ผู้ใหญ่เป็นได้-เด็กเป็นถี่ ''สำลัก-ติดคอ''

ประมาทอาจ ''ถึงตาย''

เป็นเรื่องที่เกิดมานาน เกิดอยู่เนือง ๆ และระยะหลัง ๆ ดูเหมือนจะ เกิดบ่อย ในเด็ก ซึ่งผู้ปกครองไม่ควรจะประมาท นั่นคือเรื่องการ กิน-กลืน อะไรเข้าไปแล้ว สำลัก-ติดคอ ซึ่งอาจเป็นอันตราย ร้ายแรงได้ ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดผลไม้ต่าง ๆ เช่น เงาะ ลำไย ฯลฯ หรือการที่ ทารกกลืนเศษโลหะ เศษวัสดุต่าง ๆ

เด็ก ๆ ทั้งเด็กเล็ก-เด็กโต...จะเกิดเรื่องแบบนี้บ่อย

แต่จริง ๆ แล้ว...คนทุกเพศ-ทุกวัยเสี่ยงได้ทั้งนั้น !

ทั้งโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยการกินที่ไม่ได้ระวังให้ดีพอ หรือโดยอุบัติ เหตุก็ตาม ก่อให้เกิดเรื่องเศร้าเพราะ สำลัก-ติดคอ กันมานักต่อนัก เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้ามความปลอดภัย

ทั้งนี้ นอกจากการระวังป้องกันไม่ให้เกิด ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว การปฏิบัติหรือวิธีปฐมพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ และควรจะรู้ไว้ใช่ว่า ซึ่งข้อมูลจากเว็บไซต์ของ มูลนิธิหมอชาวบ้าน www.doctor.or.th จากบทความโดย ทพ.ไพฑูรย์ สุริยะวงศ์ไพศาล มีการให้ข้อมูล ให้ความรู้ความเข้าใจในวิธีการ ที่น่าสนใจ...

กล่าวคือ...กรณีสำลักสิ่งแปลกปลอมเอง และอยู่ลำพัง อาจสามารถช่วยเหลือตัวเองได้โดย...1..กำหมัดข้างหนึ่งวางเหนือสะดือ 2..ใช้มืออีกข้างจับมือที่กำหมัดไว้ แล้วก้มตัวให้มือพาดขอบแข็ง ๆ เช่น พนักเก้าอี้ ขอบอ่างล้างมือ 3..ดันหมัดอัดเข้าท้องในลักษณะดันขึ้นข้างบน ทำซ้ำ ๆ จนกว่าสิ่งแปลก ปลอมจะหลุดออก

กรณีเป็นการช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าผู้ที่เราจะช่วยเป็นทารกอายุต่ำกว่า 1 ขวบ วิธีการคือ...1..จับทารกนอนคว่ำบนแขน ให้ศีรษะต่ำลงเล็กน้อย 2..ใช้ฝ่ามือตบลงตรงกลางหลังของทารก (ระหว่างกลางของสะบัก 2 ข้าง) เร็ว ๆ 4 ครั้ง 3..ถ้าไม่ได้ผล จับทารกนอนหงายบนแขนให้ศีรษะต่ำ แล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางวางบนกระดูกลิ้นปี่ แล้วกดหน้าอกลง (กดลงประมาณ 0.5-1 นิ้ว) เร็ว ๆ 4 ครั้ง 4..ถ้าไม่ได้ผล ให้ทำการตบหลัง 5 ครั้ง สลับกับกดหน้าอก 5 ครั้ง จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุด หรือทารกหมดสติ ซึ่งจะอย่างไรก็ต้องรีบพาไปพบแพทย์ด้วย

หากพบเด็กหรือผู้ใหญ่สำลักสิ่งแปลกปลอมติดคอ ถ้ายัด้แรง ๆ พูดได้ หายใจเป็นปกติ ไม่ต้องทำอะไร รีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันที อย่าพยายาม ช่วยเหลือใด ๆ เช่น ใช้นิ้วล้วงคอเพื่อเอาสิ่งแปลกปลอมออก เพราะอาจทำให้ สิ่งแปลกปลอมยิ่งเคลื่อนลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจ จนยิ่งอันตราย

กรณีผู้ป่วยหายใจไม่ได้ หน้าเขียว เล็บเขียว ไอไม่ออก พูดไม่ออก ควร รีบช่วยเหลือ โดย...1..กรณีที่ผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดี ถ้าเป็นผู้ใหญ่และเด็กโต ใช้วิธี รัดท้องอัดยอดอก โดย 1..ผู้ช่วยเหลือยืนข้างหลังผู้ป่วย ใช้แขน 2 ข้างโอบรอบเอวผู้ป่วย 2..ผู้ช่วยเหลือกำหมัดข้างหนึ่งวางลงบนบริเวณเหนือสะดือผู้ป่วยเล็กน้อย 3..ผู้ช่วยเหลือใช้มืออีกข้างจับมือที่กำไว้ แล้วทำการอัดเข้าท้องแรง ๆ เร็ว ๆ ขึ้นไปข้างบน (ทำคล้ายพยายามยกตัวผู้ป่วยขึ้น) 4..อัดแรงเข้าท้อง ซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง จนกว่าสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมา หรือจนกว่าผู้ป่วยจะหมดสติ

