราะต้องทำเต็มที่ ต้องมีโรงงานวัสดุ อย่าง พฤกษา และทำในบริษัทเดียวกันก็ไม่เวิร์กเพราะการบริหารคนละแบบ ทั้งขนาดและแลนด์แบงก์ ที่ต้องไปกว้านซื้อ ดูแล้วไม่คุ้มและเป็นงานที่ไม่ถนัด

+++ แต่ละปีเปิดกี่โครงการ

ที่นี่จะไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเปิดกี่โครงการในแต่ละปีแต่จะดูว่า ยอดรายได้เท่าไรจึงจะคิดออกมาเป็นโครงการ แต่โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับ 5-6 โครงการ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ อย่างปีหน้ายังไม่สรุปว่าจะมีกี่โครงการเพราะต้องขอดูอีกไตรมาสหนึ่งถึงจะสรุปได้ หรืออย่างปีนี้จะเห็นว่าไตรมาสแรก ไม่มีการขึ้นโครงการเลยเพราะไม่มีการลงทุนขายแต่โครงการเก่าที่เหลืออยู่

ดังนั้นจึงมาอัดฉีดในไตรมาสที่ 3 และ4 ครึ่งปีหลังที่เปิดโครงการใหม่ถึง 6 โครงการ ใช้งบประมาณถึง 4,000 ล้านบาท

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!