ครม.ผ่านฉลุย400โครงการไทยเข้มแข็ง2แสนล้าน ก.เกษตรมากสุด4.8หมื่นล. ศธ.4.5หมื่นล. คมนาคม3.9หมื่นล.

ครม.ไฟเขียวโครงการลงทุนกระตุ้นศก.ไทยเข้มแข็งกว่า 400 โครงการ ใช้วงเงินกว่า 2 แสนล้าน คลังใจดีเก็บภาษีได้เพิ่มสมทบอีก 1 แสนล้าน 3พรรคร่วมรบ.ยิ้มร่าผ่านฉลุย กระทรวงเกษตรของชท.ได้มากสุด 4.8หมื่นล้าน ศึกษาฯของปชป.4.5หมื่นล้าน คมนาคม3.9หมื่นล้าน

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า มีมติอนุมัติโครงการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งล็อตแรกที่ผ่านการตรวจสอบความพร้อมในการลงทุน วงเงิน 2 แสนล้านบาท รวมกว่า 400 โครงการตามการเสนอของกระทรวง และเห็นชอบให้นำงบประมาณ 1 แสนล้านบาท ในส่วนที่เตรียมไว้สำหรับการชดเชยเงินรายได้ที่หายไป 2 แสนล้านบาท ที่ตั้งไว้ใน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทมาใช้ ลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเพิ่มเติม โดยจะจัดทำรายละเอียดโครงการเสนอพิจารณาในวงเงินที่เพิ่ม 1 แสนล้านบาทอีกครั้ง

ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเดิม กำหนดให้ใช้แหล่งงบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท 2 แสนล้านบาทแรก ลงทุนในโครงการต่างๆ อีก 2 แสนล้านบาทจะนำไปใช้ปิดหีบชดเชยรายได้ แต่ขณะนี้สัญญาณทางเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องตั้งงบประมาณเพื่อนำมาใช้ในการชดเชยรายได้สูงถึง 2 แสนล้านบาทอีกต่อไป ทำให้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่จะนำมาใช้ในการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติไทยเข้มแข็งเพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนล้านบาท นายกรณ์กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า สำหรับโครงการลงทุนวงเงิน 2 แสนล้านบาทที่ ครม.อนุมัติแล้ว มีลักษณะการกระจายตัว ครบทุกกระทรวง สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพกว้างได้ โดยเฉพาะเรื่องการจ้างงาน และกระตุ้นเศรษฐกิจ ประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน รายละเอียดโครงการต่างๆ จะนำเสนอผ่านทางเว็บไซต์ให้ประชาชนได้รับทราบ และจะจัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานช่วงต้นเดือนกันยายน

การเบิกจ่ายงบประมาณตามหลักการใน พ.ร.ก.เงินกู้ น่าจะเริ่มได้ตั้งแต่ช่วงต้นปีงบประมาณ 2553 เป็นต้นไป การประชุมครั้งนี้ได้แจ้งให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงเตรียมความพร้อมไว้แล้ว โดยเฉพาะในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่คันไม้คันมือมานาน จะได้ใช้งบประมาณทำโครงการเสียที ท่านรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) เอง ก็ยืนยันว่า พร้อมที่จะดำเนินงานเต็มที นายกรณ์กล่าว

นายกรณ์กล่าวว่า จะร่วมแถลงข่าวร่วมกับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดตัวโครงการให้สถาบันการเงินของรัฐมาช่วยเรื่องการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจ วันที่ 26 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง

รายงานข่าวแจ้งว่า นายกรณ์แจ้งต่อที่ประชุม ครม.ว่า ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้จะรับทราบจำนวนตัวเลขที่จะนำไปใช้ปิดหีบงบประมาณชัดเจน โดยประเมินเบื้องต้นว่าต้องใช้เงินชดเชยรายได้แค่ 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ดังนั้น เงินส่วนที่เหลือ 5 หมื่นล้านบาทอาจนำไปใช้เป็นการสำหรับการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเพิ่มเติมได้อีก

สำหรับโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งล็อตแรกที่ผ่านความเห็นชอบครั้งนี้มีวงเงิน 199,960.6011 ล้านบาท แต่ละหน่วยงานได้รับการจัดสรรดังนี้

1.สำนักนายกรัฐมนตรี 9,675.2679 ล้านบาท

2.กระทรวงกลาโหม 2,204.8886 ล้านบาท 3.กระทรวงการคลัง 14,500 ล้านบาท

4.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 890.9721 ล้านบาท

5.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 1,574.0674 ล้านบาท

6.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรี พรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) 48,078.6257 ล้านบาท

7.กระทรวงคมนาคม ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีจาก พรรคภูมิใจไทย(ภท.) 39,900.2067 ล้านบาท

