ถวายฎีกาเสื้อแดงตัวเร่งการเมืองร้อน

ถ้าเป็นไปตามที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ถึงขั้นตอนหลังกลุ่มคนเสื้อแดงยื่นถวายฎีกาในวันที่ 17 ส.ค. ว่า

โดยหลักทางสำนักราชเลขาธิการจะส่งเรื่องมาขอความเห็นจากรัฐบาล และรัฐบาลก็จะส่งความเห็นไปให้ ซึ่งจะมีประเด็นข้อกฎหมายว่าฎีกานี้เมื่อพิจารณาตามข้อกฎหมายแล้วเป็นอย่างไร อย่างที่เราเห็นเบื้องต้นขณะนี้ก็ได้บอกไปแล้วว่า กรณีนี้ไม่ใช่ กรณีการขอพระราชทานอภัยโทษ ส่วนจะเป็นการฎีกาความเดือดร้อนทั่วไปหรือเป็นเรื่องการเมืองรัฐบาลก็จะให้ความเห็นไปและต้องมีการตรวจสอบรายชื่อในเบื้องต้นว่าถูกต้องหรือไม่ ส่วนที่ว่าความเห็นของรัฐบาลจะถึงขนาดที่ว่าสำนักราชเลขาธิการควรจะนำฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯ หรือไม่นั้น ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่สำนักราชเลขาฯ จะต้องใช้ข้อมูลของรัฐบาลประกอบในการพิจารณา

พูดง่าย ๆ ก็คือ ฎีกาดังกล่าวก็จะกลับมาที่รัฐบาล มาอยู่ในมือของนายอภิสิทธิ์ ในฐานะรัฐบาลซึ่งจะให้ความเห็นทาง กฎหมาย

ในทางกฎหมายพูดกันมาจนปากจะฉีกถึงหูแล้วว่า การถวายฎีกานั้นแม้จะเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่สิ่งที่ต้องคิดคือ ควรที่จะทำในลักษณะ เกณฑ์คนมาร่วมลงชื่อ ขณะที่เครือญาติใกล้ชิดกลับไม่มีชื่อ หรือไม่ ขณะที่การขอพระราชทานอภัยโทษ นั้นมี ขั้นตอน ชัดเจนว่า ต้องได้รับโทษหรือ ติดคุก ก่อนเท่านั้นจึงจะขอได้

ท่าทีของนายอภิสิทธิ์เช่นนี้บอกได้เลยว่า หลังการถวายฎีกาของคนเสื้อแดงและเครือข่ายทักษิณจบลง ข้อกล่าวทั้งความล้มเหลวในการทำหน้าที่บริหารของรัฐบาล ข้อกล่าวเรื่องความไม่สุจริต ความไม่โปร่งใส ทั้งโครงการชุมชน พอเพียง ทั้งโผตำรวจ จะถาโถมเข้าใส่รัฐบาลชนิดหวังผลให้เกิดการเปลี่ยนในปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า

ขณะที่ ปัจจัย อื่นก็รุมเร้ารัฐบาลและเป็นตัวเร่ง เช่น กรณีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มี 2 เรื่องที่ค้างอยู่คือ กรณีถือหุ้น 44 ส.ส. และกรณี เงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาท

ทั้งหมดล้วนกระทบ ภาพ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ยังมี ปัญหาใหญ่ ที่รอแก้ไข เรื่องแรกก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็น ตัวชี้วัด ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กับอีกเรื่องที่สำคัญคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลโยนเรื่องดังกล่าวให้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร

หรือ มุมกลับ ที่ไม่ควรจะมองข้ามเช่นกันอย่าง คดี ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำลังเดินหน้าพิจารณากันอยู่

แว่ว ๆ ว่า ถ้าเป็นตามกฎเกณฑ์หลายฝ่ายเชื่อว่าไม่ปลายปีนี้ก็ต้นปีหน้าก็จะมีความ ชัดเจน ออกมา วันที่ 17 ส.ค. ไม่น่าร้อนแรง เพราะเป็น จุดเริ่มต้น ความร้อนแรงของการเมืองไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี.

เรื่องล่าสุดของหมวด การเมือง

ดูหมวด การเมือง ทั้งหมด