สำหรับ คนอ้วน หรือ หญิงตั้งครรภ์ ก็ให้ทำการช่วยเหลือคล้าย ๆ กัน แต่ควรวางมือตรงตำแหน่งที่สูงกว่าคนทั่วไป คือวางตรงลิ้นปี่ และอัดแรง เข้ายอดอกแทน

กรณีผู้ป่วยหมดสติ ให้ช่วยโดย...1..จับผู้ป่วยนอนหงาย 2..เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง โดยใช้มือยกคางขึ้นและกดศีรษะลง 3..ตรวจในช่องปาก ถ้าเห็นสิ่งของให้ใช้นิ้วชี้ค่อย ๆ เขี่ยเกี่ยวออก แต่ต้องระวัง เพราะอาจทำให้ยิ่งหลุดลึกขึ้น โดยเฉพาะเด็กเล็ก (ผู้ใหญ่และเด็กอายุเกิน 8 ขวบ แม้มองไม่เห็นสิ่งของก็ให้ลองใช้นิ้วชี้แยงตามข้างกระพุ้งแก้มจนถึงข้างคอหอย แล้วลองเกี่ยวสิ่ง ของดู แต่วิธีนี้ ห้ามทำในเด็กต่ำกว่า 8 ขวบ)

4..ถ้าเกี่ยวไม่ได้ ให้ช่วยหายใจโดยเป่าปาก 2 ครั้ง ๆ ละ 1-1.5 วินาที 5..แล้วรัดท้องอัดยอดอก 6-10 ครั้ง ในท่านอนหงาย (สำหรับผู้ที่อายุเกิน 1 ขวบ) หรือตบหลัง 4 ครั้ง สลับกับกดหน้าอก 4 ครั้ง (สำหรับทารกอายุต่ำกว่า 1 ขวบ) 6..ตรวจดูช่องปาก เขี่ยเกี่ยวสิ่งแปลกปลอมออก (ตามข้อ 3) 7..ถ้ายังไม่ออก ให้ทำข้อ 5-6 ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงโรงพยาบาล 8..กรณี หัวใจหยุดเต้น คลำชีพจรไม่ได้ ให้เป่าปากและนวดหัวใจแทน จนกว่าจะถึง โรงพยาบาล (อาจทำให้สิ่งแปลกปลอมหลุดได้ ให้ตรวจเช็กช่องตามข้อ 3 เป็นระยะ)

ขอย้ำ...จะช่วยอย่างไรก็ควรรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ด้วย

และ...ที่ ดีที่สุดก็คือการป้องกัน ไม่ให้เกิดเหตุขึ้น !!

นอกจากเรา ๆ ท่าน ๆ ต้องป้องกันตัวเองเรื่องการกินอยู่แล้ว ในบทความก็ได้ให้คำแนะนำผู้ใหญ่ถึงการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายลักษณะนี้กับ เด็ก ว่า...ต้องแยกสิ่งของใด ๆ ก็ตามที่มีขนาดเล็กกว่า 3.17.x.5.71 ซม. ซึ่งจัด เป็นของอันตราย ต้องแยกให้พ้นจากเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบ นอกจากนี้ กับ เด็ก ๆ นั้นผู้ปกครองต้องสอนให้กินอาหารช้า ๆ ค่อย ๆ เคี้ยว ขณะกินไม่ควรวิ่งเล่นหรือหัวเราะ และข้อสำคัญอย่าป้อนผลไม้ที่มีเมล็ดแก่เด็กเล็ก และรวมถึง ผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่เป็นอัมพาต ด้วย ต้องนำเมล็ดออกก่อนจึงค่อยป้อน จึงค่อยให้กิน

ทั้งนี้ กับการจะดูว่าผู้ใดเกิดมีสิ่งแปลกปลอม สำลัก-ติดคอ ก็คือจะมีอาการสำลัก ไอ พูดไม่ออก หรือหายใจลำบากทันทีทันใด ถ้าสิ่งของติดอยู่ที่กล่องเสียงใต้คอหอย เสียงจะแหบ หายใจเสียงดังคล้ายคนที่เป็นคอตีบ ถ้าสิ่งของนั้นมีขนาดใหญ่จนปิดกั้นทางเดินหายใจ จะมีอาการหน้าเขียว เล็บเขียว ซึ่งตรงนี้อันตรายมาก ๆ

โดยในบทความของ ทพ.ไพฑูรย์ ในเว็บไซต์ของมูลนิธิหมอชาวบ้าน เตือนไว้ว่า...หากช่วยไม่ทันภายใน 4 นาที สมองจะตาย หมดสติ และตายได้ ในเวลารวดเร็ว

นี่แหละถึงต้องบอกว่า...อย่าประมาท...สำลัก-ติดคอ !!.

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!