8.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 11,389.5688 ล้านบาท

9.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) 200 ล้านบาท

10.กระทรวงพาณิชย์ 7.9000 ล้านบาท

11.กระทรวงมหาดไทย 6,423.2020 ล้านบาท

12.กระทรวงแรงงาน 47.2396 ล้านบาท

13.กระทรวงวัฒนธรรม 40 ล้านบาท

14.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 50 ล้านบาท

15.กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การกำกับดูแลรัฐมนตรี จาก พรรคประชาธิปัตย์ 45,389.6244 ล้านบาท

16.กระทรวงสาธารณสุข 11,515.2289 ล้านบาท

17.กระทรวงอุตสาหกรรม 185 ล้านบาท

18.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 4,481.6800 ล้านบาท

ส่วนรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย 502.5580 ล้านบาท การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย 825 ล้านบาท การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 515 ล้านบาท การประปาส่วนภูมิภาค 817.7926 ล้านบาท การกีฬาแห่งประเทศไทย 464.5200 ล้านบาท และ สภากาชาดไทย ได้ 282.2584 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯที่ได้งบประมาณมากที่สุด คือกรมชลประทาน ได้กว่า 4.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้สำหรับการจัดหาแหล่งน้ำ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานเป็นหลัก ในส่วนกระทรวงคมนาคม หน่วยงานที่ได้รับจัดสรรงบประมาณมากที่สุดคือ กรมทางหลวง ในวงเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้สำหรับการบำรุงรักษาทางหลวง คิดเป็น 1.4 หมื่นล้านบาท ส่วนกรมทางหลวงชนบทได้รับจัดสรร 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในโครงการถนนไร้ฝุ่น คิดเป็น 1.4 หมื่นล้านบาท สำหรับเงินที่เหลือจะนำไปใช้ในการก่อสร้างทางในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้

นายโสภณ ซารัมย์ กล่าวว่า วงเงินงบประมาณที่ได้รับนั้นจะเป็นวงเงินงบประมาณ 3 ปี คือปี 2552-2555 นอกจากกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทที่ได้รับจัดสรรในสัดส่วนที่มากที่สุดแล้ว กรมอื่นๆ ก็ได้รับจัดสรรด้วย คือกรมการขนส่งทางบก 1,183.87 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการก่อสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสาร 9 แห่ง ใน 9 จังหวัด คือ แพร่ นครศรีธรรมราช สระแก้ว สุราษฎร์ธานี นราธิวาส ขอนแก่น เชียงใหม่ ราชบุรี และชัยภูมิ กรมการขนส่งทางอากาศ 58 ล้านบาท ส่วนโครงการถนนไร้ฝุ่นของกรมทางหลวงชนบทนั้น ได้จัดสรรโครงการไปตามจังหวัดต่างๆ โดย 3 จังหวัดที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุด ได้แก่ 1.จังหวัดนครราชสีมา 500 ล้านบาท 2.จังหวัดบุรีรัมย์ 400 ล้านบาท 3.จังหวัดขอนแก่น 380 ล้านบาท

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลว่า กระทรวงการคลังเสนอที่ประชุม ครม.พิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขการกู้เงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่าดำเนินการกู้เงินโดยการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งจำนวน 5 หมื่นล้านบาทแล้ว แต่ ณ วันที่ 28 กรกฎาคม 2552 มีวงเงินเบื้องต้นที่คาดว่าจะเบิกจ่ายอีกประมาณ 27,025 ล้านบาท จึงเห็นสมควรดำเนินการทำสัญญากู้เงินแบบเทอมโลน (Term Loan) หรือการออกตั๋วสัญญาใช้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศ วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ระยะเวลากู้เงินไม่เกิน 10 ปี อย่างไรก็ตาม นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ตั้งข้อสังเกตว่าควรเจรจากับธนาคารว่าจะมีเงื่อนไขช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกหรือไม่ และเสนอให้กระทรวงการคลังจัดทำแผนการกู้เงินวงเงิน 8 แสนล้านบาทที่จะนำมาใช้ในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งให้ชัดเจนว่าแหล่งเงินจะมาจากไหนบ้าง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ซึ่งนายกรณ์รับจะดำเนินการ และชี้แจงว่าการกู้เงินจะเป็นลักษณะค่อยๆ กู้ แต่เมื่อถึงวงเงินที่กำหนดไว้จะออกพันธบัตรเพื่อรีไฟแนนซ์

การประชุม ครม.ครั้งนี้ นายกอร์ปศักดิ์ได้รายงานความคืบหน้าการติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการ 16 โครงการภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรก พบว่าส่วนใหญ่มีความคืบหน้ามาก อย่างไรก็ตาม โครงการที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศที่มีงบประมาณ 325 ล้านบาท แต่ใช้ไปเพียง 15 ล้านบาท ซึ่งถือว่าล่าช้า และยังมีโครงการปรับปรุงสถานีอนามัยที่มีความคืบหน้าเพียง 50% เท่านั้น

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!